เมื่อวาน เวลา 09:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

“คนแก่” อยู่คนเดียวพุ่ง 2.2 ล้านคน! ซ้ำ เงินไม่พอค่าใช้จ่าย เฉลี่ย 8,000 บาท

"ภาพจำ" ครอบครัวไทยกำลังหายไป คนแก่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น จาก 2.5 แสนคน เป็น 2.2 ล้านคน ซ้ำ เบี้ยคนชราเริ่มต้นที่เดือนละ 600 บาท ไม่พอใช้จ่าย
"ภาพจำ" ครอบครัวไทยกำลังหายไป คนแก่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น 2.5 แสนคน เป็น 2.2 ล้านคน ซ้ำ เงินไม่พอใช้ อายุ 61–70 ปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 7,600 บาท/เดือน ขณะที่เบี้ยคนชราเริ่มต้นที่เดือนละ 600 บาท สูงสุด 1,000 บาทจะได้ตอนอายุ 90 ปีขึ้นไป
ถึงเวลา “รื้อและสร้าง” ระบบรองรับก่อนเกษียณ ไม่ให้สังคมไทยต้องเผชิญกับภาวะ “อายุยืนอย่างเปราะบาง”
ประเทศไทยไม่ได้แค่กำลังแก่ ...แต่กำลังแก่อย่างโดดเดี่ยว
เมื่อ "บ้าน" ไม่ได้มีลูกหลานอยู่พร้อมหน้าเหมือนเดิม ความโดดเดี่ยวจึงกลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของสังคมสูงวัย
ประเทศไทยไม่ได้แค่กำลังแก่ แต่กำลังแก่อย่างโดดเดี่ยว
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่าจำนวนผู้สูงอายุ คือรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขา จากเดิมเมื่อ 30 ปีก่อน ผู้สูงอายุ 86 คนจาก 100 คนอาศัยอยู่กับลูกหลาน ปัจจุบันเหลือเพียง 65 คน ขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากประมาณ 2.5 แสนคน เป็น 2.2 ล้านคน หรือเกือบ 9 เท่า และผู้ที่อยู่กับคู่สมรสเพียงสองคนเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า สะท้อนว่าครอบครัวไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกหลานทอดทิ้งพ่อแม่ แต่เป็นผลจากการย้ายถิ่นเพื่อทำงาน อัตราการเกิดที่ลดลง การแต่งงานช้าลง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนทำให้ครอบครัวขยายค่อย ๆ หายไป เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การมีผู้สูงอายุมากขึ้น แต่คือการสร้างระบบดูแลที่รองรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม
เงินออมที่คิดว่าพอ ...จริง ๆ อยู่ได้แค่ไม่กี่ปี
ออมทั้งชีวิต ...แต่เงินอาจหมดก่อนช่วงบั้นปลายของชีวิตจะสิ้นสุด
อัตราการออมเฉลี่ยของคนวัย 46–60 ปี ชี้ว่า แม้ออมเงินเฉลี่ยเดือนละ 4,416 บาทอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเกษียณ เงินออมอาจอยู่ได้ไม่นาน หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 46 ปี จะมีเงินสะสมประมาณ 742,000 บาท ซึ่งเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหลังเกษียณประมาณ 6.6 ปี ขณะที่ผู้เริ่มออมเมื่ออายุ 50 ปี จะมีเงินใช้ได้ราว 5.1 ปี และหากเริ่มออมเมื่ออายุ 55 ปี เงินออมอาจเพียงพอเพียง 2.8 ปีเท่านั้น
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้คนไทยจะมีอายุยืนขึ้นและมีแนวโน้มใช้ชีวิตเกิน 80 ปีมากขึ้น แต่หากพึ่งพาเพียงเงินออมเฉลี่ยในปัจจุบัน ก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะเมื่อยังต้องเผชิญค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการดูแลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามอายุ
เบี้ยคนชรา 600 บาท อยู่ได้จริงหรือ
เบี้ยยังชีพหลักร้อย ...แต่ค่าใช้จ่ายจริงของผู้สูงอายุอยู่ในหลักพัน
ผู้สูงอายุอายุ 61–70 ปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 7,600 บาทต่อเดือน ขณะที่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสำหรับผู้มีอายุ 60–69 ปี อยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน หรือครอบคลุมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยได้เพียงประมาณ 7.9% เท่านั้น และเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามอายุคือ
อายุ 60–69 ปี: 600 บาท/เดือน
อายุ 70–79 ปี: 700 บาท/เดือน
อายุ 80–89 ปี: 800 บาท/เดือน
อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาท/เดือน
นั่นหมายความว่า แม้ได้รับเบี้ยยังชีพแล้ว ผู้สูงอายุยังต้องหาเงินอีกประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเดือนจากเงินออม บำนาญ การทำงานต่อ หรือการสนับสนุนจากครอบครัว
เมื่อผู้สูงอายุมีภาระค่าใช้จ่ายที่หลากหลายขึ้น ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร และค่าใช้จ่ายในการดูแล เบี้ยยังชีพจึงทำหน้าที่เป็นเพียง "เงินช่วยประคอง" มากกว่าจะเป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สะท้อนโจทย์สำคัญของสังคมสูงวัยที่ต้องเร่งหาหลักประกันรายได้ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป
คนไทยอายุยืนขึ้น ...แต่เงินออมกลับอยู่ไม่ถึงวัยชรา
อายุยืนขึ้นคือข่าวดี ...แต่ถ้าเงินออมหมดก่อน ก็อาจกลายเป็นความกังวลของทั้งครอบครัว
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลกลับสะท้อนว่าเงินออมของคนวัยก่อนเกษียณยังไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตหลังออกจากงาน แม้จะออมเงินได้มากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณแล้ว ยังมีช่องว่างอยู่ไม่น้อย
เมื่อค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุยังอยู่ในระดับหลายพันบาทต่อเดือน ขณะที่เบี้ยยังชีพช่วยได้เพียงบางส่วน หลายคนจึงยังต้องพึ่งพาเงินออม บำนาญ การทำงานต่อ หรือการสนับสนุนจากครอบครัว หากไม่มีการเตรียมพร้อมตั้งแต่วัยทำงาน โอกาสที่เงินออมจะหมดก่อนช่วงบั้นปลายของชีวิตก็มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้มากขึ้น
อีก 10 ปี คนใกล้เกษียณจะเกษียณพร้อมกัน
คนวัยทำงานก้อนใหญ่ของประเทศ ...กำลังเดินหน้าเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกัน
ข้อมูลตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มอายุ 46–60 ปี เพิ่มขึ้นจากประมาณ 7.9 ล้านคน เป็น 17.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 39% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังมีคน "ใกล้เกษียณ" จำนวนมากกว่าที่เคย และในอีก 10–15 ปีข้างหน้า คนกลุ่มนี้จะทยอยออกจากตลาดแรงงานพร้อมกัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ คนวัยใกล้เกษียณจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบงานที่มีบำนาญมั่นคง แต่กระจายอยู่ในภาคเอกชน ธุรกิจส่วนตัว และอาชีพอิสระ ทำให้หลักประกันหลังเกษียณของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างมาก หากไม่มีการวางแผนด้านการเงินและระบบรองรับที่เพียงพอ ภาระต่อครอบครัวและระบบสวัสดิการของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ลูกไม่ได้ทอดทิ้ง ...แต่โครงสร้างสังคมเปลี่ยน
ไม่ใช่เพราะความรักลดลง ...แต่เพราะวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไป
หลายคนอาจมองว่าผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังเป็นผลจากการที่ลูกหลานทอดทิ้ง แต่ข้อมูลสะท้อนว่า ปัจจัยสำคัญกลับมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งการย้ายถิ่นเพื่อทำงาน การแต่งงานช้าลง การมีบุตรน้อยลง และต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น จนทำให้ครอบครัวขยายที่หลายรุ่นเคยอยู่ร่วมกันกลายเป็นภาพที่พบได้น้อยลง
เมื่อคนวัยทำงานต้องออกไปสร้างชีวิตในเมือง ขณะที่ผู้สูงอายุยังอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิม การอยู่คนเดียวหรืออยู่เพียงกับคู่สมรสจึงกลายเป็นรูปแบบครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน
คนแก่ยุคใหม่ ...ใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม
ผู้สูงอายุวันนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านอีกต่อไป
รูปแบบการใช้จ่ายของผู้สูงอายุไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน นอกจากค่าอาหารที่ยังเป็นรายจ่ายหลักแล้ว ค่าเดินทางและค่าสื่อสารกลับเพิ่มขึ้นในแทบทุกกลุ่ม สะท้อนว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันเดินทางมากขึ้น ติดต่อสื่อสารมากขึ้น และต้องพึ่งพาโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และช่องทางดิจิทัลในการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าในอดีต
ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปยังมีค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งผู้ดูแล คนช่วยงานบ้าน และบริการดูแลรูปแบบต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องอาศัยระบบสนับสนุนที่หลากหลายกว่าที่เคย
คนไทยไม่ได้แค่แก่ขึ้น ...แต่ต้องจ่ายแพงขึ้น
การแก่ตัวในวันนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังมาพร้อมค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุเพิ่มจากประมาณ 1,726 บาทต่อเดือน เป็นกว่า 7,300 บาทต่อเดือน แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากเงินเฟ้อ แต่โครงสร้างรายจ่ายก็สะท้อนว่าการดำรงชีวิตในวัยสูงอายุต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่หลากหลายกว่าเดิม ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร และบริการช่วยเหลือต่าง ๆ
ในขณะเดียวกัน คนวัยก่อนเกษียณก็เผชิญภาระที่ตึงตัวไม่แพ้กัน เพราะยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย การเดินทาง และค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่น ๆ ส่งผลให้หลายคนมีเงินเหลือออมไม่มากนัก ทั้งที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณที่อาจยาวนานหลายสิบปี
ประเทศไทยพร้อมหรือยัง ...กับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด
เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญไม่ใช่ "แก่หรือยัง" แต่คือ "พร้อมหรือยัง"
ข้อมูลตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อายุขัยที่ยืนยาวขึ้น และครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง ทำให้ความต้องการระบบดูแลระยะยาว การดูแลถึงบ้าน การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการสาธารณะที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการดูแลผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีหลักประกันด้านรายได้ เข้าถึงบริการที่จำเป็น และพึ่งพาตนเองได้ให้นานที่สุด เพื่อให้การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นการเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงของทั้งประชาชน ครอบครัว และประเทศ
ที่สุดแล้ว ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็น ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หากแต่เป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอยู่ลำพังมากขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น แต่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และระบบดูแลแบบเดิมกำลังค่อย ๆ เลือนหาย
คำถามที่ทุกคนต้องตอบด้วยตัวเองเวลานี้
สำหรับคนวัยเกษียณ ...คุณมีรายได้ มีเงินออม และมีคนคอยดูแล เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในวันที่อายุยืนขึ้นแล้วหรือยัง
และคนวัยก่อนเกษียณ ...หากวันพรุ่งนี้ต้องหยุดทำงาน คุณมั่นใจหรือไม่ว่า เงินออมที่มี จะพาคุณใช้ชีวิตไปได้จนถึงวันสุดท้าย
ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้อง “รื้อและสร้าง” ระบบรองรับใหม่ ที่เน้นการป้องกันตั้งแต่ก่อนเกษียณ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเอง หากเราเริ่มเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ เราจะสามารถเปลี่ยนโจทย์สังคมสูงวัยจาก “วิกฤต” ให้กลายเป็นโอกาสที่คนไทยทุกคนจะสามารถมีชีวิตบั้นปลายที่สมศักดิ์ศรีและมีความสุขได้อย่างยั่งยืน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/278670
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา