1 ก.ค. เวลา 00:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🚀 ปิดไตรมาสสะเทือนวงการ! เงินไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ ปิดไตรมาสดีที่สุดในรอบ 6 ปี

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาพร้อมสรุปภาพใหญ่ของตลาดในคืนที่ถือเป็น “การปิดไตรมาส” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ค่ะ คืนนี้ไม่ได้เป็นแค่การปิดวันธรรมดา แต่เป็นการปิดไตรมาสที่ 2 และปิดครึ่งปีแรกของปี 2026 ไปพร้อมกัน ซึ่งผลที่ออกมานั้นเรียกได้ว่า “มอนสเตอร์” จริงๆ ค่ะ
📊 ปิดไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบ 6 ปี เพิ่มมูลค่าให้ S&P 500 กว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์
ภาพรวมคือ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบ 6 ปี (นับตั้งแต่ปี 2020) ด้วยบรรยากาศบวก โดยมีหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเป็นหัวหอกที่ดีดตัวขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในช่วงสงคราม บวกกับสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยจุดความหวังเรื่องกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้กลับมาคึกคัก
ที่นิคกี้อยากให้เห็นภาพคือ ขนาดของแรงซื้อรอบนี้ใหญ่มากค่ะ การปรับขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มมูลค่าให้ดัชนี S&P 500 ไปแล้วมากกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ (8 trillion) โดยแรงหนุนสำคัญมาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงถึงความแข็งแกร่งทั้งในตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ในวันปิดไตรมาสนั้น ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้น 1.7% ขณะที่มาตรวัดของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทำผลงานไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasuries) ราคาปรับลง (ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนหรือ yield ปรับขึ้น) และราคาน้ำมันก็ปรับลงตามความหวังว่าจะมีข้อตกลงถาวรเพื่อยุติสงครามอิหร่าน
JJ Kinahan จาก Cboe Global Markets ให้มุมมองที่นิคกี้ชอบมากค่ะ เขาบอกว่าครึ่งปีแรกของปีนี้คือครึ่งปีที่ “มอนสเตอร์” บนวอลล์สตรีท ทั้งๆ ที่มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงและการซื้อขายที่ผันผวนตลอดทาง เขาเปรียบตลาดว่าเป็น “เครื่องบดที่สุดยอด” (the ultimate grinder) ที่ยังคงทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญทั้งการเทขายหนักๆ สงครามอิหร่าน และปัจจัยภายนอกอีกมากมาย
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าสนใจมากของรอบนี้คือ กลยุทธ์ “ซื้อตอนย่อ” กลายเป็นแนวทางหลักของนักลงทุนรายย่อยไปแล้วค่ะ ข้อมูลจาก Scott Rubner ที่ Citadel Securities ชี้ว่า ในวันที่ดัชนี S&P 500 ปรับลง นักลงทุนรายย่อยกลุ่มนี้เข้าซื้อมากเกือบ 3.5 เท่าของปริมาณซื้อเฉลี่ยต่อวัน นี่คือพลังของรายย่อยที่นิคกี้มองว่าเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดยุคนี้เลยค่ะ
💰 ตลาดร้อนแรง แต่ “ยังไม่ถึงขั้นบ้าคลั่ง” — มุมมองจาก LPL
ลองคิดดูนะคะว่า เมื่อตลาดขึ้นแรงขนาดนี้ คำถามที่ทุกคนสงสัยคือ มันแพงเกินไปหรือยัง Jeff Buchbinder จาก LPL Financial ให้มุมมองที่บาลานซ์ดีมากค่ะ เขาบอกว่าแม้จะมีจังหวะพลิกผันบ้าง แต่เส้นทางที่ตลาดต้านทานน้อยที่สุด (path of least resistance) ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาก็ยังคงเป็นทิศ “ขึ้นและไปทางขวา” และถึงแม้ความกระตือรือร้นในตลาดหุ้นจะเพิ่มขึ้น แต่เขายังไม่เชื่อว่ามันข้ามเส้นไปสู่ภาวะ “ความคลั่งไคล้แบบไร้เหตุผล” (irrational exuberance)
เขายอมรับว่าผลสำรวจความเชื่อมั่นบางตัวตึงตัว แต่บางตัวก็ยังอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว และการถือครองสถานะ (positioning) เริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ชี้สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง นั่นคือยอดหนี้มาร์จิน (margin debt หรือหนี้ที่กู้มาเล่นหุ้น) ที่ทำสถิติสูงสุด และภาวะ overbought อย่างหนักในกลุ่มผู้นำตลาดอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดมองโลกในแง่ดีเกินไป
ที่นิคกี้เห็นด้วยมากคือบทสรุปของเขาค่ะ เขาบอกว่าพื้นฐานที่แข็งแกร่งและธีมเชิงโครงสร้างอย่าง AI สามารถรองรับ valuation ที่สูงได้ระยะหนึ่ง แต่มันไม่ได้กำจัดวงจรขึ้น-ลงตามปกติของตลาดทิ้งไป สภาพตอนนี้จึงไม่ใช่สัญญาณจบรอบ Bull Market แต่เป็น Bull Market ที่ “อิ่มตัว” และอาจถึงเวลาที่ต้องพักฐานบ้าง โดยภาพรวมเขายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น
Mona Mahajan จาก Edward Jones เสริมในมุมที่น่าสนใจว่า การหมุนเงิน (rotation) เข้าสู่กลุ่มหุ้นวัฏจักร (cyclical) มีโอกาสไปต่อ โดยเฉพาะถ้าราคาน้ำมันยังเดินหน้ากลับไปสู่ระดับก่อนสงคราม และเศรษฐกิจยังแข็งแรง เธอแนะนำทั้งหุ้นขนาดใหญ่ (large-cap) ที่ให้ความเสี่ยงต่อธีม AI และหุ้นขนาดกลาง (mid-cap) ที่อาจไปได้ดีต่อหากธีม “การกระจายตัวของตลาด” (broadening) ทำงานจริง
🚀 หุ้นชิปทำไตรมาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ — แต่แกว่งจนใจหวิว
ทีนี้มาดูพระเอกตัวจริงของรอบนี้กันค่ะ นั่นคือหุ้นกลุ่มชิป ดัชนี Philadelphia Stock Exchange Semiconductor Index ทำไตรมาสที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยในวันอังคารปรับขึ้นแรงถึง 3.9% ส่งผลให้กำไรของไตรมาส 2 พุ่งไปที่ 88% ซึ่งเป็นสถิติไตรมาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และถ้านับทั้งครึ่งปีแรก ดัชนีนี้พุ่งไปแล้วถึง 101% กำลังลุ้นทำสถิติปีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย
ลองเทียบให้เห็นภาพนะคะ ในไตรมาส 2 เดียวกัน Nasdaq 100 ขึ้น 28% และ S&P 500 ขึ้น 15% ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 แต่ผลงานของทั้งสองดัชนีนี้ยังถูกบดบังด้วยการพุ่งทะยานของหุ้นชิปไปเลย
แต่ที่นิคกี้อยากเตือนคือ ความร้อนแรงนี้มาพร้อมความผันผวนที่โหดมากค่ะ ทันทีที่งานเลี้ยงกำลังเริ่ม การเทขายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เป็นเหมือนสัญญาณปลุกให้ตื่น ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ดิ่งลง 7.9% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการร่วงรายสัปดาห์ที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 และในวันจันทร์ก็ยังแกว่งหนัก จากที่เคยลงไป 3.2% กลับมาปิดบวก 3.8% ภายในวันเดียว
CJ Muse นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเทคโนโลยีจาก Cantor Fitzgerald สรุปเรื่องราวครึ่งปีที่ผ่านมาได้คมมากค่ะ เขาบอกว่าเรื่องราวของ 6 เดือนที่ผ่านมาคือ “ตลาดเทหมดหน้าตักไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI” แต่ตอนนี้คนเริ่มถามแล้วว่ามันยั่งยืนไหม และเราควรกังวลหรือเปล่า
ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดในมุมของเขาคือ บรรดา hyperscaler (ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่) จะรักษาและขยายการลงทุนต่อไปได้เกินปี 2026 หรือไม่ อย่างไรก็ตามตัวเขาเองไม่คิดว่าการใช้จ่ายมหาศาลนี้จะจบลงในเร็วๆ นี้
ที่น่าสนใจคือ ความผันผวนของหุ้นชิปไม่ใช่เรื่องใหม่ค่ะ เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มวัฏจักรสูง มีทั้งช่วงบูมและช่วงทรุดเป็นปกติ และรอบนี้แรงหนุนหลักมาจากดีมานด์ AI ที่ยังแข็งแกร่ง ผู้ใช้จ่ายรายใหญ่ที่สุดอย่าง Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta ก็ยังยืนยันแผนการลงทุนเชิงรุกของตัวเองอยู่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อย่าง Apple กลับถูกบีบให้ต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนชิปหน่วยความจำที่แพงขึ้น ซึ่งกดดันราคาหุ้น เพราะนักวิเคราะห์เริ่มกังวลว่าดีมานด์อาจอ่อนแอลง และยังมีข่าวว่า OpenAI กำลังพิจารณาเลื่อนแผน IPO ออกไป ซึ่งถ้าเป็นจริงก็จะเป็นธงแดงสำหรับผู้ใช้จ่ายชิป AI รายใหญ่
🗞️ ใครคือผู้ชนะตัวจริง และทำไม Nvidia ถึงกลายเป็นตัวอ่อน
มาดูกันว่าหุ้นตัวไหนเป็นผู้ชนะของรอบนี้ค่ะ ตัวขับเคลื่อนสำคัญในครึ่งปีแรกคือดีมานด์ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับหน่วยความจำ (memory) จนกระดานผู้นำของ S&P 500 เต็มไปด้วยบริษัทหน่วยความจำและสตอเรจ
Micron Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ของปี โดยพุ่งขึ้น 300% ใน 6 เดือน ดันมูลค่าตลาด (market cap) ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์
ส่วนผู้ทำผลงานดีที่สุดคือ Sandisk ที่บวกไปถึง 785% และตัวที่ปิดท็อป 5 ก็คือ Western Digital กับ Seagate Technology รวมถึง Intel ที่กระโดดขึ้น 260% ในปีนี้ เพราะวอลล์สตรีทเริ่มเชื่อมากขึ้นว่าความพยายามพลิกฟื้นกิจการครั้งใหญ่ของบริษัทกำลังเห็นผล ขณะเดียวกัน SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ก็กำลังเดินหน้าระดมทุน 29.4 พันล้านดอลลาร์ผ่านการเข้าจดทะเบียนในสหรัฐ
Sean Sun ผู้จัดการกองทุนจาก Thornburg Investment Management ซึ่งถือหุ้นชิปหลายตัว ให้คำอธิบายที่นิคกี้ชอบมากค่ะ เขาบอกว่านักลงทุนกำลัง “ไล่ตามคอขวด” (bottleneck) ในอุตสาหกรรมชิป ซึ่งตอนนี้คอขวดอยู่ที่หน่วยความจำ จึงเป็นผลดีต่อกลุ่ม memory และต่อการกลับมาของ Intel ในฐานะโรงงานรับจ้างผลิต (foundry)
แต่จุดที่นิคกี้อยากชี้ให้ดูเป็นพิเศษคือ บางบริษัทดังๆ กลับตามไม่ทันค่ะ Nvidia ซึ่งเป็นไอคอนของชิป AI และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปีนี้ขึ้นมาแค่ 5.5% เท่านั้น ทำให้กลายเป็นหุ้นที่อ่อนแอที่สุดในดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ ส่วน Broadcom ผู้ผลิตชิปที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของสหรัฐ ก็ตามมาติดๆ ด้วยการบวกเพียง 7.9%
Sean Sun อธิบายว่า Nvidia และ Broadcom กำลังชนกับคอขวดเหล่านั้น จึงไม่ใช่หุ้น high-beta ที่วิ่งแรงเหมือนเมื่อก่อน เขายังเชื่อว่าทั้งสองตัวจะไปได้ดีต่อ แต่ตอนนี้นักลงทุนต้องการแรงบิดที่มากกว่าจากธีมที่แข็งแกร่งที่สุด
💲 ของแพงไปหมด แต่ valuation ของแต่ละตัวต่างกันลิบลับ
เรามาดูเรื่อง valuation หรือมูลค่าหุ้นกันแบบละเอียดนะคะ ปัจจุบันดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ซื้อขายกันที่ราว 26 เท่าของกำไรคาดการณ์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 19 เท่าอยู่พอสมควร และไม่ห่างจากจุดสูงสุดล่าสุดที่ 30 เท่าซึ่งทำไว้ในปี 2024 อย่างไรก็ตาม valuation ของหุ้นโดยรวมก็แพงเหมือนกันค่ะ Nasdaq 100 อยู่ที่ 23 เท่าของกำไรล่วงหน้า ส่วน S&P 500 อยู่ที่ 20 เท่า
Sean Sun ให้มุมมองว่า อาจมีบางจุดที่ราคาหุ้นชิปแพงระดับ “ตั้งราคาไว้เพื่อความสมบูรณ์แบบ” (priced for perfection) จนเหลือพื้นที่ให้ผิดพลาดน้อย แต่โดยรวมเขามองว่ามัลติเพิลแค่ “ยืดตัว” ไม่ถึงกับ “ยืดเกินไป” และเขาก็โอเคกับ valuation ระดับนี้เมื่อพิจารณาจากการเติบโตและแนวโน้มที่ดีของกลุ่ม
ฝั่งตัวเลขการเติบโตก็น่าตื่นเต้นมากค่ะ นักวิเคราะห์มองโลกในแง่ดีกับหุ้นชิปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence คาดว่ากำไรของกลุ่มจะโตถึง 49% ในปี 2027 ซึ่งสูงขึ้นจากที่เคยคาดไว้ 35% เมื่อเดือนเมษายน ส่วนรายได้คาดว่าจะโต 37% เทียบกับฉันทามติเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ 29% อัตราการเติบโตทั้งสองนี้เร็วกว่า S&P 500 อย่างมาก เพราะ S&P 500 คาดว่าจะมีกำไรโตเพียง 17% ในปี 2027 บนฐานรายได้ที่โต 7.4%
แต่ที่นิคกี้อยากให้ระวังคือ valuation ภายในกลุ่มเองก็ต่างกันสุดขั้วค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ARM Holdings ซื้อขายกันที่มากกว่า 140 เท่าของกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และ Intel อยู่ที่ 100 เท่า ซึ่งทั้งคู่ดูแพงจัดมากเมื่อวัดด้วยมาตรวัดทั่วไป
ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของสเปกตรัมคือ Nvidia ซึ่งซื้อขายที่ 18 เท่าของกำไรล่วงหน้า ถูกที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 36 เท่าไปมาก ส่วน Micron ซื้อขายกันแค่ราว 8 เท่าของกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งบางคนบนวอลล์สตรีทมองว่า valuation ที่ต่ำของ Micron เป็นสัญญาณเตือนว่ารายได้และกำไรอาจถึงจุดสูงสุดไปแล้ว
นี่คือประเด็นที่น่าคิดมากค่ะ ว่าราคาหุ้นถูกบางทีก็ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป
⚠️ ความผันผวนคือเรื่องปกติใหม่ของหุ้นชิป
อีกเรื่องที่นิคกี้อยากย้ำคือ ถึงหุ้นชิปจะวิ่งแรงในปี 2026 แต่มันไม่ได้ขึ้นเป็นเส้นตรงเลยค่ะ ดัชนี Cboe Semiconductor ETF Volatility Index ซึ่งวัดความผันผวนในอนาคตที่ตลาดประเมินไว้ ปรับขึ้นถึง 83% ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตอนนี้มาตรวัดตัวนี้อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก และสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่นโยบายภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump เขย่าตลาด
และการซื้อขายก็ยิ่งกระชากแรงขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ในเดือนนี้ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ปิดด้วยการเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1% เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และยังเคยเห็นทั้งการบวกวันเดียว 7.9% และการร่วงวันเดียวมากกว่า 10% ส่วนหนึ่งของความปั่นป่วนนี้สะท้อนผลกระทบจากนักลงทุนรายย่อยที่ตัดสินใจไม่แน่นอน ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ก็กำลังเทขายกลุ่มนี้ออกมา ตามข้อมูลจากฝ่าย prime ของ Goldman Sachs
CJ Muse ทิ้งท้ายไว้น่าสนใจมากค่ะ เขาบอกว่ามีความ “ใหม่” ในฐานนักลงทุน ที่ยิ่งซ้ำเติมความแกว่งให้รุนแรงขึ้น และในระหว่างนั้นก็เหมือนจะมีงานวิจัย (white paper) ที่ชี้ความสามารถใหม่ๆ ของ AI ออกมาแทบทุกสัปดาห์ เขาสรุปว่า “เราจะอยู่ในตลาดที่ผันผวนสุดขีดแบบนี้ไปอีกพักใหญ่”
📈 ตลาดแรงงานยังนิ่ง ตำแหน่งงานเปิดใหม่ขยับขึ้นเล็กน้อย
มาดูฝั่งเศรษฐกิจจริงกันบ้างค่ะ ตัวเลข JOLTS หรือตำแหน่งงานที่เปิดรับในเดือนพฤษภาคมแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.59 ล้านตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าระดับของเดือนเมษายนที่ปรับทบทวนแล้วเล็กน้อย และยังสูงกว่าค่ากลางที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลของ Bloomberg คาดไว้ที่ 7.3 ล้านตำแหน่ง สะท้อนว่าความต้องการแรงงานยังคงทรงตัว สอดคล้องกับการจ้างงานที่ฟื้นตัวขึ้นในช่วงนี้
ในรายละเอียด กลุ่มก่อสร้างและกลุ่มสันทนาการ-โรงแรม (leisure and hospitality) เห็นตำแหน่งงานเปิดเพิ่มมากที่สุด ส่วนกลุ่มบริการวิชาชีพและธุรกิจแทบไม่เปลี่ยนแปลง ในทางตรงกันข้าม ตำแหน่งงานในกลุ่มกิจกรรมทางการเงิน (financial activities) กลับลดลงเป็นเดือนที่สอง และกลายเป็นตัวฉุดการเติบโตของการจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ค่ะ
ส่วนอัตราการลาออกโดยสมัครใจ (quits rate) ซึ่งวัดสัดส่วนคนที่ลาออกเองในแต่ละเดือน ทรงตัวที่ 1.9% ขณะที่การเลิกจ้างขยับสูงขึ้น นำโดยกลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มสาธารณสุข-สังคมสงเคราะห์ก็เห็นการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 0.9% ของลูกจ้าง ซึ่งเท่ากับระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020
ที่นิคกี้สนใจคืออัตราส่วนตำแหน่งงานว่างต่อคนว่างงาน ซึ่งเป็นตัวที่เจ้าหน้าที่ Fed จับตาในฐานะตัวแทนความสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลายของแรงงาน ตัวเลขนี้แทบไม่เปลี่ยน อยู่ที่ 1 ต่อ 1 ลองนึกภาพดูนะคะว่าตอนพีคในปี 2022 อัตราส่วนนี้เคยอยู่ที่ 2 ต่อ 1 แสดงว่าตลาดแรงงานคลายความตึงตัวลงมาเยอะ
Stuart Paul จาก Bloomberg Economics ให้ข้อสังเกตที่นิคกี้ว่าเฉียบมากค่ะ เขาบอกว่ารายงาน JOLTS เดือนพฤษภาคมแสดงสัญญาณว่าตลาดแรงงานสหรัฐแข็งแรงกว่าที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งมาจากการพุ่งขึ้นของตำแหน่งงานในกลุ่มสันทนาการ-โรงแรม ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการที่ฟุตบอลโลก (World Cup) มาจัดในอเมริกาเหนือ เขาจึงขอรับตัวเลขเดือนพฤษภาคมไว้แบบ “หยิบเกลือมาเหยาะ” หรือฟังหูไว้หูเล็กน้อย เพราะมีปัจจัยชั่วคราวหนุนอยู่ และมันขัดแย้งกับข้อมูลความถี่สูงอื่นๆ พอสมควร
ในภาพรวม ข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานล่าสุดก็ยังแสดงสัญญาณการเลิกจ้างวงกว้างน้อยมาก ทั้งที่มีข่าวการปลดพนักงานครั้งใหญ่จากบริษัทอย่าง Uber, Robinhood และ Microsoft โดยตัวเลขการจ้างงานรายเดือนที่จะออกในวันพฤหัสบดีนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเห็นการสร้างงาน 110,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน และดัชนีการประกาศหางานจาก Indeed ก็ปรับขึ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายนมากที่สุดในรอบสองสัปดาห์ของปีนี้ ถึงแม้โดยรวมจะยังซบเซาอยู่ก็ตาม
💰 ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับขึ้นนิดๆ จากราคาน้ำมันที่ถูกลง
อีกตัวเลขที่ออกมาในวันเดียวกันคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหักล้างความกังวลเรื่องตลาดแรงงานค่ะ ดัชนีของ Conference Board เพิ่มขึ้น 0.6 จุด มาอยู่ที่ 91.2 หลังจากที่เดือนก่อนถูกปรับทบทวนลง แต่ตัวเลขนี้ก็ยังต่ำกว่าค่ากลางที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลของ Bloomberg คาดไว้ที่ 94.4
ที่น่าสนใจคือองค์ประกอบภายในค่ะ ตัวชี้วัดสภาพปัจจุบันปรับลดลง แต่มาตรวัดความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้ากลับเพิ่มขึ้น ในขณะที่มาตรวัดมุมมองต่อตลาดงานที่นักเศรษฐศาสตร์จับตาใกล้ชิด ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี Dana Peterson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Conference Board อธิบายว่า ความเชื่อมั่นกระเตื้องขึ้นเพราะราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาช่วยบรรเทาความกลัวเรื่องเงินเฟ้อของผู้บริโภค ซึ่งราคาน้ำมันที่ถูกลงนี้เป็นผลจากการสงบศึกในตะวันออกกลาง
ในผลสำรวจ สัดส่วนผู้บริโภคที่บอกว่างานหาง่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สัดส่วนที่บอกว่างานหายากกลับกระโดดขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี ทำให้ส่วนต่างระหว่างสองค่านี้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2021 และมาตรวัดแผนการไปเที่ยวพักผ่อนในอีก 6 เดือนข้างหน้าก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจที่จะซื้อรถ ซื้อบ้าน และซื้อของชิ้นใหญ่อย่างทีวีกลับเพิ่มขึ้นทั้งหมดในเดือนมิถุนายน
นิคกี้อยากเสริมว่า มาตรวัดความเชื่อมั่นอีกตัวจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนก็ปรับดีขึ้นในเดือนนี้ แต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายนยังคงเป็นเดือนที่ต่ำที่สุดและต่ำเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ตามข้อมูลที่ย้อนไปถึงทศวรรษ 1970 ความต่างคือ ผลสำรวจมิชิแกนจะเน้นมุมมองเรื่องการเงินส่วนบุคคลและค่าครองชีพ ขณะที่ดัชนีของ Conference Board เน้นไปที่ตลาดแรงงานและสภาพธุรกิจมากกว่า
ประเด็นที่ต้องจับตาคือเรื่องดอกเบี้ยค่ะ การคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้าจากผลสำรวจของ Conference Board ลดลงเล็กน้อย แต่ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 62% ยังคงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะสูงขึ้น และมีผู้กำหนดนโยบายจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เตือนว่า Fed อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อพลิกกลับการเร่งตัวของเงินเฟ้อ (โดยช่วงเวลาสำรวจคือวันที่ 1-23 มิถุนายน)
🌏 สรุปการเคลื่อนไหวของตลาดในคืนปิดไตรมาส
มาดูภาพการเคลื่อนไหวรายสินทรัพย์ในวันนี้กันค่ะ ฝั่งหุ้น ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.8% (ณ เวลา 16.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก) Nasdaq 100 ขึ้น 1.7% ดัชนี Dow Jones Industrial Average ขึ้น 0.3% และ MSCI World Index ขึ้น 0.7%
ฝั่งค่าเงิน ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index แทบไม่เปลี่ยนแปลง ยูโรทรงตัวที่ 1.1427 ดอลลาร์ ปอนด์อังกฤษทรงตัวที่ 1.3265 ดอลลาร์ ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 0.4% มาอยู่ที่ 162.59 เยนต่อดอลลาร์
ฝั่งคริปโต วันนี้เป็นวันที่ปรับลงค่ะ Bitcoin ร่วง 2.5% มาอยู่ที่ 58,700.13 ดอลลาร์ และ Ether ลดลง 2.4% มาอยู่ที่ 1,577.4 ดอลลาร์
ฝั่งพันธบัตร ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้น 7 basis points (จุดพื้นฐาน) มาอยู่ที่ 4.45% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนีอายุ 10 ปีแทบไม่เปลี่ยน อยู่ที่ 2.86% และของอังกฤษอายุ 10 ปีปรับขึ้น 4 basis points มาอยู่ที่ 4.76% ส่วนฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ WTI ลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 70.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทองคำ spot แทบไม่เปลี่ยนแปลง
🗞️ ข่าวบริษัทเด่นที่ห้ามพลาด
มีข่าวบริษัทหลายเรื่องที่น่าสนใจในคืนนี้ค่ะ เริ่มจาก Anthropic ที่กำลังเปิดตัวซอฟต์แวร์ใหม่ซึ่งมีเป้าหมายช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานวิจัยแบบอัตโนมัติ โดยหวังว่าจะช่วยลดงานที่น่าเบื่อและซ้ำซากบางส่วนลง ตามมาด้วยเรื่องของ Apple ที่ศาลสูงสุดสหรัฐตกลงจะรับฟังคำอุทธรณ์เกี่ยวกับคำตัดสินคดีหมิ่นศาลในศึกกฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่ยืดเยื้อกับ Epic Games เจ้าของเกม Fortnite
อีกเรื่องที่นิคกี้มองว่าน่าจับตาคือ Visa, Stripe และ Bank of New York Mellon เป็นหนึ่งในบรรดาบริษัทการเงินหลายสิบแห่งที่กำลังจับมือกันเพื่อเปิดตัว stablecoin (เหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิงเพื่อให้ราคานิ่ง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายความน่าสนใจของเทคโนโลยีการเคลื่อนย้ายเงินแบบดิจิทัล
นอกจากนี้ องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ยังอนุมัติให้ Philip Morris International ทำการตลาดสินค้านิโคตินแบบซอง Zyn ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สินค้าประเภทนี้ได้รับการรับรองดังกล่าว และปิดท้ายด้วย Air Products and Chemicals ที่ตัดสินใจล้มเลิกแผนพัฒนาโครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในรัฐลุยเซียนา ซึ่งเดิมจะใช้ผลิตไฮโดรเจนและดักจับคาร์บอนไดออกไซด์
🇨🇳 ฝั่งจีนและเทคโนโลยี — ปีทองกลายเป็นปีที่ลำบาก
มาที่ฝั่งจีนและเทคโนโลยีกันบ้างค่ะ Tencent กำลังเร่งซื้อหุ้นคืน (buyback) เพราะหุ้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงยังฟื้นตัวไม่ได้จากการเทขายที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไปราว 309 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ขณะเดียวกัน บริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวอชิงตันก็กำลังรีบตัดความสัมพันธ์กับยักษ์เทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba และ Tencent เพราะข้อจำกัดใหม่ของสหรัฐกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเกมอิทธิพลสำหรับบริษัทจีนหลายแห่ง
ที่นิคกี้อยากชี้ให้เห็นภาพคือ หลังจากเป็นปีทองของหุ้นจีนจากความก้าวหน้าด้าน AI ปี 2026 กลับไม่เป็นใจเลยค่ะ ดัชนี MSCI China ร่วงลงไปแล้ว 15% ซึ่งเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในโลกรองจากอินโดนีเซีย และอีกเรื่องในฝั่งเทคคือ WhatsApp ที่เป็นของ Meta จะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 3 พันล้านคนเลือกชื่อผู้ใช้ (username) สำหรับบัญชีของตัวเองได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเพิ่มความเป็นส่วนตัว โดยให้คนเชื่อมต่อกันบนแพลตฟอร์มได้โดยไม่ต้องแชร์เบอร์โทรศัพท์
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
สรุปภาพรวมที่เกิดขึ้นคือ ครึ่งปีแรกของปี 2026 จบลงด้วยตัวเลขที่ยอดเยี่ยม ทั้งไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบ 6 ปีของตลาดในวงกว้าง และไตรมาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของหุ้นชิป โดยมีแรงหนุนจากธีม AI ที่ยังทรงพลัง บวกกับเศรษฐกิจที่พิสูจน์ความทนทานได้ดีกว่าที่หลายคนกลัว
นิคกี้มองว่าจุดที่น่าสนใจที่สุดของรอบนี้คือ “ความขัดแย้งในตัวเอง” ของตลาดค่ะ เพราะในขณะที่ตัวเลขดูสวยและตลาดทำสถิติใหม่ แต่ใต้พื้นผิวกลับเต็มไปด้วยความผันผวนที่รุนแรง หนี้มาร์จินที่สูงเป็นประวัติการณ์ และภาวะ overbought ในกลุ่มผู้นำ
ในภาพใหญ่ นิคกี้เห็นด้วยกับมุมมองของ LPL ที่บอกว่านี่คือ Bull Market ที่กำลัง “อิ่มตัว” ไม่ใช่จุดจบของรอบ แต่เป็นช่วงที่อาจต้องพักฐาน สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเรื่อง valuation ที่ต่างกันสุดขั้วในกลุ่มชิป ตัวที่แพงจัดอย่าง ARM ที่ 140 เท่าและ Intel ที่ 100 เท่า มีพื้นที่ให้ผิดพลาดน้อยมาก
ในขณะที่ตัวที่ดูถูกอย่าง Micron ที่ 8 เท่า ก็อาจไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าเสมอไป เพราะบางคนตีความว่าเป็นสัญญาณว่ากำไรอาจถึงจุดสูงสุดแล้ว นี่คือบทเรียนสำคัญว่า ตัวเลข valuation ต้องอ่านควบคู่กับวงจรของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขถูก-แพงอย่างเดียว
ส่วนสิ่งที่ต้องจับตาในระยะถัดไป มีอยู่สองเรื่องหลักๆ ค่ะ เรื่องแรกคือตัวเลขการจ้างงานในวันพฤหัสบดีที่ตลาดคาดไว้ที่ 110,000 ตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นตัวบอกความแข็งแรงของตลาดแรงงานและส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย เรื่องที่สองคือคำถามที่ CJ Muse ตั้งไว้ ว่าบรรดา hyperscaler จะรักษาการลงทุน AI ต่อไปได้เกินปี 2026 หรือไม่ เพราะถ้าการใช้จ่ายชะลอลงเมื่อไร หุ้นชิปทั้งกลุ่มก็จะสะเทือนทันที และข่าวที่ว่า OpenAI อาจเลื่อน IPO ก็เป็นธงที่ต้องเฝ้าดูใกล้ๆ
สุดท้ายนี้ นิคกี้อยากฝากไว้ว่า ในตลาดที่ร้อนแรงและผันผวนสุดขีดแบบนี้ อย่าเพิ่งตื่นเต้นไปกับการขึ้นแรงของหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนลืมตัวนะคะ การที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์เริ่มเทขายขณะที่รายย่อยยังไล่ซื้อตอนย่อ เป็นภาพที่ต้องระวัง การกระจายความเสี่ยงและการทบทวน Asset Allocation ของตัวเองให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในจังหวะแบบนี้ค่ะ อย่าไป FOMO ตามตลาดเด็ดขาด หากใครมีข้อสงสัยเรื่องไหนเพิ่มเติม หรืออยากให้นิคกี้ลงลึกในประเด็นใดเป็นพิเศษ เม้นมาคุยกันได้เลยนะคะ 💛
โฆษณา