30 มิ.ย. เวลา 16:15 • ข่าวรอบโลก

Ep 71 Tokyo Bay สู่กรุงเทพฯ: ถอดสมการ ESG สู่การพัฒนาเมือง

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา คนกรุงต้องเผชิญกับสภาพ "น้ำท่วมขังรอการระบาย" อีกครั้งหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ภาพจำเดิมๆ ขยะอุดตัน ท่อระบายน้ำเต็มกลืน และการจราจรที่อัมพาต สะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมๆ ของเมืองไม่อาจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ทว่าในวันเดียวกันนั้นเอง ที่ประเทศญี่ปุ่นกลับต้องรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่
ความบังเอิญในวันเดียวกันนี้ ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามสำคัญในเชิงนโยบายสาธารณะว่า "เมืองที่ดีควรวางผังและออกแบบอย่างไร?"
คำตอบของสมการนี้ชัดเจนครับว่า เราต้องเลิกแก้ปัญหาแบบปะผุ หรือคิดแค่การลอกท่อปีต่อปี แต่ต้องใช้หลักการพัฒนาเมือง หรือ Urban Development ที่ผสาน "วิศวกรรมขั้นสูง" และ "สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต" เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นเกราะกำบังวิกฤตแทนที่จะเป็นตัวเร่งความเสียหาย
ถอดรหัสต้นแบบ: Tokyo Bay eSG Project
หนึ่งในโครงการต้นแบบระดับโลกที่นำหลักการนี้มาใช้และปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ คือ Tokyo Bay eSG Project ครับ โครงการนี้ไม่ได้ถูกคิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤตโรคระบาดและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยมองข้ามช็อตไปถึงอนาคตของเมืองในอีก 50 ถึง 100 ปีข้างหน้า
Core Concept: หัวใจสำคัญของ Tokyo Bay eSG คือการสร้างเมืองที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติและมีความยืดหยุ่นสูง (Disaster-ready and Resilient) ด้วยการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว
Pamallia Insight
วิกฤตน้ำท่วมและการวางผังเมืองของกรุงเทพฯ จะแก้ได้จริง เราอาจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดแบบที่ญี่ปุ่นทำผ่านโครงการ Tokyo Bay eSG Project ครับ นั่นคือ "เลิกมองว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงค่าใช้จ่ายทิ้งเปล่า แต่ให้มองว่ามันคือการลงทุนเพื่อสร้างสินทรัพย์ให้เมือง" สินทรัพย์ที่จะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลจากภัยพิบัติในอนาคต และเป็นฐานรากของการกระจายความเจริญที่ยั่งยืน
ย้อนมองประเทศไทย: กับดักสั้นสั้น และมายาคติของ Financial ROI
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์มหภาค เราจะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจครับ แม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ต่ำกว่าญี่ปุ่นค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ "รูปแบบรายจ่ายภาครัฐ"
งบประมาณส่วนใหญ่ของเราหมดไปกับการอุ้มราคาสินค้าและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งเติมเงินเข้ากระเป๋าแล้วก็จางหายไป ไม่ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นการสร้างสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานของไทยยังมีลักษณะ "ความกระจายตัวต่ำ" (High Centralization) เนื่องจากโมเดลการลงทุนในอดีตมุ่งเน้นไปที่ผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้น หรือ Financial ROI ของโครงการเดี่ยวๆ เป็นหลัก เช่น ถ้ารถไฟฟ้าสายนี้สร้างแล้วส่อแววขาดทุนในแง่ค่าโดยสาร รัฐก็มักจะชะลอการลงทุน โดยลืมมองภาพใหญ่ในแง่ "ผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจเชิงพื้นที่" (Social & Economic ROI) ที่จะช่วยกระจายความมั่งคั่งออกไปรอบนอก
บทเรียนจากญี่ปุ่น และความร่วมมือ JICA
จุดนี้เองที่เราควรเรียนรู้อย่างยิ่งจากแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง หรือ Transit-Oriented Development (TOD) ของญี่ปุ่น ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางมหานคร ให้กลายเป็น Hub ย่อยๆ ที่พึ่งพาตัวเองได้
ความร่วมมือระหว่างไทยกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 50 ปี จึงเป็นโอกาสสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในกรุงเทพฯ ยุคใหม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ:
  • แผนแม่บทรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ ระยะที่ 2 (M-MAP2): ที่หันมาใช้แบบจำลองความต้องการเดินทางเชิงลึก (Advanced Travel Demand Model) เพื่อวางผังเมืองและโครงข่ายคมนาคมร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างสร้างเหมือนแต่ก่อน
  • มาตรฐานวิศวกรรมความปลอดภัยจากญี่ปุ่น: การนำนวัตกรรมพร้อมใช้มาปรับในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเรา เช่น การติดตั้งบอร์ดปะทะน้ำท่วมขัง (Water-shielding boards) และระบบระบายอากาศฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรับมือภัยพิบัติ
Urban Economics: สมการหนี้สินและการสร้างเมืองให้เป็นสินทรัพย์
แน่นอนครับว่า ทุก Mega Project ย่อมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย นักวิเคราะห์หลายคนอาจจะตกใจเมื่อเห็นตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศญี่ปุ่นที่พุ่งสูงทะลุ 204% ต่อ GDP แต่ถ้าเราวิเคราะห์ผ่านเลนส์ เศรษฐศาสตร์เมือง (Urban Economics) เราจะพบอินไซต์พลิกความคิดอยู่ 2 ประการครับ:
1. กู้ในบ้าน เสี่ยงต่ำกว่า: หนี้สาธารณะส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นหนี้ในประเทศ (Domestic Debt) ที่ถือครองโดยสถาบันการเงินและประชาชนของเขาเอง ทำให้โครงสร้างการเงินมีเสถียรภาพสูงมาก ความเสี่ยงที่จะโดนแทรกแซงหรือเกิดวิกฤตค่าเงินจากการเรียกคืนหนี้กะทันหันจากต่างชาติต่ำกว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด
2. เปลี่ยน "หนี้" ให้เป็น "สินทรัพย์ของชาติ" (National Assets): แม้ตัวเลขหนี้จะสูง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่านี่ไม่ใช่ "ภาระ" แต่คือ "การลงทุนในสินค้าสาธารณะ" (Public Goods) เม็ดเงินจากการกู้ยืมถูกเปลี่ยนเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่คุ้มค่าในระยะยาว เช่น โครงข่ายการขนส่งแบบใยแมงมุม, และการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดไปสู่ยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEVs - Zero-Emission Vehicles) สินทรัพย์เหล่านี้จะกลับมาสร้างรายได้และขับเคลื่อนผลิตภาพ (Productivity) ของประชากรในประเทศต่อไปอีกนับศตวรรษ
พลิกโฉม Bangkok Bay ด้วย ESG & Circular Economy
ถ้าเราจะหยิบพิมพ์เขียวนี้มาสเกลใช้จริงในบริบทบ้านเรา ภายใต้แนวคิด "Bangkok Bay ESG Project" เราสามารถขับเคลื่อนผ่านเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมสีเขียวได้ 2 ประการหลักๆ ครับ:
1. Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียนริมชายฝั่ง)
เปลี่ยนพื้นที่รับน้ำและแนวชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนให้เป็นแหล่งสร้างรายได้และพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำนอกชายฝั่ง (OFPV - Offshore Floating Photovoltaics) ที่สามารถป้อนพลังงานสะอาดเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเมือ หรือการนำโมเดล "Meguru" ในเกียวโต มาปรับใช้ ด้วยการแปรสภาพขยะเศษอาหารจากห้างสรรพสินค้าและครัวเรือน ให้กลายเป็นปุ๋ยเหลวอินทรีย์ประสิทธิภาพสูง เพื่อป้อนให้กับกลุ่มเกษตรกรและพื้นที่สีเขียวชานเมือง
2. UN SDGs ในพื้นที่เปราะบาง (การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง)
ปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนแออัดริมคลองและพื้นที่ต่ำในกรุงเทพฯ โดยเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นผังพื้นที่หน่วงน้ำอเนกประสงค์ (Retention Basins) ที่ยามหน้าแล้งเป็นสวนสาธารณะ ยามหน้าน้ำขังเป็นแก้มลิง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการทำเกษตรแนวตั้ง (Vertical Farming) ในตัวอาคารชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ ให้กับผู้มีรายได้น้อย
Pamallia Insight: 4 เสาหลักสู่ "Bangkok Bay ESG Project
เพื่อสรุปหัวใจสำคัญของการพลิกโฉมกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองแห่งอนาคตโดยถอดบทเรียนจากความสำเร็จของญี่ปุ่น เราสามารถสรุปออกมาเป็น 4 Pillars ที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
กุญแจสำคัญที่สุดในการแก้วิกฤตของกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงินหรือเทคโนโลยีที่เราไม่มีครับ แต่มันคือ "วิธีคิด" ตราบใดที่เรายังมองการสร้างเมืองที่ยั่งยืนเป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่าย กรุงเทพฯ ก็จะยังคงเป็นเมืองที่ "รอการระบาย" ต่อไป
แต่ถ้าเรากล้าที่จะเปลี่ยน มองมันเป็นการลงทุนเพื่อสร้าง National Assets เหมือนที่โตเกียวทำ วันนั้น... Bangkok Bay ESG Project จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อโปรเจกต์ในกระดาษ แต่จะเป็นเกราะกำบังและขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจชิ้นใหม่ของคนไทยทุกคนอย่างแน่นอนครับ
ศัพท์เศรษฐศาสตร์
Debt-to-Asset Transformation (การแปรสภาพหนี้ให้เป็นสินทรัพย์)
ความหมาย: แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เมืองและนโยบายการคลังที่มองว่า การก่อหนี้สาธารณะไม่ได้แย่เสมอไป หากเม็ดเงินที่กู้มานั้นถูกนำไปลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวและแปรสภาพเป็น "สินทรัพย์ถาวรของชาติ" (National Fixed Assets) ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
Hyper-Centralization Trap (กับดักการกระจุกตัวแบบสุดขั้ว)
ความหมาย: สภาวะที่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเศรษฐกิจ และประชากรของประเทศไหลมารวมศูนย์กันอยู่ที่มหานครเพียงแห่งเดียว จนทำให้เมืองหลวงนั้นเผชิญกับภาวะ "Diseconomies of Scale" หรือความไร้ประสิทธิภาพจากขนาดที่ใหญ่เกินไป เช่น ปัญหารถติด วิกฤตขยะ และภัยพิบัติน้ำท่วมที่แก้ยาก
Ecological Spatial Planning (ESP - การผังเมืองเชิงนิเวศ)
ความหมาย: เครื่องมือเชิงนโยบายและการออกแบบเมืองขั้นสูง ที่นำเอาข้อจำกัดและความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (เช่น ทิศทางการไหลของน้ำ แนวชายฝั่ง การซึมน้ำของดิน) มาเป็นสารตั้งต้นหลักในการเขียนกฎหมายผังเมืองและการควบคุมอาคาร แทนที่จะวางผังเมืองตามมูลค่าที่ดินเพียงอย่างเดียว
Climate Resilience Capital (ทุนเพื่อความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ)
ความหมาย: เม็ดเงินลงทุน สินทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์จำเพาะในการปกป้องเมืองและระบบเศรษฐกิจจากความเสี่ยงทางภูมิอากาศ (Climate Risks) ซึ่งทุนประเภทนี้จะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในอนาคต
โฆษณา