30 มิ.ย. เวลา 04:07 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ .. Croatia: Zagreb ลมหายใจบนดาดฟ้าของซาเกรบ

: วันที่สายฝนพรำ และอดีตกระซิบผ่านสายหมอก
บางเมืองเราจดจำด้วยแผนที่... แต่สำหรับ Upper Town (Gornji Grad) แห่งซาเกร็บ ฉันจดจำมันด้วยความรู้สึก
ทะยานสู่ความฝันสีส้มอิฐ
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นในตู้รถรางโบราณสายสั้นที่สุดในโลก ยามที่ตัวรถค่อยๆ ไต่ความชัน ขับเคลื่อนตัวเองห่างจากสถานีเบื้องล่างออกไปทีละน้อย
… มันให้ความรู้สึกราวกับเรากำลังถูกตัดขาดออกจากเข็มนาฬิกาของโลกปัจจุบันอย่างอ่อนโยน
วินาทีที่ทัศนียภาพเบื้องล่างคลี่ตัวออก โลกทั้งใบของซาเกร็บก็กลายเป็นสีส้มอบอุ่น แนวหลังคาอิฐเก่าแก่เรียงรายสลับซับซ้อนสบตากับเราผ่านกระจกหน้าต่าง
ฉันแอบถามตัวเองในใจ... บ้านเรือนหลังคาสีส้มเหล่านี้ซ่อนความลับและการรอคอยของผู้คนมากี่ร้อยปีกันนะ?
ทางเดินแห่งความคิดและการปล่อยใจ
เมื่อก้าวพ้นตู้รถราง ระเบียงชมวิวทอดยาวเลาะขอบเนินเขาก็ต้อนรับเราด้วยสายลมเบาบาง การเดินทอดน่องไปบนเส้นทางนี้ไม่ใช่การรีบเดินเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย
.. แต่คือการปล่อยให้สายตาและหัวใจทอดทิ้งความเร่งรีบลงไปยังเมืองเบื้องล่าง เมืองทั้งเมืองดูสงบ นิ่ง และงดงาม ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่จิตรกรเอกลืมทิ้งไว้บนดาดฟ้าของโลก
นัยน์ตาของอัศวินและคำถามใต้กีบม้า
ระหว่างทางเดินลัดเลาะสู่เขตเมืองเก่า รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของ อัศวินเซนต์จอร์จบนหลังม้า ยืนตระหง่านท้าทายสายตาอยู่เงียบๆ
บรรยากาศรอบกายชวนให้จินตนาการโลดแล่น ขัดกับภาพลักษณ์นักรบผู้กร้าวแกร่งในตำนานทั่วไป เพราะที่นี่ เซนต์จอร์จดูสงบนิ่ง แววตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด และมังกรที่นอนหมอบอยู่ใต้กีบม้านั้นก็ดูเชื่องช้าไร้พิษสง ราวกับฉากการต่อสู้สิ้นสุดลงนานแล้ว
มองดูแล้วชวนให้คิด... หรือแท้จริงแล้ว มังกรตัวร้ายที่อัศวินต้องสยบลง อาจไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากที่ไหน แต่คือความว้าวุ่นและกิเลสในใจของเราเอง? และความสงบนิ่งหลังชัยชนะต่างหาก คือสัจธรรมที่แท้จริงที่เขาอยากบอกเรา
แสงเทียนกระซิบผ่านความมืด
Stone Gate ประตูหินโบราณ หรือประตูเมืองเก่า (Porta di Pietra : Kamenita Vrata) ที่เคยถูกไฟไหม้เสียหายหมด คงเหลือแต่รูปภาพของพระแม่มารีที่รอดพ้นกระแสเพลิงมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
.. ด้านนอกของประตูเมือง ตรงที่เป็นซุ้มประตูโค้ง มีรูปแกะสลักของโดรา (Kip Dore Krupiceve) ตัวละครเอกในเรื่อง Zlatarovo Zlato วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์แห่งเมืองซาเกรบ ประพันธ์โดย August Senoa ในปี 1871
เมื่อขยับกายเข้าสู่ความสลัวของด้านใน ประตูหินโบราณ .. บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นความเงียบงันอันศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นเทียนหอมระเหยโชยมาพร้อมกับภาพของผู้คนมากมายที่นั่งนิ่ง พนมมือ และส่งความหวังผ่านเปลวไฟดวงเล็กๆ ไปยังภาพพระแม่มารี
ภาพของพระแม่มารีที่รนอดพ้นจากไฟไหม้ .. ถูกนำมาเก็บไว้ที่อาคารริมทางเดินสู่เมืองด้านบน ชาวเมืองจะแวะเวียนกันมาขอพร และหากสมหวังตามคำขอ ก็จะนำป้ายที่สลักจากไม้หรือหิน เขียนคำว่า “Hvala” แปลว่า ขอบคุณ ในภาษาโครแอท มาติดไว้
แสงเทียนนับร้อยเล่มพริ้วไหวในความมืด คล้ายกับหยาดน้ำตาแห่งความหวังของผู้คนที่ถูกจุดประกายขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ ความศรัทธาไม่ได้เสียงดังเลย มันช่างเงียบเชียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้เราเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
หยาดฝน, เครื่องแบบทหาร และฉากละครที่ไร้กาลเวลา
และแล้วเราก็มาหยุดยืนอยู่หน้า โบสถ์เซนต์มาร์ก (St. Marc Cathedral หรือ Cathedral of Zagreb) โบสถ์หลังคากระเบื้องเคลือบสีสันสดใสที่ราวกับหลุดมาจากนิทานปรัมปรา
St. Marc Cathedral … โบสถ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่เรามักจะเห็นอยู่ในโปสการ์ด มีสถาปัตยกรรมแบบกอธิก มียอดเสาแหลมคู่สูงกว่าร้อยเมตร
ตามประวัติกล่าวว่า … เมื่อกษัตริย์ Ladislaus ได้ให้พระราชคณะย้ายที่พำนักจาก Sisak มาที่เมืองซาเกรบ เริ่มแรกได้ให้พำนักอยู่ที่โบสถ์เก่าแห่งหนึ่ง
ต่อมาได้มีการปรับปรุงโบสถ์ขึ้นมาใหม่ จนแล้วเสร็จใจปี 1217 ก่อนที่จะถูกพวกมองโกลที่มาจากเอเชียเผาทำลายในปี 1242 … โบสถ์แห่งนี้เสียหายอีกครั้งจากเหตุแผ่นดินไหวในเมืองซาเกรบเมื่อปี 1880
อาสนวิหารที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลงานออกแบบของ Hermann Bolle สถาปนิกชาวเยอรมันในช่วงศตวรรษที่ 19 นี่เอง โดยยังคงรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบกอธิก … ยอดของอาสนวิหาร ก็สร้างในยุคเดียวกัน
ภายในอาสนวิหารกว้างขวาง โอ่โถง สมกับที่เป็นวิหารประจำเมือง
ภายในมีโลงศพของ อาร์คบิชอป Aloysius Stepinac พระคาดินัลชาวโครแอท ผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเชื้อชาติต่างๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง …
หลังสงครามสิ้นสุดลง ท่านได้ถูกพิพากษาโดยศาลทหารให้จำคุกถึง 17 ปี แต่หลังจากการจำคุกผ่านไป 5 ปี ท่านได้รับการปล่อยตัว แต่เนื่องจากการเจ็บป่วยระหว่างที่ถูกจองจำ ทำให้ท่านมีสุขภาพที่อ่อนแอ และในที่สุดท่านก็เสียชีวิตในปี 1960 … ร่างของท่านได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ด้านหลังของแท่นบูชาในอาสนวิหารแห่งซาเกรบ
.. เสียดายที่เราไม่ได้เข้าไปชมด้านใน
โบสถ์แห่งนี้โดดเด่นที่หลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องเซรามิกที่เก่าแก่ มีสัญลักษณ์ของเผ่าโครแอทแห่งแคว้นดัลเมเซีย ซึ่งเป็นกองทหารแห่งยุคกลาง และตราประจำเมือง
วันนั้น... ฟ้าชุ่มฉ่ำด้วยหยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ชะล้างลานหินกว้างจนสะท้อนเงาละมุน ตาของฉันพร่าเลือนไปกับภาพตรงหน้า เมื่อพบกลุ่มชายหญิงจำนวนมากในชุดเครื่องแบบทหารย้อนยุคกำลังยืนเกาะกลุ่มกันใต้กันสาดอาคารตรงข้ามฌบสถ์
นาทีนั้น ความจริงกับความฝันพร่าเลือนเข้าหากันจนแยกไม่ออก... พวกเขาคือนักแสดงในฉากภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ หรือเป็นจิตวิญญาณของอัศวินโบราณที่ฟื้นคืนชีพข้ามผ่านม่านฝนมาเพื่อทักทายเรากันแน่? เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินปนสายฝน คล้ายจังหวะดนตรีที่บรรเลงส่งท้ายบ่ายวันนั้นได้อย่างงดงามที่สุด
บทสรุป: หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะโบราณ
ในท้ายที่สุด Upper Town ไม่ใช่แค่ชื่อสถานที่บนแผนที่ท่องเที่ยว แต่มันคือ "หัวใจที่ยังมีลมหายใจของซาเกร็บ" มันคือที่ที่อดีตไม่ได้ถูกฝังไว้ในพิพิธภัณฑ์
… แต่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ในกลิ่นฝน ในแสงเทียน และในความเงียบสงบ บนเนินเขาแห่งนี้ เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่มันหมุนวนเป็นวงกลม ชวนให้ผู้มาเยือนได้หลงทางอยู่ในห้วงความฝันอันแสนโรแมนติก... และปล่อยให้หัวใจได้หวนคะนึงถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเนิ่นนาน
โฆษณา