30 มิ.ย. เวลา 14:10 • การศึกษา
สวนเบญจกิติ

ท่ามกลางตึกสูงและความเร่งรีบ สวนเบญจกิติยังเป็นพื้นที่หายใจของผู้คน

ในบ่ายวันที่แดดกรุงเทพฯ ไม่ร้อนจนเกินไป เราได้เดินเข้าไปในสวนเบญจกิติด้วยความรู้สึกที่ต่างจากตอนเดินอยู่บนถนนด้านนอกอย่างชัดเจน เสียงรถและความเร่งรีบของเมืองค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยลมเย็น เสียงล้อจักรยานที่ผ่านไปเป็นระยะ และภาพของผู้คนที่กำลังใช้เวลาอยู่กับตัวเอง บางคนวิ่งออกกำลังกาย บางคนปั่นจักรยาน บางคนนั่งพักมองผืนน้ำเงียบ ๆ ท่ามกลางฉากหลังของตึกสูงที่ล้อมรอบอยู่ทุกทิศ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ “ความสงบ”
สวนเบญจกิติเป็นหนึ่งในพื้นที่สีเขียวสำคัญของกรุงเทพฯ และสะท้อนแนวคิดของ SDG 11 หรือ “เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน” ได้อย่างชัดเจน เพราะในเมืองที่เต็มไปด้วยอาคาร ถนน และความเร่งรีบ พื้นที่สาธารณะอย่างสวนแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เมืองที่น่าอยู่จริง ๆ จึงไม่ควรมีเพียงแค่ความทันสมัยหรือตึกสูงจำนวนมาก แต่ควรมีพื้นที่ให้ผู้คนได้สงบใจ และใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติด้วย
จากโรงงานยาสูบสู่สวนสาธารณะกลางเมือง
เดิมพื้นที่ของสวนเบญจกิติเคยเป็นบริเวณโรงงานยาสูบมาก่อน ก่อนจะถูกพัฒนาให้กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ปัจจุบันภายในสวนมีทั้งทางเดิน ทางวิ่ง ทางจักรยาน พื้นที่พักผ่อน และทะเลสาบขนาดใหญ่ จากการลงพื้นที่ในช่วงบ่าย เราพบว่าคนที่เข้ามาใช้สวนมีทั้งคนที่ตั้งใจมาออกกำลังกาย คนที่มาปั่นจักรยาน และคนที่มานั่งพักผ่อนชมบรรยากาศ แม้จำนวนคนวิ่งจะไม่มากนักในช่วงเวลานั้น แต่ภาพรวมของสวนก็ยังเต็มไปด้วยความสงบ ไม่วุ่นวายเกินไป ซึ่งยิ่งทำให้บรรยากาศของสวนดูผ่อนคลายมากขึ้น
เมื่อสวนสาธารณะกลายเป็น “พื้นที่พักใจ” ของคนในเมือง
เมื่อได้สังเกตและพูดคุยกับผู้มาใช้พื้นที่ ก็ยิ่งเห็นชัดว่าสวนเบญจกิติไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงสถานที่ แต่มีความหมายในฐานะ “พื้นที่พักใจ” ของคนในเมืองอีกด้วย ผู้ใช้สวนคนหนึ่งซึ่งมาวิ่งเป็นประจำเล่าว่า “พอได้มาวิ่งตรงนี้แล้วรู้สึกโล่งขึ้นค่ะ เหมือนได้พักจากงานกับรถติดไปพร้อมกัน” ขณะที่อีกคนหนึ่งที่มาปั่นจักรยานในช่วงเย็นบอกว่า “ถึงจะอยู่กลางกรุงเทพฯ แต่พอเข้ามาในนี้แล้วมันเงียบลง เหมือนได้พักสมองจริง ๆ”
พื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของเมืองยั่งยืน
ในอีกด้านหนึ่ง สวนเบญจกิติก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงการใช้งานจริงของผู้คน พื้นที่ภายในสวนถูกจัดให้มีทั้งทางเดิน ทางวิ่ง ทางจักรยาน และพื้นที่พักผ่อนอย่างเป็นสัดส่วน เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่คนหนึ่งให้ข้อมูลว่า ในแต่ละวันมีประชาชนเข้ามาใช้สวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเย็นและวันหยุดที่บรรยากาศจะคึกคักเป็นพิเศษ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสวนแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดถ่ายรูปหรือสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่ถูกใช้จริงในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ
เมืองที่ยั่งยืน ต้องมีพื้นที่ให้ผู้คนได้หายใจ
ความสำคัญของสวนเบญจกิติไม่ได้อยู่แค่การเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ แต่คือการเป็นตัวอย่างว่าพื้นที่สีเขียวสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมืองได้จริง ในวันที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดจากการเรียน การทำงาน การเดินทาง และความวุ่นวายของเมือง สวนแห่งนี้ทำหน้าที่เหมือนพื้นที่พักหายใจที่เปิดรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมาเพื่อวิ่ง ปั่นจักรยาน เดินเล่น หรือเพียงแค่นั่งเงียบ ๆ มองน้ำและต้นไม้ก็ตาม
สำหรับเราแล้ว สวนเบญจกิติทำให้เห็นชัดว่า “เมืองที่ยั่งยืน” ไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีเพียงความเจริญทางเศรษฐกิจหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทันสมัยเท่านั้น แต่คือเมืองที่ยังเหลือพื้นที่ให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีที่ให้พักผ่อน มีที่ให้ดูแลสุขภาพกายและใจ สวนเบญจกิติอาจเป็นเพียงจุดหนึ่งบนแผนที่กรุงเทพฯ แต่สำหรับคนในเมืองหลายคน ที่นี่คือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ช่วยให้พวกเขาได้หายใจท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหยุดวิ่งเลยจริง ๆ
โฆษณา