วันนี้ เวลา 05:44 • ธุรกิจ

ดีลใหญ่ Webull ทุ่ม 2,865 ล้านบาท ซื้อ บล.พาย จากคันทรี่ กรุ๊ป

บล.พาย เป็นโบรกเกอร์ที่อยู่ในตลาดทุนไทยมานานกว่า 30 ปี
แต่ตอนนี้ คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บล.พาย ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดที่ถือออกไป ให้กับ Webull Holdings (Singapore) บริษัทในเครือ Webull Corporation แอปเทรดหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ของสหรัฐฯ
มูลค่ารวมของการซื้อขายครั้งนี้ ประมาณ 2,865 ล้านบาท
โดยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH มีมติอนุมัติให้ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ใน 2 บริษัทย่อย ให้กับ Webull Holdings (Singapore) Pte. Ltd. หรือ WBH
บริษัทแรกคือ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi
ขายหุ้นจำนวน 1,578,884,083 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 90.98% ของหุ้นทั้งหมด
บริษัทที่สองคือ บริษัท ท๊อปเทรดเดอร์ จำกัด หรือ TT ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเทรดสินทรัพย์ทางการเงิน ขายหุ้นจำนวน 885,666 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 55.99%
หลังธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ทั้ง Pi และ TT จะพ้นสถานะบริษัทย่อยของ CGH ไปทันที
มูลค่ารวมของการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2,865 ล้านบาท แต่ราคานี้ยังไม่ใช่ราคาสุดท้าย เพราะมีกลไกปรับราคาในกรณีที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของ Pi ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยที่กำหนดไว้ในสัญญา
ที่น่าสนใจคือ ค่าตอบแทนที่ CGH จะได้รับ ไม่ใช่เงินสดทั้งหมด
ค่าตอบแทนรวมของดีลนี้อยู่ที่ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น 2 ส่วน
2
ส่วนแรก เป็นเงินสด 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จ่าย 2 งวด
งวดแรกเมื่อสัญญามีผลบังคับ และงวดที่สองภายใน 90 วันหลังทำสัญญา
ส่วนที่สอง เป็นหุ้นสามัญของ Webull Corporation ที่จดทะเบียนในตลาด NASDAQ มูลค่ารวม 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แบ่งเป็นหุ้นที่ CGH จะนำไปขายแปลงเป็นเงินสดทันที 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นที่ฝากไว้ในบัญชีเอสโครว์อีก 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการปรับราคาขั้นสุดท้าย
นั่นแปลว่า หลังดีลนี้เสร็จสมบูรณ์ CGH จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของ Webull Corporation บริษัทแม่ผู้ซื้อไปโดยอัตโนมัติ
นอกจาก CGH แล้ว Webull ยังจะเข้าซื้อหุ้น Pi อีก 8.40% จากผู้ถือหุ้นรายอื่นคือ Chinatrust Real Estate Co., Ltd. ด้วย
โดย Chinatrust Real Estate Co., Ltd. ได้ดำเนินการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้หลังดีลเสร็จสมบูรณ์ Webull จะถือหุ้นใน Pi รวมกันถึง 99.38%
ทั้งนี้ Webull Corporation เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ของสหรัฐฯ ภายใต้สัญลักษณ์ BULL ทำธุรกิจแอปพลิเคชันเทรดหุ้นและสินทรัพย์ทางการเงินที่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ
ปัจจุบัน Webull มีบริษัทย่อยกระจายอยู่หลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งฮ่องกง สหรัฐฯ จีน อินโดนีเซีย และผ่าน Webull Holdings (Singapore) ที่ถือหุ้นในบริษัทย่อยแถบเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และละตินอเมริกา
รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) ที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในไทย และมีใบอนุญาตนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ซึ่ง Webull มีฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วทั่วโลกกว่า 28.0 ล้านบัญชี ครอบคลุม 16 ประเทศ
โดยในไทย มีลูกค้าเปิดบัญชีกับ Webull แล้วกว่า 400,000 ราย และมี AUM ประมาณ 20,000 ล้านบาท
การเข้าซื้อ Pi ในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดธุรกิจที่ Webull มีอยู่แล้วในไทยให้แข็งแรงขึ้น
ด้วยการได้มาซึ่งใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ที่ครอบคลุมมากกว่าเดิม เช่น การจัดการกองทุนส่วนบุคคล, การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์, การค้าหลักทรัพย์, ที่ปรึกษาการลงทุน, ผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
สรุปคือ การเข้าซื้อกิจการ Pi ทำให้ Webull ได้ใบอนุญาตที่ขาดอยู่, โครงสร้างพื้นฐาน, ทีมงานมืออาชีพ และฐานลูกค้าเดิมของ Pi ไปสานต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งประหยัดเวลาและลดอุปสรรคทางกฎหมายไปได้มาก
แล้วทำไม CGH ถึงเลือกขาย Pi ทั้งที่อยู่กับธุรกิจหลักทรัพย์มานาน ?
จากผลประกอบการของ Pi ที่ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี
ปี 2566 ขาดทุน 173 ล้านบาท
ปี 2567 ขาดทุน 151 ล้านบาท
ปี 2568 ขาดทุน 151 ล้านบาท
และในไตรมาสแรกของปี 2569 ขาดทุนเพิ่มอีก 15 ล้านบาท
ส่วน TT ก็ขาดทุนต่อเนื่องไม่ต่างกัน ขาดทุนสะสมรวมแล้วกว่า 161 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเพียง 158 ล้านบาท ทำให้ส่วนของเจ้าของเหลืออยู่เพียง 1.3 ล้านบาทเท่านั้น
จากตัวเลขจะเห็นว่า ธุรกิจหลักทรัพย์เป็นธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่า จะกลับมาทำกำไรได้เมื่อไร
เพราะในไทย ปัจจุบันมีการแข่งขันด้านค่าคอมมิชชันที่ดุเดือด
อีกทั้งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนสูง และต้องดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. อย่างเข้มงวด
หากต้องการแข่งขันต่อไป CGH อาจต้องเติมเงินเข้าไปอีกเรื่อย ๆ
ดังนั้น การขายออกไปในจังหวะนี้ จึงเป็นการตัดธุรกิจที่ขาดทุนเรื้อรังและใช้เงินทุนสูง ออกจากกลุ่มบริษัท
แล้วเงินที่ได้ จะเอาไปทำอะไร ?
CGH ระบุไว้ชัดเจนว่า เงินที่ได้รับจากดีลนี้จะถูกนำไปใช้ใน 3 ทาง
ทางแรก ลงทุนในธุรกิจสุขภาพ โดยเฉพาะ Wellness Clinic ที่กำลังก่อสร้างอยู่ และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ของปี 2569 รวมถึงกำลังศึกษาโอกาสลงทุนในธุรกิจ Longevity Retreat ด้วย
ทางที่สอง ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ 2 แนวทาง คือธุรกิจให้สินเชื่อแก่ธุรกิจหรือโครงการที่มีศักยภาพ ซึ่งวางเป้าเสนอโครงการที่พร้อมเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และธุรกิจกีฬา สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ เช่น สนามกีฬาและฟิตเนส ที่อยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่และโครงการ
ทางที่สาม ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง และสำรองไว้ลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต
พูดง่าย ๆ คือ CGH กำลังเปลี่ยนพอร์ตธุรกิจจากการเป็นเจ้าของโบรกเกอร์ ไปสู่กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการให้สินเชื่อ
สรุปแล้ว
ฝั่ง Webull แอปเทรดหุ้นจากสหรัฐฯ เลือกซื้อฐานธุรกิจที่มีอยู่แล้วในไทย ทั้งสินทรัพย์ ทีมงาน และฐานลูกค้า เพื่อเร่งการเติบโตในตลาดภูมิภาค
ฝั่ง CGH เลือกถอนตัวจากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ขาดทุนเรื้อรังและกินเงินทุนสูง เพื่อนำเงินไปปลูกธุรกิจใหม่ที่ตัวเองมองว่า กำลังเป็นเทรนด์ และมีโอกาสทำกำไรได้เร็วกว่า นั่นเอง
ก็น่าติดตามว่า Pi ภายใต้การบริหารของ Webull จะต่อยอดไปทำอะไรบ้าง
และต่อไปจะสามารถเติบโต และพลิกฟื้นกลับมาทำกำไรได้หรือไม่..
ที่มา : SET, ก.ล.ต.
โฆษณา