วันนี้ เวลา 07:54 • การศึกษา
มหาวิทยาลัยพะเยา

Pride Month เมื่อ “ความภาคภูมิใจ” ไม่ได้จบแค่การโบกธงสีรุ้ง

ทุกเดือนมิถุนายน เราจะเห็นสีรุ้งปรากฏอยู่แทบทุกแห่ง
ตั้งแต่โลโก้ขององค์กรระดับโลก หน้าฟีดบนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย
หลายคนมองว่า Pride Month คือเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง
แต่ความจริงแล้ว “Pride” ไม่ได้เริ่มต้นจากการเฉลิมฉลองเลย หากเริ่มต้นจากการต่อสู้
จุดเริ่มต้นของ Pride ไม่ได้มีแต่รอยยิ้ม
ย้อนไปคืนวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ที่บาร์เล็ก ๆ ชื่อ Stonewall Inn ในนครนิวยอร์ก
สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้มีความหลากหลายทางเพศในยุคที่สังคมยังไม่ยอมรับพวกเขา
คืนนั้นตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้คนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป
ผู้คนเลือกที่จะไม่ยอมอีกต่อไป
เหตุการณ์ที่เรียกว่า Stonewall Riots กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQIA+ ทั่วโลก
หนึ่งปีต่อมา มีการเดินขบวนรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และนั่นคือจุดกำเนิดของ Pride Month ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น Pride จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งสีสัน
แต่คือการบอกโลกว่า “ทุกคนควรมีสิทธิเป็นตัวของตัวเอง”
ภาพ Stonewall Inn ขอบคุณภาพจาก Yanhee
ตัวอักษรไม่กี่ตัว…ที่หมายถึงผู้คนนับล้าน
คำว่า LGBTQIA+ อาจดูเป็นเพียงตัวย่อ แต่เบื้องหลังแต่ละตัวอักษรคือชีวิตของผู้คนจริง ๆ
* L – Lesbian
* G – Gay
* B – Bisexual
* T – Transgender
* Q – Queer หรือ Questioning
* I – Intersex
* A – Asexual
* + – ครอบคลุมอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศอีกมากมาย เช่น Non-binary, Pansexual และ Genderfluid
แม้แต่ละคนจะมีตัวตนแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนต่างต้องการได้รับการเคารพในฐานะมนุษย์
LGBTQIA+
ธงสายรุ้งไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม
ธงสีรุ้งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา ถูกออกแบบโดย Gilbert Baker เมื่อปี 1978
แต่ละสีมีความหมายของตัวเอง
สีแดงแทนชีวิต
สีส้มแทนการเยียวยา
สีเหลืองแทนแสงอาทิตย์
สีเขียวแทนธรรมชาติ
สีน้ำเงินแทนความสามัคคี
และสีม่วงแทนจิตวิญญาณ
เมื่อเวลาผ่านไป ธงถูกพัฒนาให้สะท้อนความหลากหลายที่กว้างขึ้น แต่สารสำคัญยังคงเหมือนเดิม
นั่นคือ “ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง”
ธงสายรุ้ง
เมื่อ Pride ไม่ได้หยุดอยู่ที่กิจกรรม
หลายองค์กรเลือกจัดงาน Pride เพียงปีละครั้ง
แต่มีบางแห่งเลือกทำมากกว่านั้น
มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหนึ่งในสถาบันที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม UP Pride & Proud ที่เปิดพื้นที่ให้นิสิต บุคลากร และประชาชนได้แสดงออกถึงตัวตนอย่างภาคภูมิใจ
พร้อมทั้งร่วมกับเครือข่ายในจังหวัดจัดกิจกรรม “พะเยาไพรด์ จิไฟใส่ใจ๋” (Phayao Pride Ignite Inspiration)
คำว่า “จิไฟ” ในภาษาเหนือ หมายถึง “จุดไฟ”
ไม่ใช่ไฟที่เผาผลาญ
แต่เป็นไฟแห่งความหวัง ความกล้า และการยอมรับตัวตนของกันและกัน
พะเยาไพรด์ จิไฟใส่ใจ๋
จากกิจกรรม…สู่ “นโยบาย”
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการจัดงาน คือการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย
เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566 มหาวิทยาลัยพะเยาได้ประกาศ นโยบายส่งเสริมความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และความเสมอภาคทางเพศในการบริหารทรัพยากรบุคคล
สาระสำคัญของนโยบายครอบคลุมหลายด้าน เช่น
* การรับบุคลากรโดยไม่เลือกปฏิบัติ
* ความเท่าเทียมในการประเมินผลงานและเลื่อนตำแหน่ง
* สิทธิในการแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศอย่างเหมาะสม
* มาตรการป้องกันการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน
* การคุ้มครองผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูล
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญบนเวที แต่ถูกเขียนไว้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง
ประกาศมหาวิทยาลัยพะเยา เรื่อง นโยบายส่งเสริมความเท่าเทียม
Pride Month อาจมีเพียงหนึ่งเดือน
แต่ความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ควรมีวันหมดอายุ
การยอมรับความแตกต่างไม่ได้ทำให้ใครสูญเสียตัวตน
ในทางกลับกัน มันทำให้สังคมมีพื้นที่สำหรับทุกคนมากขึ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว Pride ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง
แต่คือการสร้างสังคมที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร รักใคร หรือมีอัตลักษณ์แบบไหน คุณก็ยังได้รับโอกาส สิทธิ และความเคารพอย่างเท่าเทียม
และบางครั้ง…
สีรุ้งที่สวยที่สุด อาจไม่ใช่สีที่อยู่บนธง
แต่อยู่ในสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง
โฆษณา