Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
DW on Reading
•
ติดตาม
30 มิ.ย. เวลา 16:32 • ศิลปะ & ออกแบบ
แอ็กเนส เดเนส (Agnes Denes)
โดย ไมกา พอลแลค (Maika Pollack)
นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 แอ็กเนส เดเนส (Agnes Denes) ศิลปินชาวฮังการี ได้สร้างสรรค์งานศิลปะสิ่งแวดล้อมสาธารณะขนาดใหญ่ ผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดน่าจะเป็น Wheatfield—A Confrontation ในปี 1982 ซึ่งเธอได้ปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในพื้นที่ 2 เอเคอร์ บนที่ดินถมทะเลในย่านโลเวอร์ แมนแฮตตัน ไม่ไกลจากเวิลด์เทรดเซนเตอร์
ในภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของผลงานชิ้นนี้ เดเนสในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อลายทางยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางทุ่งข้าวสาลีสีทอง โดยมีอาคารของย่านการเงินเป็นฉากหลัง ผลงานที่กระตุ้นความคิดนี้เป็นการสร้างความต่างระหว่างความเป็นเมืองกับชนบท การเงินกับเกษตรกรรม แรงงานคนกับคุณค่าทางศิลปะ อีกทั้งยังเป็นการปฏิวัติความเป็นไปได้ของงานศิลปะสาธารณะ
แม้จะอายุ 83 ปีแล้ว เดเนสยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการใหญ่ 2 โครงการในปี 2015 ในเดือนนี้ เธอจะนำเสนอ The Living Pyramid ซึ่งเป็นงานศิลปะสาธารณะขนาดใหญ่ชิ้นแรกของเธอในนิวยอร์กนับตั้งแต่ผลงาน Wheatfield โดยเป็นประติมากรรมมีชีวิตสูง 30 ฟุต สร้างจากดินชั้นบนหลายตันและปลูกด้วยหญ้าและดอกไม้ป่า ติดตั้งอยู่ที่ Socrates Sculpture Park ในย่านลองไอแลนด์ซิตี ควีนส์
และในฤดูร้อนนี้ ทุ่งข้าวสาลีเวอร์ชันใหม่จะถูกปลูกและเก็บเกี่ยวบนพื้นที่ 5 เฮกตาร์ใจกลางมิลาน ตามคำเชิญของ Fondazione Riccardo Catella, Fondazione Nicola Trussardi และConfagricultura
เดเนสถือเป็นผู้บุกเบิก Earth art เธอเกิดก่อนศิลปินแนว Earth works อย่าง วอลเตอร์ เดอ มาเรีย (Walter De Maria) โรเบิร์ต สมิธสัน (Robert Smithson) และ ริชาร์ด เซอร์รา (Richard Serra)
แม้ว่างานของเธอจะใช้พื้นที่ธรรมชาติเป็นสถานที่สร้างผลงานเช่นกัน แต่ต่างจากศิลปินเหล่านั้น เพราะป่าไม้เชิงคณิตศาสตร์ ทุ่งนา ทุ่งข้าวสาลี และพีระมิดของเดเนส พัฒนาควบคู่ไปกับกระแสสิ่งแวดล้อมที่กำลังเติบโตในทศวรรษ 1970 และความสนใจในการลดผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่มนุษย์มีต่อโลกธรรมชาติ
ปัจจุบันเดเนสยังคงอาศัยและทำงานในลอฟต์ใจกลางโซโห โต๊ะของเธอเต็มไปด้วยแปลนงานที่ซับซ้อนทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและที่ยังไม่ได้สร้าง ส่วนผนังก็เต็มไปด้วยหนังสือปรัชญา เธอเชิญฉันไปที่นั่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับพีระมิดใหม่ของเธอในลองไอแลนด์ซิตี คณิตศาสตร์ การประดิษฐ์เครื่องบินชนิดใหม่ และการเป็นศิลปินหญิงในนิวยอร์กท่ามกลางโลกศิลปะที่ผู้ชายเป็นใหญ่ในทศวรรษ 1960 และ 70
ไมกา พอลแลค (Maika Pollack): โครงการที่ Socrates เกิดขึ้นได้อย่างไร?
แอ็กเนส เดเนส (Agnes Denes): โครงการทั้งหมดเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกันล่ะ? พวกเขาพูดว่า “นั่นไง แอ็กเนส เดเนส เรามาทำอะไรกับเธอกันเถอะ” สำหรับฉัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของงานคือกลไกการเกิดงาน การได้ทำงานร่วมกับทีม [เอลิซา โกลด์สโตน และ เคที เดนนี โฮโรวิตซ์ ผู้อำนวยการของ Socrates] การได้เรียนรู้ความยากลำบากของโครงการ และการจัดการกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉันต้องอยู่คนเดียวบ่อยมาก ทั้งการค้นคว้า ห้องสมุด การเขียน การทำงานร่วมกันจึงเป็นเรื่องที่วิเศษมาก
MP: คุณสร้างงานศิลปะเชิงนิเวศชิ้นแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1960 คุณเข้ามาทำงานศิลปะสาธารณะได้อย่างไร?
AD: ศิลปะสาธารณะมีมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ศิลปะเชิงนิเวศเติบโตมาจากความคิดและการเขียนของฉันในด้านนี้มานานหลายปี ฉันไม่ได้ตั้งใจเข้าไปทำ แต่มันเริ่มจากการที่ฉันริเริ่มสิ่งที่กลายเป็นกระแสเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา
MP: นักวิจารณ์ คลอส ออตต์มันน์ (Klaus Ottmann) เชื่อมโยงงานของคุณเข้ากับ โจเซฟ บอยส์ (Joseph Beuys) และ อัลลัน คาโปรว์ (Allan Kaprow) ในฐานะส่วนหนึ่งของการวิพากษ์วิจารณ์ที่นำเอาการปฏิบัติเชิงสร้างสรรค์มาท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมและสถานะที่เป็นอยู่ ดูเหมือนว่ามีช่วงเวลาที่คุณหยุดวาดภาพ แล้วหันมาทำผลงานที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ
AD: ฉันเริ่มเข้ามาทำสิ่งนี้ในช่วงท้ายของยุค Abstract Expressionism และส่วนใหญ่ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง ฉันไม่ได้เรียนอะไรมากจากโรงเรียน แต่ฉันสนใจประเด็นเหล่านี้มาโดยตลอด และฉันต้องดูว่าภาพวาดไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการจริงหรือไม่ ฉันจึงลองผิดลองถูกกับวิธีการวาดภาพประมาณ 6 หรือ 7 วิธีเพื่อดูว่ามีอะไรที่ฉันไม่อยากทำบ้าง จากนั้นฉันก็ก้าวออกมาจากกรอบเดิมๆ แล้วเข้าสู่สิ่งแวดล้อม
MP: ตอนนั้นคุณรู้จัก อัลลัน คาโปรว์ ไหม?
AD: ไม่ ฉันไม่ได้ติดต่อกับศิลปินคนอื่นมากนักในตอนนั้น และเมื่อฉันเริ่มสนใจพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมให้ฉันเข้าร่วมกลุ่ม เพราะมันเป็นกลุ่มผู้ชายที่สนิทกันมาก ฉันจึงต้องอยู่คนเดียวอย่างเต็มตัว และนั่นก็มีข้อดี เพราะนอกจากจะได้ขุดลึกลงไปในตัวเองแล้ว อุปสรรคหรือการไม่ได้รับการยอมรับจากภายนอก มันช่วยดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา เพื่อที่จะตอบโต้และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
MP: คุณบอกได้ไหมว่าความสัมพันธ์ระหว่างการวาดภาพกับ Earth artหรือ Land art ของคุณ เป็นการก้าวออกมาจากกรอบเดิมอย่างไรบ้าง?
AD: ฉันเลิกวาดภาพไปแล้ว เลิกโดยสิ้นเชิง สิ่งสุดท้ายที่ฉันทำในฐานะจิตรกร คือการถ่ายภาพลายทอของผ้าใบแล้วขยายมันขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนภูมิทัศน์ มันไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจ แต่มันกลายเป็นภูมิทัศน์ไปเอง แล้วฉันก็ก้าวเข้าสู่ภูมิทัศน์นั้น สิ่งที่วิเศษที่สุดมักจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผลงานที่สำคัญที่สุดทำไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ อย่างพิธีกรรมส่วนตัวสำหรับ Rice/Tree/Burial [งานที่เธอปลูกข้าว ล่ามโซ่ต้นไม้ และฝังแคปซูลกาลเวลาที่มีบทกวีไฮกุของเธอ ในซัลลิแวนเคาน์ตี นิวยอร์ก] คือเมื่อปี 1968
MP: เล่าเรื่อง Rice/Tree/Burial ให้ฟังหน่อย
AD: ผลงานนี้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางปรัชญาตั้งแต่ต้น เพื่อประเมินความสัมพันธ์กับโลก เช่น วิธีที่เราหว่านเมล็ดพืชเพื่อให้มันเติบโต วิธีที่เราฝังศพ วิธีที่เราใส่แคปซูลกาลเวลาเพื่อสื่อสารกับอนาคต มนุษยชาติทั้งหมดอยู่บนพื้นผิวเล็กๆ รอบโลกนี้ มันสูงแค่ไหนคะ? 50 ฟุต ที่ซึ่งมนุษย์ดำรงอยู่? แค่นั้นแหละ
ทั้งหมดของมนุษยชาติ บางครั้งเราไปไกลกว่านั้นนิดหน่อย ขึ้นไปถึง 100 ฟุต หรือ 1,000 ฟุตด้วยอาคาร แต่ส่วนใหญ่ชีวิตก็อยู่แค่ 50 ฟุตเหนือพื้นผิวโลกเท่านั้น ฉันพบว่ามันน่าหลงใหล นั่นคือเหตุผลที่ Rice/Tree/Burial ถือกำเนิดขึ้น
ฉันทำมันเป็นพิธีกรรมส่วนตัว ปลูกทุ่งนาซึ่งก็คือการปลูกเมล็ดพืชลงดิน ล่ามโซ่ต้นไม้เพื่อแสดงถึงการแทรกแซงชีวิต ชีวิตและความตาย การสื่อสาร และแนวคิดพื้นฐานคือข้อเสนอ (thesis)/ข้อโต้แย้ง (antithesis)/การสังเคราะห์ (synthesis) นั่นคือจุดเริ่มต้น ดังนั้นมันไม่ใช่เพื่อการขยายตัวหรือใช้พื้นที่ใหญ่โตอะไร แต่ต้องสร้างขึ้นในสิ่งแวดล้อมจริง
MP: เมื่อคุณบอกว่าเป็นพิธีกรรมส่วนตัว การถ่ายภาพมีบทบาทอย่างไรในการแสดงหรือกิจกรรมเหล่านั้น? เพราะฉันเคยเห็นภาพถ่ายของงานชิ้นนี้และงานอื่นๆ ของคุณ ภาพของ Wheatfield นั้นเป็นภาพระดับตำนานเลย
AD: จริงๆ แล้วงาน Wheatfield ฉันเป็นคนถ่ายภาพส่วนใหญ่ด้วยตัวเอง
MP: แต่มีภาพหนึ่งที่คุณอยู่ในนั้นด้วย
AD: ฉันอยู่ในภาพนั้นภาพหนึ่ง เป็นช่างภาพจากนิตยสาร Life ที่มาถ่าย เขาบอกว่า “ถือไม้เท้านั่นไว้ในมือสิ” ฉันบอกว่า “ไร้สาระน่า” เขาบอกว่า “ถือไว้เถอะ”
MP: และนั่นคือภาพที่ถูกตีพิมพ์ไปทั่วเลย
AD: ใช่ นั่นคือภาพเดียวเท่านั้น
MP: แล้วงานชิ้นอื่นๆ คุณเป็นคนจัดการเรื่องภาพถ่ายเองทั้งหมดเลยไหม?
AD: ไม่มีใครทำให้ เลยต้องทำเอง
MP: ฉันเพิ่งร่วมวงเสวนาที่ MoMA ที่คุยกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายภาพกับการแสดง (Performance)
AD: ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น Performance artist จนกระทั่งมีคนบอกว่า “คุณกำลังแสดงอยู่นะ” ฉันเหรอ? คุณมองเข้าไปในโครงการแล้วคุณจะไม่เห็นตัวเองในแบบที่คนอื่นเห็น ดังนั้นฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น Performance artist
แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ เรากำลังคุยกันเรื่อง Earth art หรือ Land art ซึ่งเริ่มต้นด้วยเหตุผลที่ต่างจากฉัน เหตุผลของฉันคือเรื่องปรัชญาและการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา มันนานมาแล้ว 45 ปีเห็นจะได้ ไม่มีใครคิดเรื่องนั้นเลย ไม่มีใครเชื่อด้วยซ้ำว่ามันสำคัญ และแม้กระทั่งวันนี้ คุณยังต้องโน้มน้าวใจคนอย่างหนัก
แม้แต่วันนี้ยังมีคนบอกว่าภาวะโลกร้อนไม่มีอยู่จริง ผู้คนมักต่อต้านความจริงจนกว่ามันจะถูกยัดเยียดใส่มือ ศิลปินที่ทำงานบนที่ดินบางคนใช้ที่ดินเพื่อขยายพื้นที่สตูดิโอ ซึ่งมันเป็นเรื่องของอัตตา ไม่ใช่เพื่อนิเวศวิทยา ฉันไม่ได้จะกล่าวหาว่าผู้ชายมีอัตตาคนเดียว เพราะทุกคนก็มี แต่ศิลปะของพวกเขาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อนิเวศวิทยา แต่เพื่อขยายงานศิลปะของตัวเอง ให้มีพื้นที่มากขึ้น
ส่วนสมิธสัน ซึ่งฉันชอบงานเขามาก เขาเสียชีวิตระหว่างบินสำรวจทุ่งนาเพื่อวาดภาพในอากาศ งานของฉันคือการช่วยเหลือมนุษยชาติ เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเห็นว่าแต่ละชิ้นงานพยายามแก้ปัญหาใหญ่สำหรับมนุษยชาติและพยายามหาทางออกที่ละมุนละม่อมที่สุด ทุกๆ งานของฉันเมื่อมองย้อนกลับไป มันกลายเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือสิ่งที่ควรค่าแก่การเพ่งเล็ง สิ่งที่ควรใส่ใจและอาจจะเปลี่ยนทิศทางไป
MP: คุณเคยเดินผ่านบริเวณนั้น [อดีตที่ดินถมทะเลแบตเตอรีพาร์ก ซึ่งปัจจุบันคือแบตเตอรีพาร์กซิตีในโลเวอร์แมนแฮตตัน] ที่เคยปลูก Wheatfield ไหม?
AD: ฉันต้องไปที่นั่นด้วยเหตุผลอื่น และมันทำให้เจ็บจี๊ดเลย มันมีความรู้สึกดึงรั้งอยู่ในใจ ตอนนี้มันกลายเป็นคอนโดมิเนียมและออฟฟิศ เป็นเมืองใหม่ชื่อแบตเตอรีพาร์กซิตี มันกระชากหัวใจฉันเลย เพราะฉันเกือบตายตอนทำ Wheatfield ฉันทำงานหนักมาก ทำงานวันละ 16 ชั่วโมง และฉันมีอาสาสมัครเพราะฉันไม่มีเงิน
ฉันรู้สึกว่าฉันต้องเลี้ยงข้าวพวกเขาเพื่อตอบแทนน้ำใจ ดังนั้นตอนที่ฉันจัดการทุ่งนั้นเสร็จ ทั้งคุมงาน ดูแล ถ่ายภาพ ฉันต้องกลับบ้านไปทำแซนด์วิชให้อาสาสมัครในเช้าวันถัดไป มันคือเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ความมุ่งมั่นทั้งหมดอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีใครทำลายทุ่งนั้นเลย คนเราจะไม่ทำร้ายสิ่งที่เขารัก
MP: คุณรู้วิธีการปลูกข้าวสาลีได้อย่างไร?
AD: ฉันศึกษาในสิ่งที่ฉันทำงานด้วย ฉันศึกษาทุกสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับงานของฉัน ฉันศึกษาว่าจะขุดที่ดินถมทะเลอย่างไรและควรปลูกอะไรในนั้น มันน่าทึ่งมากเพราะคุณได้เรียนรู้วิชาใหม่ทุกครั้งที่ทำ
MP: ความกังวลของคุณเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปจากยุค 60 และ 70 บ้างไหม? คุณเคยเขียนเรื่องการต่อต้านการขยายตัวของอุตสาหกรรม
AD: ไม่ เพียงแต่สิ่งที่ฉันพูดเมื่อ 40 ปีก่อนกลายเป็นความจริง ตอนที่เราเข้าร่วมการประชุมระดับโลกและคุยเรื่องโลกร้อนและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่มีใครฟังเราเลย ส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ฉันเป็นเพียงศิลปินคนหนึ่งที่นั่น และไม่มีใครสนใจมันเลย ผู้คนมักจะเข้าใจทุกอย่างในมุมมองย้อนหลัง คุณรู้จักคำกล่าวที่ว่า “คุณใช้ชีวิตไปข้างหน้า แต่เข้าใจมันด้วยการมองย้อนหลัง” ใช่ไหม?
MP: มีผลงานชิ้นไหนที่คุณอยากเห็นเป็นจริงแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำไหม?
AD: มีเยอะมาก สโตนเฮนจ์อีกแบบหนึ่ง ป่าไม้คณิตศาสตร์ทั่วโลก เมืองแห่งอนาคต และพีระมิดที่ไม่หยุดนิ่ง Brain-Maze, Starfilled/Starfield, World on Fire
MP: ฉันเพิ่งอ่านเกี่ยวกับ Brain-Maze มันเป็นเขาวงกตกลางแจ้งที่วางผังบนพื้นในรูปทรงของสมองสองซีก
AD: ฉันเสนอโครงการนั้นให้ Socrates ไว้ ไว้งวดหน้า ในชาติหน้าของฉันแล้วกัน
MP: งานของคุณมักมองไปที่อนาคต เช่น Future Cities [ในทศวรรษ 1980 และ 90 เดเนสออกแบบเมืองจินตนาการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา] มีโครงการไหนที่คุณวางแผนไว้และอาจจะเกิดขึ้นจริงได้ในอีก 100 ปีข้างหน้าไหม? ฉันเห็นโครงการหนึ่งชื่อ Bird Project ที่คุณเสนอให้ติดแท็กนกอพยพ
AD: โอ๊ย นั่นเป็นจุดที่เจ็บปวดที่สุดเลย ฉันอยากทำงานนั้นมาก ฉันโตที่สวีเดนส่วนหนึ่ง มีเกาะหนึ่งชื่อเกาะเออแลนด์ (Öland Island) นกจะมาที่นั่นก่อนจะอพยพไปทางใต้เพื่อทำรัง บนเกาะเล็กๆ นี้พวกมันถูกบังคับให้บินในพื้นที่เดียวกัน ฝูงนกไม่ชอบบินทับซ้อนกันเพราะพวกมันจะสับสนและเริ่มฆ่าตัวตาย มันเป็นเรื่องใหญ่มากในสวีเดน มีความสนใจและการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะมาก ในฐานะเด็ก ฉันเลยสนใจว่าทำไมนกถึงฆ่าตัวตาย ทำไมพวกมันถึงหยุดกระพือปีกแล้วร่วงลงมา
จากนั้นพอฉันต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่นิวยอร์ก กลายเป็นคนต่างด้าว ฉันเลยเชื่อมโยงสิ่งนั้นเข้ากับการที่นกบินทับซ้อนพื้นที่กัน พวกมันกลายเป็นคนแปลกหน้า พวกมันสับสน ฉันเชื่อมโยงนกกับคนเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่าคนจะฆ่าตัวตาย แต่พวกเขากลายเป็นคนละคน
ต่อมาฉันได้รับทุนเล็กๆ จาก American-Scandinavian Foundation เพื่อทำโครงการนี้ ฉันกลับไปสวีเดนและไปเยี่ยมสถานีวิจัยนก ฉันออกแบบเครื่องบินที่เป็นลูกผสมระหว่างเครื่องบินกับเฮลิคอปเตอร์ที่จะบินไปพร้อมกับนก มีใบพัดขนาดเล็กติดกล้องวิดีโอ เพื่อระบุช่วงเวลาที่นกตัดสินใจฆ่าตัวตาย ช่วงเวลาที่พวกมันหยุดกระพือปีกและสับสน แต่ฉันไม่เคยได้สร้างมันเลย นั่นคือความผิดหวังครั้งใหญ่ครั้งแรกของฉัน
MP: ตอนที่ฉันเห็นข้อเสนอเรื่องการติดตามรูปแบบการบินของนก ฉันคิดว่าถ้าเทคโนโลยีสมัยนั้นล้ำหน้ากว่านี้ คุณน่าจะทำได้จริงๆ นะ
AD: แต่ตอนนี้มีคนทำไปแล้ว มีคนได้เงินทุนไปเมื่อไม่นานมานี้ แล้วพวกเขาก็บินไปพร้อมกับฝูงนก ไม่ใช่ด้วยแนวคิดของฉันนะ แต่พวกเขาบินขนาบไปกับนก ดังนั้นตอนนี้ฉันคงกลายเป็นคนที่สองที่ทำแบบนั้น มันเหมือนถ้าฉันสร้างพีระมิดคริสตัลในปารีสตอนนี้ ฉันก็จะมาทีหลัง ไอ.เอ็ม. เป่ย (I.M. Pei) และคนก็จะคิดว่าฉันขโมยไอเดียเขามา เมื่อไอเดียของคุณไม่ได้ออกมาสู่สาธารณะ คุณก็ต้องไปไอเดียถัดไป ถัดไป และถัดไป ดังนั้นโครงการที่ฉันไม่ได้ทำคือสิ่งที่รอสำหรับอนาคต เมื่อฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว [หัวเราะ]
MP: “แด่โฮโม ฟูตูรัส (Homo Futurus) ที่รัก” อย่างที่คุณจ่าหน้าในจดหมายฉบับหนึ่งของคุณ
AD: เมื่อฉันไม่อยู่แล้ว คุณก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟแล้วพูดว่า “จำแอ็กเนสได้ไหม?” [หัวเราะ]
MP: คุณพูดถึงเรื่องการทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ในแถลงการณ์ของคุณจากปี 1970 คุณจะทำให้คณิตศาสตร์ หรือโครงสร้างที่มองไม่เห็นอื่นๆ ที่จัดระเบียบโลก ให้มีรูปร่างที่มองเห็นได้ หรือเกือบจะเป็นกายภาพในงานของคุณได้อย่างไร?
AD: เวลาที่คุณพยายามทำให้เวลาที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็น ทำให้ตรรกะเห็นได้ ทำให้คณิตศาสตร์เห็นได้ คุณทำอย่างไร? ฉันสร้างศิลปะรูปแบบใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อทำให้มันมองเห็นได้ นั่นคือพื้นฐานทั้งหมดเลย ฉันมีภาพวาดที่เป็นครั้งแรกที่คณิตศาสตร์ถูกใส่ลงในรูปแบบทัศนศิลป์
ฉันมีภาพวาดตัวเลขครึ่งล้านตัว ฉันใช้เวลาทำถึงปีครึ่ง นั่นคือวิธีที่ฉันทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ แล้วฉันก็มีภาพวาดของกระบวนการคิด ทฤษฎีผลึกศาสตร์ การเห็นภาพโครงสร้างที่มองไม่เห็น มีภาพวาดภาพหนึ่งที่ฉันอยากเห็นว่าคณิตศาสตร์จะให้รูปแบบอะไรกับฉันถ้าฉันไม่คิดถึงรูปแบบใดๆ เลย ฉันแค่ปล่อยให้ตัวเลขกำหนดรูปแบบเอง ฉันได้สัตว์ประหลาดแปลกๆ ตัวนี้มา มันน่าทึ่งที่ฉันทำแบบนั้นได้เมื่อมองย้อนกลับไป
ตอนนี้มือฉันไม่ค่อยขยับแล้ว ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ทำลายปลายนิ้ว นอกเหนือจากนั้น ฉันก็อยากทำอะไรแบบนั้นอีกเพื่อดูว่าคณิตศาสตร์จะพาฉันไปที่ไหนโดยที่ฉันไม่ต้องเข้าไปยุ่งเลย แค่ปล่อยให้คณิตศาสตร์คุมเกม
ตัวอย่างเช่น ตอนที่ฉันวางแผนทำป่าไม้คณิตศาสตร์ [งานต่อเนื่องที่ปลูกต้นไม้เป็นพันๆ ต้นในรูปแบบที่อิงจากสูตรคณิตศาสตร์ เช่น เกลียวที่ตัดกัน หรือสัดส่วนทองคำ; ชิ้นหนึ่งสร้างขึ้นที่เมืองอีลูแยร์วี (Ylöjärvi) ประเทศฟินแลนด์ (1992-96) และอีกแห่งที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย (1998)] มันต่างจากป่าทั่วไป ต้นไม้ถูกสร้างโดยธรรมชาติ คณิตศาสตร์ถูกสร้างโดยมนุษย์ และการรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันคือการสร้างพันธมิตรที่สวยงามระหว่างมนุษยชาติกับธรรมชาติ
นั่นคือเหตุผลที่ป่าของฉันเป็นระบบขยายตัวทางคณิตศาสตร์ ทั้งในฟินแลนด์ ในออสเตรเลีย และตอนนี้ฉันกำลังวางแผนทำป่าสำหรับนิวยอร์ก ต้นไม้ 50,000 ต้น
MP: คุณจะปลูกป่าที่ไหน?
AD: นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันพูดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ มันจะเป็นที่เอ็ดจ์เมียร์ (Edgemere) [ส่วนหนึ่งของคาบสมุทร Rockaways ในควีนส์ ที่ดินถมทะเลเอ็ดจ์เมียร์เคยเป็นกองขยะที่ใหญ่ที่สุดที่เปิดใช้งานต่อเนื่องยาวนานที่สุดในสหรัฐฯ และตอนนี้เป็นพื้นที่ Superfund ที่ได้รับการฟื้นฟู ซึ่งไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรจนกว่าจะถึงปี 2021 มีแผนจะทำเป็นสวน]
ฉันยังไม่ได้รับมอบหมายงานอย่างเป็นทางการ แต่ฉันหวังว่าพวกเขาจะช่วยฉันทำ เพราะนิวยอร์กต้องการป่าจริงๆ ฉันไม่รู้ว่ามันจะเป็นป่าคณิตศาสตร์ไหม ฉันแค่รู้ว่าฉันอยากทำมัน และมันสำคัญมากที่จะทำให้อากาศบริสุทธิ์ เราต้องการน้ำที่สดชื่นสะอาดและอากาศที่บริสุทธิ์ และฉันกำลังจะปลูกทุ่งข้าวสาลีอีกแห่งในมิลาน อิตาลีด้วย
MP: วิเศษมาก
AD: มันจะไม่ใช่การทำซ้ำจาก Wheatfield แต่มันจะเป็นทุ่งข้าวสาลีประมาณ 12 เอเคอร์ใจกลางมิลาน
MP: มันต้องน่าทึ่งมาก และเป็นสถานที่ที่น่าสนใจมากด้วย
AD: ใจกลางเมืองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
MP: ศิลปะทุกวันนี้มีอยู่ส่วนใหญ่ในระบบแกลเลอรีและงานแฟร์ศิลปะ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยออกจากโลกศิลปะเลย
AD: ฉันอยากออกจากมัน จบนะ
MP: ใครสอนให้คุณเป็นศิลปิน?
AD: ฉันไม่คิดว่าคุณจะเรียนรู้อะไรได้มากนอกจากพื้นฐาน ครูคนหนึ่งเคยบอกฉันว่า “นี่คือตัวอย่างที่ดีของนักเรียนที่เหนือกว่าอาจารย์” เขาเป็นชายชาวอิตาลีที่น่ารักมาก เขาวาดภาพสีขาวบนสีขาว และฉันก็ทำเขาแทบบ้า เพราะฉันเปลี่ยนไปทำงานศิลปะรูปแบบแปลกๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำนั่นทำนี่ เขาบอกว่า “อย่าไปเลียนแบบใครเลย คุณไม่รู้หรือไงว่าคุณเป็นต้นฉบับ?” ฉันตอบว่า “แต่ฉันต้องทำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าฉันไม่ต้องการสิ่งนั้น” ดังนั้นฉันจึงผ่านรูปแบบเหล่านั้นทั้งหมด ปฏิเสธ ปฏิเสธ ปฏิเสธ จนกระทั่งมาถึงการขยายภาพบนผ้าใบ
MP: ในยุค 70 และ 80 ตอนที่คุณจัดแสดงที่ New Museum แฟรงกลิน เฟอร์เนซ (Franklin Furnace) และ โรนัลด์ เฟลด์แมน ไฟน์ อาร์ตส์ (Ronald Feldman Fine Arts) แถวดาวน์ทาวน์ ใครมาดูงานบ้าง? กลุ่มคนในโซโหของคุณเป็นอย่างไร?
AD: พวกเขาเอาฉันไปไว้ในนิทรรศการต่างๆ เพราะพวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับฉัน ฉันมีจุดที่เชื่อมต่อกับคณิตศาสตร์ พวกเขาก็เลยเอาฉันไปไว้ในโชว์เดียวกับพวกพอยน์ทิลลิสต์ (Pointillists) มันบ้ามาก สังคมชอบจัดประเภทคุณ เอาคุณไปไว้ในหมวดนั้นหมวดนี้ และฉันไม่เคยเข้ากับหมวดไหนได้เลย
บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ฉันถูกคัดออกหรือผลงานของฉันไม่ค่อยได้รับการเข้าใจ เพราะไม่มีแบบอย่างสำหรับมัน ไม่มีแบบอย่างสำหรับนักปรัชญาหญิงและไม่มีแบบอย่างสำหรับงานส่วนใหญ่ที่ฉันทำ และฉันทำมันก่อนพวกผู้ชาย โดยที่ฉันไม่รู้จักพวกเขาเลยสักคน ฉันคิดเรื่องปรัชญาอย่างหนักในเวลาเดียวกัน จากนั้นพวกเขาก็เรียกฉันว่า Conceptualist เห็นไหมล่ะ?
ทุกอย่างเกิดขึ้นกับฉันในแบบอ้อมๆ และมันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา บางทีอาจเป็นความผิดของฉันเองที่ไม่เข้าไปตีสนิทหรือผลักดันตัวเองให้ไปอยู่ในจุดนั้น ฉันอยู่คนเดียวเสมอ และวันนี้ฉันก็ยังอยู่คนเดียว มันก็ดีนะ ฉันมีเพื่อนเยอะแยะ แต่ไม่ใช่ในเชิงที่ทำงานร่วมกัน ถ้าฉันชอบคนไหน ฉันก็ชอบ ฉันอาจชอบงานศิลปะของเขาแต่ไม่ชอบตัวเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในชีวิตฉันคือการที่ฉันอยู่คนเดียว ฉันเป็นคนสันโดษ
แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มีเพื่อนมากมายและไม่รู้สึกเหงา ฉันชอบที่จะอยู่กับตัวเองด้วย แต่เวลาที่อยู่คนเดียว คือเวลาที่ฉันอ่านหรือเขียน ฉันอยู่ในความคิดของตัวเอง ส่วนใหญ่ฉันกำลังเรียนรู้
MP: ถ้าศิลปินชาย land artists ไม่ใช่กลุ่มสังคมของคุณ แล้วใครคือกลุ่มของคุณ? ทุกคนต้องมีกลุ่มของตัวเองนะ
AD: คนเก็บขยะ คนแถวๆ หัวมุมถนน คนในห้องสมุด นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา ฉันเคยทำงานกับ AT&T, Bell Laboratories ฉันเคยเป็นเพื่อนร่วมงานที่ Carnegie Mellon
MP: นั่นคือตอนที่คุณทำผลงานคอมพิวเตอร์ใช่ไหม? [สำหรับ Hamlet Fragmented-Wittgenstein’s “Pain,” 1971, หนังสือ Philosophical Investigations ของวิทเกนสไตน์ ถูกโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์และถูกดัดแปลง โดยคำว่า 'ความเจ็บปวด' (pain) ถูกเปลี่ยนเป็น 'ความสุข' (pleasure) บทพูดของ Hamlet จากเรื่อง Hamlet ก็ถูกเปลี่ยนด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อตัดคำนำหน้าและคำเชื่อมออก แล้วงานวิจัยเหล่านี้ก็ถูกพิมพ์ออกมา]
AD: ไม่ ฉันไปทำวิจัยที่นั่น ฉันไป Carnegie Mellon ไป MIT นั่นน่าสนใจมาก ฉันเคยสอนคอร์สที่ MIT สอนพวกหัวกะทิ แล้วก็ Bell Laboratories ฉันเป็นเฟลโลว์ในที่เหล่านั้นทั้งหมด
MP: แต่คุณอยู่ที่นั่นในฐานะศิลปินนะ
AD: ใช่ และมันน่าสนใจที่พวกเขาชอบคุยกับฉัน เพราะฉันมีความคิดที่อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา มีคนหนึ่งพยายามจะไล่ต้อนฉันไปรอบโต๊ะ แต่ส่วนใหญ่พวกเขาเคารพฉัน หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง พวกเขาก็เลิกมองว่าฉันเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันจะได้รับ
มีคนเคยบอกฉันว่า “คุณจะไม่มีวันได้รับการยอมรับว่าสำคัญจนกว่าคุณจะเลิกสวยเสียที” ฉันรู้สึกถูกดูหมิ่นมาก แต่จริงๆ แล้วเขาก็พูดถูก ฉันหน้าตาดีและมันก็กลายเป็นอุปสรรค ต่อมาฉันก็ก้าวข้ามจุดนั้นมาได้ และพวกนักวิทยาศาสตร์ก็ชอบคุยกับฉันเพราะฉันพูดภาษาเดียวกับเขา ตอนอยู่ที่ MIT ฉันคุยกับพวกปัญญาประดิษฐ์ มันวิเศษมาก ฉันเคยทำงานกับ ออตโต พีเน (Otto Piene) … นั่นที่ไหนนะ? ฉันความจำสั้นมากเรื่องชื่อคน
MP: ออตโต พีเน ศิลปินกลุ่ม Zero ที่ทำภาพวาดด้วยไฟ คุณอยากพูดถึงงานที่คุณกำลังแสดงที่ Socrates ไหม? เพราะมันต่างจากพีระมิดที่คุณเคยนำเสนอมาก่อน
AD: พีระมิดทุกชิ้นมีความเกี่ยวข้องกัน และพีระมิดมีความสำคัญมากเพราะมันเป็นโครงสร้างทางสังคม ฉันเกลียดการแปะป้ายให้สิ่งต่างๆ เพราะป้ายเปลี่ยนไปเสมอ และมันเปลี่ยนไปตามความต้องการที่ถูกกำหนดไว้ และเรากำลังเปลี่ยนโหมดและความต้องการ ถ้อยคำต่างๆ ก็กำลังเปลี่ยนไป
ฉันพบว่าสำนวนเก่าๆ มันล้าสมัย ดังนั้นเวลาที่ฉันเขียนอะไร ฉันจึงพยายามหาสำนวนใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน มันยาก เราใช้คำพูดจนหมดเปลืองเหมือนกับที่เราใช้รูปภาพจนหมดสิ้น เราใช้ทุกอย่างจนหมด และนั่นก็ดี เพราะมันทำให้เราเติบโต แต่พีระมิดมีความสำคัญมากในแง่ที่เป็นตัวแทนของแนวคิด นั่นคือเหตุผลที่โครงสร้างชั้นใต้ดินมีความสำคัญมาก มันไม่ควรเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดที่สุดในงาน แต่ควรเป็นสิ่งที่มองเห็นได้น้อยที่สุด เพราะแนวคิดต้องยืนหยัดอยู่บนโครงสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งมาก
MP: โครงสร้างชั้นใต้ดินคืออะไร?
AD: โครงสร้างชั้นใต้ดินของการคิด ของทุกสิ่ง ความคิดมีโครงสร้างชั้นใต้ดินและฐานรากของมัน
MP: แล้วคุณจัดการกับโครงสร้างส่วนบนของพีระมิดอย่างไร?
AD: ฉันอยากให้โครงสร้างส่วนบนสวยงาม มันก็เหมือนเวลาคุณจัดการกับแนวคิดทางปรัชญาที่ยากๆ คุณต้องทำให้ภาพของคุณมองเห็นได้เพื่อให้ผู้ชมสนใจ และเมื่อพวกเขาหลงใหลในความงาม คุณก็ได้ตัวพวกเขาแล้ว พวกเขาจะเริ่มคิด มิฉะนั้นพวกเขาจะเดินหนีจากความคิดไปเลย ผู้คนมีปัญหาให้จัดการเยอะเกินไปในแต่ละวัน พวกเขาไม่อยากคิด ดังนั้นฉันจึงอยากทำให้พีระมิดนี้สวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
MP: ดังนั้นจะมีดอกไม้อยู่ข้างบนพีระมิดใช่ไหม?
AD: ดอกไม้และหญ้า และความจริงที่ว่ามันมีชีวิต แต่มันควรจะมีชีวิตด้วยพลังงานลึกลับภายใน
MP: คุณใส่อะไรไว้ในพีระมิดนี้? มีอะไรลับๆ อยู่ข้างในหรือเปล่า? [เดเนสหัวเราะ] ใช่ มี! และคุณไม่สามารถถามฉันได้ว่ามันคืออะไร
AD: ฉันอยากจะบอกนะ ฉันอยากให้มันเล็กและทรงพลังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งสำคัญทุกอย่างต้องแทบจะมองไม่เห็น และถูกประเมินค่าต่ำไป ดังนั้นโครงสร้างฐานรากควรจะเป็นสิ่งที่ถูกประเมินค่าต่ำ แต่แข็งแกร่งพอที่จะรับภาระของโลก
MP: แล้วคนจะเข้ามาชมและเข้าสวนในช่วงกลางวันได้ใช่ไหม?
AD: โอ๊ย พวกเขาปีนไม่ได้ น่าเสียดายที่ทำไม่ได้ คุณคงไม่อยากเหยียบหญ้าและดอกไม้หรอกนะ! และการปลูกพืชทั้งหมดจะอยู่ด้านนอกของพีระมิด สิ่งที่ฉันพยายามออกแบบคือโครงสร้างเล็กๆ ที่รองรับต้นไม้เหมือนที่คุณมีตามหน้าต่างอาคาร ที่มีกระบะเล็กๆ ข้างนอกไว้ใส่ดินและดอกไม้
นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการให้มีรอบๆ พีระมิด เป็นกระบะปลูกพืชที่ขัดประสานกัน และหวังว่าเราจะทำมันได้อย่างกลมกลืนที่สุด ปรัชญามาบรรจบกับดอกไม้ป่า เห็นไหม ปรัชญามักโผล่หัวที่น่าเกลียดออกมาในทุกเรื่อง แต่ฉันไม่คิดว่าเราใช้ชีวิตด้วยปรัชญาอีกต่อไปแล้ว มันจบไปแล้ว
MP: คุณคิดว่าคุณสามารถเลือกสาขาอื่นแล้วไปได้ไกลไม่แพ้กันไหม เช่น ปัญญาประดิษฐ์?
AD: ถ้าฉันเกิดใหม่ได้ สิ่งที่ฉันจะทำคือทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์คนเดียว เพราะพวกเขามักติดอยู่ในความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แคบเกินไป ฉันจะไปหานักวิทยาศาสตร์คนนั้นคนนี้เหมือนผึ้งที่บินจากดอกไม้ดอกหนึ่งไปอีกดอกหนึ่ง พวกเขาบอกว่านั่นเป็นนิสัยแบบผู้ชายมาก [หัวเราะ] ฉันมีความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่รู้จักพอในทุกๆ เรื่อง ฉันหวังว่าฉันจะไม่มีปัญหาในชีวิตประจำวันที่ต้องจัดการ เพื่อที่ฉันจะได้มีสมาธิกับการเรียนรู้ให้มากขึ้น ในทุกๆ วัน
ไมกา พอลแลค เป็นนักเขียนในนิวยอร์ก เธอเป็นอาจารย์รับเชิญที่ Sarah Lawrence College และเป็นส่วนหนึ่งของคณะที่ Bard College เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Southfirst พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยในบรุกลิน
ที่มา: Interview Magazine
Agnes DENES By Maika Pollack
May 18, 2015
สถาปัตยกรรม
ศิลปะ
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย