30 มิ.ย. เวลา 08:59 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (16)..Croatia: Zagreb: แสงแห่งศรัทธา มนตราเหนือกาลเวลาภายในวิหารแห่งซาเกรบ

จากแสงแดดเจิดจ้าและความคึกคักเบื้องนอก ทันทีที่ก้าวผ่านประตูข้ามธรณีประตูอันหนาหนักของ มหาวิหารซาเกร็บ (Zagreb Cathedral)
โลกทั้งใบก็คล้ายจะถูกปิดสวิตช์ความเร่งรีบ เหลือเพียงความเงียบงันอันศักดิ์สิทธิ์ ไอเย็นจาง ๆ และกลิ่นอายแห่งศรัทธาที่อบอวลอยู่ใต้เพดานสูงลิ่วอันมืดสลัว
ลำแสงจากสวรรค์และโลงแก้วศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเดินลึกเข้ามาในส่วนใจกลางวิหาร (Sanctuary) สายตาจะถูกสะกดด้วยความตระการตาของหมู่ กระจกสี (Stained Glass) บานสูงเพรียวที่กรองแสงอาทิตย์จากภายนอกให้กลายเป็นลำแสงสีแดง น้ำเงิน และทอง ทอดส่องลงมายังแท่นบูชาหลักอย่างประณีต ราวกับสายตาของสวรรค์ที่ทอดมองลงมาอย่างอ่อนโยน
ท่ามกลางละอองแสงนั้น มีโลงแก้วประดับลวดลายทองคำอันเป็นที่พำนักนิรันดร์ของพระคาร์ดินัล อลอยซิอุส สเตปินัค (Blessed Aloysius Stepinac) ตั้งอยู่อย่างสง่างาม ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของผู้คน ยามที่แสงแดดขยับเปลี่ยนทิศพาดผ่านกระจกสี
ฉันแอบตั้งคำถามในใจ... หยดสีระยิบระยับบนผืนกระจกเหล่านี้ กำลังกระซิบเล่าเรื่องความภักดี ความทุกข์ทน และความหวังของมนุษย์ให้กาลเวลาฟังอยู่ใช่ไหม?
ปริศนาอักษรโบราณบนผังกำแพงหิน
หนึ่งในมุมที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและชวนให้จินตนาการโลดแล่นที่สุด คือผนังหินทแยงมุมขนาดมหึมาที่ถูกจารึกด้วยตัวอักษรแปลกตารูปทรงเรขาคณิตเรียงรายเป็นแถวแนวอย่างเป็นระเบียบ
ตัวอักษรเหล่านี้คือ "อักษรกลาโกลิติก" (Glagolitic script) อักษรสลาวิกที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เบื้องล่างของผืนกำแพงจารึกโบราณมีรูปปั้นจำลองฉากการตรึงกางเขนตั้งตระหง่านท้าทายสายตาผู้คนอยู่เงียบ ๆ
ตัวอักษรที่ดูราวกับรหัสลับกึ่งมนตราเหล่านี้ซ่อนถ้อยคำอธิษฐาน ความเชื่อ หรือเสียงสะอื้นของผู้คนในศตวรรษก่อนเอาไว้มากเท่าไหร่กันนะ? แล้วทำไมประวัติศาสตร์ถึงเลือกที่จะทิ้งถ้อยคำเหล่านี้ไว้บนกำแพง ในขณะที่ผู้คนจดจำมันไม่ได้อีกแล้ว?
ทัศนาแท่นบูชาและรอยพู่กันที่เลือนราง
ขยับเดินลัดเลาะไปตามทางเดินด้านข้าง เราจะพบกับแท่นบูชาเล็ก (Side Altars) สไตล์กอทิกและบารอกที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามซุ้มโค้ง แต่ละแท่นมีเอกลักษณ์และความงดงามที่แตกต่างกันราวกับงานศิลปะชิ้นเอก:
แท่นบูชาแห่งสี่นักบุญ: รูปสลักหินอ่อนสีขาวนวลของสี่องค์นักบุญยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ซุ้มยอดแหลมสีทองอร่าม แสงไฟสีเหลืองนวลขับเน้นให้ริ้วผ้าบนชุดหินสลักดูพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต
แท่นบูชาไม้กางเขนสีทอง: ภาพสลักนูนต่ำจำลองวินาทีที่พระคริสต์ทรงหลั่งโลหิตเพื่อไถ่บาป โอบล้อมด้วยกรอบสีทองคำสลักเสลาลวดลายพฤกษาอย่างวิจิตรบรรจง ผุดผาดขึ้นมาท่ามกลางผนังหินสีเหลืองนวลอันเรียบง่าย
แท่นบูชาแห่งคู่ผู้นำจิตวิญญาณ: แท่นบูชาสีทองเหลืองอร่ามประดับภาพรูปปั้นคู่ขนาบข้างด้วยลวดลายเทวทูตองค์น้อยในวงกลมทองคำ ส่องประกายวิบวับยามสะท้อนแสงไฟดวงเล็กดวงน้อย
เฟรสโกที่เลือนรางตามกาลเวลา: แท่นบูชาที่บรรจุภาพวาดปูนเปียก (Frescoes) โบราณที่สีสันพร่าเลือนและหลุดลอกไปตามกาลเวลา ขนาบข้างด้วยรูปปั้นบุรุษผู้แบกรับความทุกข์และนักบวชผู้ถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์
ภาพที่จางหายไปนั้น ครั้งหนึ่งเคยงดงามและแจ่มชัดเพียงใดในสายตาของคนรุ่นก่อน? หรือกาลเวลากำลังบอกเราว่า ทุกความงดงามล้วนต้องคืนกลับสู่ความว่างเปล่าในท้ายที่สุด
รูปสลักขาวบริสุทธิ์: บนอีกฟากหนึ่ง แท่นบูชาหินอ่อนหลากสีประดับเสาหินขัดมันโอบล้อมรูปสลักพระแม่มารีหรือนักบุญสีขาวบริสุทธิ์ ผิวหินอ่อนที่เนียนละเอียดตัดกับแท่นปูนสลักลายรูปเด็กน้อยเทวดาตัวเล็กรอบ ๆ ได้อย่างอบอุ่นและละมุนละไม
ท้องฟ้าจำลองและมู่ลี่สีคราม
เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมองด้านบน เพดานโค้งแหลม (Rib Vault) ถูกทาทับด้วยสีน้ำเงินเข้มละมุน ประดับประดาด้วยดวงดาวสีทองดวงเล็กดวงน้อย ราวกับสถาปนิกจงใจยกเอาสรวงสวรรค์และจักรวาลมาครอบจำลองไว้เหนือศีรษะของพวกเรา
บนผนังฝั่งหนึ่งมีภาพเขียนสีขนาดใหญ่เล่าเรื่องราวการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระแม่มารี รายล้อมด้วยเทวดาตัวน้อยที่ลอยล่องอยู่บนปุยเมฆ
หรือแท้จริงแล้ว เส้นแบ่งระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ ขยับเข้ามาใกล้กันจนเหลือเพียงม่านหมอกบาง ๆ แค่ภายในมหาวิหารแห่งนี้เอง?
บทเพลงที่ไร้เสียงจากออร์แกนลมโบราณ
ก่อนจะก้าวเท้ากลับออกไปสู่โลกเบื้องนอก เมื่อหันหลังกลับไปมองที่ชั้นลอยเหนือประตูทางเข้า สายตาของเราจะปะทะเข้ากับ ออร์แกนลมโบราณ (Pipe Organ) ขนาดมหึมา หลอดลมโลหะนับร้อยนับพันหลอดตั้งเรียงรายเป็นระเบียบอยู่ภายใต้กรอบไม้สลักสีเข้ม เหนือขึ้นไปคือโคมไฟระย้า (Chandelier) สีทองเหลืองอร่ามที่ห้อยระย้าลงมาจากกึ่งกลางเพดานดาว
ในนาทีที่วิหารเงียบสงบเช่นนี้... หากออร์แกนลมตัวนี้เริ่มต้นบรรเลง
ท่วงทำนองขรึมขลังขึ้นมา เสียงดนตรีของมันจะสั่นสะเทือนไปถึงซอกมุมที่ลึกที่สุดในหัวใจของเรา และพาวิญญาณของเราให้ลอยล่องไปไกลถึงยุคสมัยใดกันนะ?
บทสรุป: ความเงียบที่เต็มไปด้วยคำตอบ
การได้มาใช้เวลาเดินทอดน่องเงียบ ๆ ภายใน มหาวิหารซาเกร็บ ทำให้พบว่า บางครั้ง สถานที่ที่งดงามที่สุดอาจไม่ใช่ที่ที่มีเสียงดนตรีขับกล่อมหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าคือพื้นที่ที่ปล่อยให้ "ความเงียบ" ได้ทำหน้าที่ของมัน... ความเงียบที่เปิดโอกาสให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง ได้สบตากับประวัติศาสตร์ผ่านรอยสลักหิน และปล่อยให้ละอองแสงแดดจากกระจกสีเยียวยาหัวใจอย่างเชื่องช้า เป็นความทรงจำอันแสนสงบและอบอวลด้วยมนตราที่จะไม่มีวันจางหายไปจากใจนักเดินทาง
โฆษณา