30 มิ.ย. เวลา 08:55 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (15) … Croatia: Zagreb: St. Stephen Cathedral 01 มหากาพย์ข้ามศตวรรษของมหาวิการซาเกร็บ

หากอิฐทุกก้อนของมหาวิหารแห่งนี้มีเสียงกระซิบ เรื่องราวที่ท่านจะเล่าให้เราฟังคงไม่ใช่เรื่องของความราบรื่น ทว่าคือเรื่องราวของการหยัดยืนอย่างสง่างามผ่านพายุแห่งกาลเวลา
จุดเริ่มต้นแห่งจิตวิญญาณ และเถ้าถ่านในอดีต
หน้าประวัติศาสตร์ของวิหารแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. 1094) เมื่อกษัตริย์ลาดิสลาอุส (King Ladislaus) ได้ทรงสถาปนาให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา แต่แล้วในศตวรรษที่ 13 กองทัพมองโกลอันเกรียงไกรได้บุกเข้าทำลายจนวิหารพังทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง
ทว่า... ศรัทธาของมนุษย์นั้นแปลกนัก ยิ่งถูกทำลาย กลับยิ่งหยั่งรากลึก
ชาวเมืองร่วมใจกันสร้างวิหารขึ้นมาใหม่ในสไตล์กอทิกที่อ่อนช้อยและงดงามกว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างกำแพงป้อมปราการและหอคอยทรงกลมหลังคาสีส้มอิฐล้อมรอบเอาไว้เพื่อปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อท้าทายสงครามและกาลเวลามาอีกหลายร้อยปี
วินาทีที่แผ่นดินไหวขยับเปลี่ยนโลก: ปาฏิหาริย์แห่งปี 1880
แต่บททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดที่เปลี่ยนโฉมหน้าของวิหารแห่งนี้ไปตลอดกาล เกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่งของปี ค.ศ. 1880 เมื่อภัยพิบัติธรรมชาติที่ไม่มีใครคาดคิดอย่าง แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ได้เข้าเขย่ากรุงซาเกร็บจนสะเทือนเลื่อนลั่น เพียงเสี้ยววินาที... หอคอยเดี่ยวโบราณพังครืนลงมา ทลายหลังคาโดมและแท่นบูชาเบื้องล่างจนแหลกลาญ เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดมิดและคราบน้ำตา
ทว่า ในความพินาศย่อยยับนั้น กลับมี "ปาฏิหาริย์" เล็กๆ ศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้น... ท่ามกลางซากหินและคานไม้ที่หักโค่นทับถมกันหนาเตอะ ภาพวาดพระแม่มารีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางส่วนกลับรอดพ้นจากการถูกทำลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับกำลังส่งสัญญาณกระซิบปลอบโยนชาวเมืองในความมืดมนว่า 'ตราบใดที่แสงแห่งศรัทธายังไม่ดับลง พวกเราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยกันมา
การฟื้นคืนชีพในร่างใหม่: กำเนิดหอคอยแฝดเสียดฟ้า
จากเถ้าถ่านชิ้นนั้น ซาเกร็บได้เชิญสถาปนิกเอกชาวออสเตรีย นามว่า แฮร์มัน โบเล (Hermann Bollé) มารับหน้าที่เป็นประธานในการชุบชีวิตวิหารแห่งนี้ และท่านนี่เองที่เป็นผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ โดยเลือกที่จะไม่สร้างวิหารแบบเดิม แต่รังสรรค์ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในร่างใหม่สไตล์ นีโอกอทิก (Neo-Gothic) ที่ผสมผสานความอลังการยุคใหม่เข้ากับความขรึมขลังในอดีต
สถาปนิกโบเลได้เนรมิต "หอคอยแฝดคู่เสียดฟ้า" ความสูงถึง 108 เมตร ขึ้นชี้ตรงไปยังสรวงสวรรค์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนแขนสองข้างของชาวเมืองที่ชูขึ้นเพื่อขอบคุณและวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ซุ้มประตูหินแกะสลักอ่อนช้อย และรายละเอียดลายลูกไม้หินทั้งหมดที่เราเห็นด้านนอกในวันนี้ ล้วนเป็นผลงานการรังสรรค์จากการบูรณะครั้งใหญ่หลังแผ่นดินไหวครั้งนั้นทั้งสิ้น
ฉันแอบคิดในใจ... ถ้านั่งร้านโบราณและการบูรณะที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้ กำลังบอกอะไรเราบางอย่าง สิ่งนั้นคงเป็นการย้ำเตือนว่า ความงดงามที่ยิ่งใหญ่ไม่มีวันสร้างเสร็จในวันเดียว และการดูแลรักษาศรัทธานั้นเป็นงานที่ไม่ตราบใดที่หัวใจของชาวเมืองยังคงเต้นอยู่
อนุสาวรีย์แห่งการไม่ยอมแพ้
ประวัติศาสตร์ของ มหาวิหารซาเกร็บ จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของตึกรามบ้านช่องที่สร้างจากอิฐและปูน ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งชีวิตและการหยัดยืนของชาวโครเอเชีย
ทุกรอยแผลจากสงคราม ทุกรอยร้าวจากแผ่นดินไหว ได้หล่อหลอมให้วิหารแห่งนี้งดงาม ขรึมขลัง และเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอย่างที่สุด... ยอดแหลมคู่ที่ยังคงทำหน้าที่ชี้ทางให้แก่นักเดินทางในวันนี้ คือข้อพิสูจน์อันเป็นนิรันดร์ว่า ไม่มีพายุใดในโลกที่จะดับแสงแห่งศรัทธาและความหวังลงได้เลย
ลานหินแห่งความหวัง: ยอดแหลมเสียดฟ้าและเสาพระแม่มารีสีทอง ณ มหาวิหารซาเกร็บ
เรายินอยู่ด้านนอกของมหาวิหารซาเกร็บ ทัศนียภาพของลานกว้างที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดฝนก็เผยตัวขึ้นมาในสายตา เบื้องหน้าของเราคือมหากาพย์แห่งงานสถาปัตยกรรมที่หยั่งรากลึกอยู่คู่กับจิตวิญญาณของโครเอเชียมานานนับศตวรรษ
บทกวีหินอ่อนสไตล์นีโอกอทิก (Neo-Gothic Majesty)
เมื่อเราถอยหลังออกมายืนมองจากใจกลางลานกว้าง สายตาของเราจะถูกดึงให้เงยขึ้นไปตามแนวดิ่งของ หอคอยแฝดเสียดฟ้า อันเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือนของกรุงซาเกร็บ
มหาวิหารแห่งนี้คือตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของสถาปัตยกรรมสไตล์ นีโอกอทิก (Neo-Gothic) ตัวอาคารภายนอกสร้างขึ้นจากหินสีครีมละมุน แฝงไว้ด้วยความอลังการและรายละเอียดที่ชวนให้หลงใหล
.. ยอดแหลมรูปกรวยโปร่งฉลุลายอย่างประณีตราวกับลูกไม้หินถักทอ แม้ว่าในวันที่เราไปเยือน หอคอยฝั่งหนึ่งจะถูกโอบล้อมไว้ด้วยนั่งร้านเพื่อการบูรณะ ทว่ามันกลับไม่ได้ลดทอนความงดงามลงเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับบอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้ข้ามผ่านกาลเวลาและการดูแลรักษาความทรงจำของคนรุ่นปัจจุบันได้อย่างน่าชื่นชม
เมื่อขยับสายตาต่ำลงมาที่บริเวณ ซุ้มประตูทางเข้าหลัก (Main Portal) เราจะพบกับความวิจิตรบรรจงที่สถาปนิกและช่างฝีมือโบราณฝากฝังฝีแปรงและคมสิ่วไว้
ซุ้มประตูหินสลักเป็นส่วนโค้งซ้อนสลับเป็นมิติอย่างลึกซึ้ง
(Archivolts) เหนือกรอบประตูประดับด้วยลวดลายพฤกษชาติโบราณและรูปสลักนูนต่ำของเหล่าเทวทูต ขนาบข้างด้วยรูปปั้นนักบุญและผู้ปกครองในอดีตที่ยืนเรียงรายทำหน้าที่เป็นทวารบาลคอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความสงบนิ่ง
แสงสีทองเหนือน้ำพุ: เสาพระแม่มารีและสี่เทวทูต (The Holy Mary Pillar)
ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กึ่งกลางลานหินกว้างด้านหน้ามหาวิหาร คือแลนด์มาร์กที่เติมเต็มความอ่อนหวานและโรแมนติกให้กับลานแห่งนี้ได้อย่างไร้ที่ตินั่นคือ "เสาพระแม่มารีสีทอง" (The Pillar of the Blessed Virgin Mary)
อนุสาวรีย์น้ำพุแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นเครื่องระลึกและขอบคุณในการคุ้มครองเมืองจากโรคระบาดใหญ่ในอดีต
โครงสร้างของเสาหินอ่อนทรงกลมพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างอ่อนช้อย บนยอดสุดของเสาคือ รูปสลักทองคำเปลวระยิบระยับของพระแม่มารี ในท่วงท่าสวดมนต์ แผ่เมตตา และก้มมองลงมายังเบื้องล่างด้วยความรัก รอบพระเศียรประดับด้วยวงรัศมีดารานับสิบดวงที่ส่องประกายแม้วันที่ฟ้าหม่นฝนโปรย
ที่บริเวณฐานของเสาหิน มีรูปหล่อทองสัมฤทธิ์สีทองอร่ามของ ทูตสวรรค์ทั้งสี่องค์ (Four Angels) ยืนเฝ้าอารักขาอยู่สี่ทิศทาง เทวทูตแต่ละองค์สลักเสลาขึ้นในท่วงท่าที่แตกต่างกัน ทั้งถือไม้กางเขน โล่ป้องกัน หรือพนมมืออธิษฐาน
ผิวทองคำของรูปสลักตัดกับความคร่ำคร่าของฐานหินอ่อนสีนวลที่มีรอยคราบน้ำและกาลเวลาได้อย่างงดงาม ละอองน้ำพุที่พุ่งกระเซ็นออกจากหัวสิงโตสัมฤทธิ์เบื้องล่างช่วยเติมความชุ่มฉ่ำและเสียงซ่าเบา ๆ คลอเคล้าไปกับบรรยากาศ
ยามที่ยืนมองดูแสงสะท้อนสีทองของพระแม่มารีบนผืนน้ำที่เจิ่งนองบนลานหิน... ฉันแอบตั้งคำถามในใจ... แสงสีทองนี้แผ่ความอบอุ่นและมอบความหวังให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านลานแห่งนี้มากี่แสนคนแล้วนะ? และในวันทีพายุฝนพัดผ่าน ชีวิตของพวกเราก็คงต้องการ "เสาหลักแห่งความหวัง" ที่ส่องประกายเงียบ ๆ แบบนี้เช่นกันใช่ไหม
อดีต ปัจจุบัน และศรัทธาที่ไม่เคยจางหาย
การได้ออกมายืนทอดอารมณ์อยู่ตรงใจกลางลานหน้า มหาวิหารซาเกร็บ โดยมีเงาของยอดแหลมนีโอกอทิกทอดขนานไปกับแสงสีทองของเสาพระแม่มารี ทำให้เราเข้าใจทันทีว่า ซาเกร็บเป็นเมืองที่หลอมรวมความยิ่งใหญ่เกรียงไกรและความอ่อนโยนเข้าด้วยกันได้อย่างละมุนละไมเหลือเกิน
บนลานหินแห่งนี้ กาลเวลาอาจจะทำให้อิฐหินสึกกร่อนไปตามฤดูกาล ทว่าประกายสีทองเหนือน้ำพุและยอดแหลมที่ชี้ตรงสู่ท้องฟ้า ยังคงทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งความหวังอันเป็นนิรันดร์ให้แก่นักเดินทางทุกคนเสมอมา
เรียบเรียงพากลับมาชมสถาปัตยกรรมภายนอกโบสถ์และเสาพระแม่มารีสีทองอร่ามในสไตล์โรแมนติก-ชวนฝันให้ครบถ้วนแล้วค่ะพี่แต๋ว อ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนได้ยืนหมุนตัวชมความยิ่งใหญ่กลางลานหินวันนั้นเลยไหมค
โฆษณา