30 มิ.ย. เวลา 05:50 • อสังหาริมทรัพย์

เจาะลึกปรากฏการณ์ สโคป หลังสวน ห้องแบบ 2 ห้องนอน “Sold Out ทุกยูนิต” บทพิสูจน์ ‘Safe Haven Asset’ ที่คนทั่วโลกต่างถวิลหา

เคยสงสัยไหมว่ากลุ่ม Global UHNWI (Ultra – High Net Worth Individuals) หรือเหล่ามหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินรวมเกิน 1,000 ล้านบาทในปัจจุบัน พวกเขามีมุมมองและวิธีคิดในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์สุดหรูอย่างไร ท่ามกลางยุคสมัยที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน? หากพลิกดูข้อมูลอินไซต์จากรายงาน The Wealth Report 2026 จะพบคำตอบที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
มหาเศรษฐีกลุ่ม UHNWIs ยุคใหม่ล้วนไม่ได้มองหาเพียงแค่ ‘ราคาที่ถูกกว่า‘ แต่สิ่งที่พวกเขาถวิลหาคือความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ความมั่นใจในคุณภาพที่จับต้องได้ และความสะดวกสบายจากบริการระดับโลก ส่งผลให้สินทรัพย์ที่มี ‘เรื่องราว‘ และ ‘ความหายาก‘ จะยังคงเป็นผู้ชนะในเกมการลงทุนนี้เสมอ…
เพราะความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดกันที่เม็ดเงินที่จ่ายไปในวันแรก แต่อยู่ที่มูลค่าซึ่งกาลเวลาไม่อาจลดทอนลงได้ และในบริบทนี้ ปรากฏการณ์ของโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury ใจกลางเมืองอย่าง SCOPE Langsuan (สโคป หลังสวน) ที่เพิ่งประกาศฉลองความสำเร็จปิดการขายห้องชุดแบบ 2 ห้องนอนครบ 100% ทุกยูนิต นับว่าเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด
ท่ามกลางความซบเซาของตลาดระดับแมส กลับมีเซกเมนต์หนึ่งที่แสดงศักยภาพอันแข็งแกร่งและเติบโตอย่างสวนกระแสได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ นั่นคือกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับ Ultra-Luxury บนพื้นที่ Super Prime Area ของกรุงเทพมหานคร เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของคอนโดมิเนียมระดับบนสุดนี้ มีความทรงพลังมากพอที่จะดึงดูดดีมานด์คุณภาพจากกลุ่มผู้ซื้อที่มีความมั่งคั่งสูง หรือกลุ่ม High Net Worth Individuals (HNWIs)
ไปจนถึงกลุ่ม Ultra – High Net Worth Individuals (UHNWIs) จากทั่วทุกมุมโลก เนื่องจากผู้ซื้อกลุ่มนี้ไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยทั่วไป แต่พวกเขามองมันเป็น “Safe Haven Asset” หรือสินทรัพย์หลบภัยทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ในสภาวะการณ์ที่ตลาดการเงินโลกและสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ มีความผันผวนสูง
การลงทุนที่มีคุณค่าแท้จริงในสายตาของมหาเศรษฐีไม่ใช่การมองหา “ราคาที่ถูกกว่า” หรือส่วนลดทางการตลาด แต่คือการเลือกสินทรัพย์ที่มีดีมานด์คุณภาพ มีตัวตนชัดเจน และมีความสามารถในการยืนหยัดสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ
โครงการ SCOPE Langsuan (สโคป หลังสวน) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการรวบรวมองค์ประกอบของการเป็น Safe Haven Asset ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แกนหลักซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าและผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว แกนแรกคือ Location ทำเลทองผืนงามที่มีดีมานด์แท้จริงจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก
ไม่ใช่แค่ทำเลที่มีชื่อเสียงทางกายภาพ แต่ต้องเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสุดทั้งในแง่การใช้ชีวิตและการปล่อยเช่าจริง แกนที่สองคือ World-Class Design การออกแบบระดับสากลที่คัดสรรดีไซเนอร์ระดับโลกมาร่วมรังสรรค์ เพื่อยกระดับโครงการสู่มาตรฐานนานาชาติและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่สามารถหาใครเลียนแบบได้ แกนที่สามคือ Hospitality Service
การบริการเหนือระดับเพื่อเปลี่ยนการอยู่อาศัยให้เป็นประสบการณ์ที่แตกต่าง และแกนสุดท้ายคือ Complete Well-Being Lifestyle การตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่ผู้บริโภคระดับบนให้ความสำคัญมากกว่าความหรูหราแบบฉาบฉวย
ความสำเร็จอันโดดเด่นล่าสุดของ SCOPE Langsuan ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการ คือการประกาศฉลองปิดการขายห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน ครบทุกยูนิต รวมทั้งสิ้น 53 ยูนิต ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ชั้นยอดที่สะท้อนถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ซื้อระดับ Ultra-Luxury ว่ายังคงให้ความสำคัญและพร้อมควักเงินจ่ายให้กับสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง
โดยก่อนหน้านี้ โครงการมีดีมานด์ที่แสดงความสนใจซื้อและอยู่ระหว่างการตัดสินใจหรือที่เรียกว่า Pending Demand อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจลงไปชั่วคราว ทว่าเมื่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจส่งสัญญาณเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในการลงทุนเริ่มฟื้นตัวกลับมา
ดีมานด์ที่สะสมไว้เหล่านั้นจึงทยอยแปรเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงอย่างรวดเร็วจนหมดเกลี้ยงในที่สุด ตอกย้ำความจริงที่ว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนเพียงใด สินทรัพย์ที่เป็น ‘Safe Haven Asset’ ที่แท้จริงอย่าง SCOPE Langsuan จะยังคงเป็นผู้ชนะในทุกวัฏจักรเสมอ
เหนือสิ่งอื่นใด สัญญาณความร้อนแรงของดีมานด์ระดับไฮเอนด์อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ทำเลหลังสวนเท่านั้น เพราะในปัจจุบัน SCOPE Langsuan เหลือห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนเพียงแค่ 8 ยูนิตสุดท้าย (ราคาเริ่มต้นตรม. ละ 610,000 บาท ซึ่งนับว่ามีราคาที่คุ้มค่ากว่าห้องแบบ 2 นอนที่ปิดไปได้ในราคาเฉลี่ยตรม. ละ 650,000 บาท)
จึงคาดว่าจะสามารถปิดการขายทั้งโครงการได้อย่างเป็นทางการภายในปีนี้ เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อจะมองเห็นทันทีว่านี่คือโอกาสเข้าซื้อที่ปลอดภัย มี margin of safety ที่ค่อนข้างเยอะ เพราะต้นทุนต่อตารางเมตรต่ำกว่าห้องแบบ 2 ห้องนอน แต่ได้อยู่ในโครงการเดียวกัน ได้รับบริการระดับท็อปคลาส และใช้ส่วนกลางระดับโลกเหมือนกัน ทำให้ห้อง 1 ห้องนอนมีโอกาสได้ Capital Gain ที่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกันเมื่อหันไปมองโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Luxury – Ultra Luxury ในทำเลอื่น ๆ ภายใต้การพัฒนาของแบรนด์สโคป ก็เติบโตอย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยโครงการ SCOPE Promsri (สโคป พร้อมศรี) คอนโดมิเนียมสไตล์ Low-rise ย่านสุขุมวิท มียอดขายรวมแล้วกว่า 85% และโครงการระดับมาสเตอร์พีซอย่าง SCOPE Thonglor (สโคป ทองหล่อ) คอนโดมิเนียม High-rise ใจกลางทองหล่อ ก็สามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 60%
ปรากฏการณ์ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ SCOPE ทั้งหมดนี้ จึงเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury ของไทยยังคงมีพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพสูง ตราบใดที่ผู้ประกอบการสามารถส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพที่แท้จริง ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งอันทรงคุณค่า งานออกแบบระดับโลก มาตรฐานการบริการที่เหนือระดับ
และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้คือคำตอบสุดท้ายที่ช่วยสร้างทั้งความสุขใจในการครอบครองและมูลค่าที่จะเติบโตอย่างมหาศาลในอนาคต เพราะในโลกของกลุ่มสินค้าประเภท Ultra-Luxury “คุณภาพที่แท้จริง” คือสิ่งเดียวที่กาลเวลาไม่อาจลดทอนมูลค่าลงได้
โฆษณา