29 มิ.ย. เวลา 06:51 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (06).. Sopron: เดินเบากตรอก ซอกซอยประวัติศาสตร์

หลังจากใช้เวลาอยู่ที่จัตุรัสหลักของเมืองโชโปรนอยู่พักใหญ่ เราค่อย ๆ เดินออกจากลานกว้างเข้าสู่ถนนเซนต์จอร์จ (St. George Street) ถนนสายเล็กที่ปูด้วยหินคอบเบิลสโตนทอดคดเคี้ยวผ่านอาคารโบราณราวกับกำลังพาเราย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปี
สิ่งที่ทำให้เมืองโชโปรนมีเสน่ห์แตกต่างจากเมืองเก่าอีกหลายแห่งในยุโรป คือการที่เมืองนี้รอดพ้นจากความเสียหายครั้งใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ทำให้อาคารยุคกลาง เรอเนซองส์ และบารอกจำนวนมากยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพใกล้เคียงกับเมื่อหลายศตวรรษก่อน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่สมบูรณ์ที่สุดของฮังการี
ระหว่างทาง สายตาสะดุดกับอาคารสีเขียวพาสเทลอันสง่างาม ซึ่งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนโบราณ อาคารสไตล์บารอกแห่งนี้มีระเบียงยื่นออกมาประดับด้วยกระถางดอกไม้สีสด
ใต้ระเบียงมีรูปสลักชายร่างกำยำทำหน้าที่เสมือนค้ำยัน หรือที่เรียกว่า Atlantes ส่วนจั่วโค้งด้านบนตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนต่ำอย่างวิจิตร บอกเล่ารสนิยมและฐานะของเจ้าของคฤหาสน์ในอดีต
ครั้งหนึ่งโชโปรนเคยเป็นเมืองการค้าและเมืองไวน์ที่มั่งคั่ง อาคารเช่นนี้จึงมักเป็นที่พำนักของพ่อค้าผู้ร่ำรวยหรือขุนนางท้องถิ่น แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี แต่รายละเอียดเล็ก ๆ บนผนัง หน้าต่าง และระเบียง ยังคงบอกเล่าเรื่องราวแห่งความรุ่งเรืองในอดีตได้อย่างชัดเจน
ถนนหินที่ทอดผ่านอาคารเก่า โคมไฟเหล็กดัด ม้านั่งไม้ และซุ้มประตูโค้งใต้ตัวอาคาร ทำให้บรรยากาศของย่านนี้ดูราวกับเวลาหยุดเดิน ซุ้มโค้งเหล่านี้เคยเป็นพื้นที่ให้ผู้คนหลบแดดหลบฝน
และเป็นที่ตั้งของร้านค้าขนาดเล็กมาตั้งแต่ยุคกลาง ขณะที่ผนังปูนเก่าซึ่งเผยให้เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลา กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้มากกว่าจะทำให้ดูทรุดโทรม
สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่าง คืออาคารเก่าเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่มีไว้ให้ชม แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ป้ายร้านตัดผม ร้านเสริมสวย และร้านค้าเล็ก ๆ ที่ใช้ตัวอักษรภาษาฮังการีแบบดั้งเดิม ยังคงแขวนอยู่เหนือประตูไม้เก่าแก่ ราวกับอดีตและปัจจุบันยังคงดำเนินชีวิตเคียงข้างกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่นานนัก เราก็เดินกลับเข้าสู่บริเวณจัตุรัสหลักอีกด้านหนึ่ง ซึ่งสายตาทุกคู่แทบจะถูกดึงเข้าสู่จุดเดียวกัน นั่นคือ เสาน้ำพุพระแม่มารี ที่ตั้งสง่างามอยู่กลางลานหิน
พื้นหินรอบฐานน้ำพุได้รับการออกแบบให้เรียงตัวเป็นแนวรัศมีแผ่ออกจากศูนย์กลาง คล้ายแสงอาทิตย์กำลังส่องกระจายออกไปโดยรอบ ทำให้น้ำพุกลายเป็นหัวใจของจัตุรัสอย่างสมบูรณ์แบบ
น้ำพุหินสไตล์บารอกแห่งนี้ประดับด้วยลายพวงอุบลที่อ่อนช้อย ส่วนยอดเป็นรูปพระแม่มารีอุ้มพระกุมารเยซู พร้อมไม้กางเขนในพระหัตถ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาและการคุ้มครองเมืองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18
ด้านหลังน้ำพุคือ บ้านฟาบริเซียส (Fabricius House) อาคารยุคกลางที่มีประวัติยาวนานกว่าหกร้อยปี เดิมบริเวณนี้เคยเป็นอาคารสองหลังตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14
… ก่อนจะได้รับการต่อเติมและปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นรูปแบบที่เห็นในปัจจุบัน ภายในยังคงหลงเหลือห้องโถงแบบโกธิก ห้องใต้ดินสไตล์บารอก และที่น่าทึ่งที่สุดคือการค้นพบซากโรงอาบน้ำโรมันอยู่ใต้พื้นอาคาร
ปัจจุบัน บ้านฟาบริเซียสได้รับการดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมทั้งโบราณวัตถุจากยุคโรมัน นิทรรศการเส้นทางอำพัน และวิถีชีวิตของชนชั้นกลางในศตวรรษที่ 17–18 ทำให้บ้านหลังนี้เปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้ผู้มาเยือนได้มองย้อนกลับไปยังอดีตของเมืองโชโปรน
จากบ้านฟาบริเซียส เราเดินเลาะถนนสายเดิมต่อไป ก่อนจะหยุดอยู่หน้า บ้านเอ็กเกนเบิร์ก (Eggenberg House) คฤหาสน์บาโรกสองชั้นที่ดูสงบงามกว่าหลายอาคารรอบข้าง
หากมองเพียงผิวเผิน บ้านหลังนี้อาจดูไม่ต่างจากคฤหาสน์เก่าอีกหลังหนึ่งในเมืองโชโปรน แต่แท้จริงแล้ว ผนังหินและลานกลางอาคารแห่งนี้กลับซ่อนเรื่องราวสำคัญช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุโรปเอาไว้
ภายในลานบ้านแบบเรอเนซองส์ซึ่งล้อมรอบด้วยระเบียงโค้งสองชั้น ยังปรากฏแท่นเทศน์หินครึ่งวงกลมที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1674 พร้อมตราประจำตระกูลของเจ้าผู้ครองแคว้นบรันเดนบูร์กประดับอยู่เหนือประตูทางเข้าอย่างสง่างาม
ในช่วงที่กระแสการปฏิรูปศาสนาและการตอบโต้ของฝ่ายคาทอลิกกำลังรุนแรง ชาวลูเทอร์ในโชโปรนไม่สามารถประกอบพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย โบสถ์หลายแห่งถูกยึดคืน และการประกอบศาสนกิจถูกจำกัดอย่างเข้มงวด
บ้านเอ็กเกนเบิร์กจึงกลายเป็นสถานที่แห่งความหวัง
มาเรีย ซิโดเนีย ฟอน ทันน์เฮาเซน ดัชเชสผู้เป็นเจ้าของบ้านในขณะนั้น ได้รับสิทธิพิเศษให้ประกอบพิธีกรรมลูเทอร์ภายในบ้านของตนเอง บาทหลวงประจำพระองค์ยืนเทศน์จากแท่นหินกลางลาน ขณะที่ผู้ศรัทธาจำนวนมากยืนฟังอยู่เบื้องล่าง
ลานบ้านที่ดูเงียบสงบในวันนี้ จึงเคยเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนเดินทางมาเพื่อรักษาศรัทธาของตนไว้ ท่ามกลางช่วงเวลาที่เสรีภาพในการนับถือศาสนายังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนได้รับ
เมื่อเงยหน้ามองตราประจำตระกูลที่ยังคงประดับอยู่เหนือซุ้มประตู ก็อดคิดไม่ได้ว่า รายละเอียดเล็ก ๆ บนก้อนหินแต่ละก้อนไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่ง หากเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สลักไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านผ่านสายตาแทนตัวอักษร
บางที…เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองเก่า อาจไม่ได้อยู่ในมหาวิหารหรือพระราชวัง หากแต่อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดประตูต้อนรับผู้คนให้เข้ามารักษาความเชื่อของตนเอง
จากนั้น เราเดินต่อไปยังอาคารสีขาวตัดเส้นสีส้มอิฐที่ตั้งโดดเด่นอยู่ไม่ไกล นั่นคือ โบสถ์เซนต์จอร์จ (St. George’s Church)
โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิก ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ จนมีรูปลักษณ์แบบบารอกอันงดงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แม้ด้านหน้าจะเต็มไปด้วยเส้นสายแบบบารอก แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลือจากยุคกลางคือซุ้มประตูโกธิกคู่ด้านล่าง พร้อมลวดลายแกะสลักเหนือประตู และรูปปั้นนักบุญที่ประดิษฐานอยู่ตรงกลางของอาคาร ราวกับเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปะสองยุคสมัย
เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปด้านใน เราพบลานกลางอาคารที่เงียบสงบ รายล้อมด้วยระเบียงโค้งสองชั้นแบบเรอเนซองส์ เสาหินเรียงตัวอย่างสมดุล รับกับแสงธรรมชาติที่ส่องลงมาจากช่องเปิดด้านบนอย่างงดงาม
ลานเล็ก ๆ แห่งนี้ให้ความรู้สึกราวกับซ่อนตัวอยู่หลังม่านของเมืองใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักบวชและชุมชนศาสนาในอดีต
ระหว่างที่กำลังเก็บภาพความงดงามของโบสถ์ เสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้คนก็ดังขึ้นจากด้านหน้า เมื่อเดินออกมา เราพบขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังถ่ายภาพหลังพิธีแต่งงานพอดี เจ้าสาวในชุดสีขาวยืนอยู่หน้าซุ้มประตูโกธิกเก่าแก่ ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนฝูงต่างร่วมแสดงความยินดี
ภาพนั้นทำให้รู้สึกว่า โบราณสถานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงอนุสรณ์ของอดีต หากยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในปัจจุบัน เป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่ยังถูกเติมเต็มด้วยเรื่องราวใหม่ ๆ อยู่ทุกวัน
โชโปรนได้รับสมญานามว่า “เมืองแห่งความจงรักภักดี” (Civitas Fidelissima) แต่สำหรับเรา เมืองแห่งนี้อาจมีความหมายมากกว่านั้น
เพราะทุกตรอก ทุกลานหิน ทุกอาคาร และทุกโบสถ์ที่เราเดินผ่าน ล้วนทำให้รู้สึกว่า ประวัติศาสตร์ของโชโปรนไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์ หากยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้อย่างเงียบงาม… ราวกับกาลเวลาไม่เคยจากไปไหนเลย
โฆษณา