3 ก.ค. เวลา 09:05 • หนังสือ

บทที่ 45

กู้จือจั๋วมีท่านอาหญิงเพียงคนเดียว นามเดิมว่า กู้เหลียวเหลียว
นางมีโฉมสะคราญ ดวงตาเปล่งประกายสดใส กิริยาท่วงท่าทุกอิริยาบถล้วนสง่างามและองอาจ
ก่อนที่ทวดของกู้จือจั๋วจะร่วมก่อการกับฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์ ท่านเคยเป็นเพียงเด็กขอทานคนหนึ่ง ตระกูลกู้เพิ่งก่อตั้งขึ้นได้เพียงสี่ชั่วอายุคนเท่านั้น
จึงไม่มีสมุดลำดับวงศ์ตระกูล และไม่มีธรรมเนียมตั้งชื่อตามรุ่น
วิธีตั้งชื่อของท่านปู่ก็ถ่ายทอดมาจากทวดอย่างแท้จริง เรียบง่ายและตรงไปตรงมา
ลูกชายสามคนมีชื่อว่า กู้เทาเทา กู้อวี้เว่ย และ กู้ไป๋ไป๋ ส่วนบุตรสาวเพียงคนเดียวชื่อ กู้เหลียวเหลียว
กู้จือจั๋วเคยได้ยินมาว่า ตอนนางถือกำเนิด ท่านปู่โบกมืออย่างภาคภูมิใจ ตั้งใจจะตั้งชื่อพี่น้องว่า กู้ช่านช่าน กับ กู้เยาเยา
แต่บิดาคัดค้านอย่างหนักแน่น กล่าวว่า
“ข้าชื่อเทาเทา ลูกสาวชื่อเยาเยา แค่ฟังก็รู้สึกว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดว่านางเป็นน้องสาวของข้า”
ท่านปู่ไม่พอใจนัก ยืนกรานว่าชื่อนี้เป็นชื่อดีที่ท่านใช้เวลาพลิกอ่าน คัมภีร์ซือจิง อยู่สามวันสามคืนกว่าจะคิดออก
สองพ่อลูกจึงถึงขั้นลงไปต่อยกันกลางสนามฝึก ไม่มีผู้ใดใช้กำลังโน้มน้าวอีกฝ่ายได้
สุดท้ายเป็นมารดาที่ตัดสินใจ ตั้งชื่อนางว่า จือจั๋ว
“เถาฮวาเยาเยา จั๋วจั๋วฉีฮวา”
(ต้นท้อผลิดอกงดงาม ดอกไม้เบ่งบานสุกสกาว)
ท่านปู่พอใจ
บิดาก็ยินดีเช่นกัน
ครั้นถึงคราวลูกสาวของอาสองคน ทั้งสองเกรงว่าท่านปู่จะตั้งชื่อแปลก ๆ อีก จึงตกลงกันใช้คำว่า “จือ” (知) เป็นอักษรประจำรุ่น นับแต่นั้นจึงอนุญาตให้ท่านปู่ตั้งได้เพียงอีกหนึ่งอักษรเท่านั้น
กู้เหลียวเหลียวแต่งงานกับ ฉินซู่ บุตรชายคนโตแห่งจิ้งอันป๋อ ผู้เป็นคนรักวัยเยาว์ ทั้งคู่ครองเรือนมานานแปดปี มีบุตรเพียงคนเดียวคือ อาหม่าน ปีนี้อายุสามขวบครึ่ง
เมื่อปีก่อน อาหม่านล้มป่วยหนัก ไข้สูงไม่ลด หลังหายดีแล้วกลับไม่สามารถพูดได้อีก
ไม่อาจเปล่งเสียงได้แม้แต่น้อย
อาหม่านซุกใบหน้ากลมแดงระเรื่อแนบอกพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง แก้มอวบทั้งสองข้างมีลักยิ้มคู่หนึ่ง ซึ่งเหมือนกับกู้จือจั๋วแทบทุกประการ
กู้จือจั๋วเอ็นดูจนใจละลาย
“อาหม่านของพวกเราไม่หนักหรอก พี่สาวอุ้มไหว”
อาหม่านพยักหน้าหงึกหงักตามทันที
ใช่แล้ว! นางไม่หนัก!
กู้เหลียวเหลียวปล่อยให้สองพี่น้องสนิทสนมกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เยาเยา ฉินลั่วบอกว่า เจ้าตีเขาหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ”
กู้เหลียวเหลียวส่งสัญญาณให้แม่นมรับอาหม่านไป จากนั้นกวักมือเรียกหลานสาว
“มานี่ ให้ท่านอาดูหน่อย เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
กู้จือจั๋วหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า
“ไม่ได้รับบาดเจ็บเจ้าค่ะ ข้าสบายดี”
คิ้วที่ขมวดอยู่ของกู้เหลียวเหลียวคลายลงเล็กน้อย แต่ยังอดกำชับไม่ได้
“ครั้งหน้าออกจากบ้าน พาผู้คุ้มกันไปให้มากกว่านี้ หากอยากตีใคร ก็แค่สั่งพวกเขา บาดเจ็บคนอื่นไม่เป็นไร แต่ห้ามตัวเองบาดเจ็บเด็ดขาด”
อาหม่านซึ่งพิงอยู่ในอ้อมแขนแม่นม ก็พยักหน้าตามอย่างจริงจัง
1
กู้จือจั๋วใช้นิ้วแตะปลายจมูกนาง พลางหัวเราะ
“เจ้าฟังเข้าใจหรือ ถึงได้พยักหน้า”
กู้เหลียวเหลียวมองสองพี่น้องด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตาค่อย ๆ หม่นลง
ฉินลั่วถูกพวกคุณชายเสเพลแห่งเมืองหลวงหามกลับมาส่งถึงหน้าประตูจวน จากนั้นก็โยนตัวเขาไว้ที่เรือนยามแล้วพากันวิ่งหนีจนหมด
ตระกูลของคนเหล่านั้นล้วนเป็นตระกูลผู้ทรงอำนาจแห่งเมืองหลวง
ส่วนจวนจิ้งอันป๋อ นับแต่ท่านป๋อรุ่นก่อนเข้าสู่วัยชรา ก็เริ่มเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันมีเพียงฉินซู่ผู้เดียวที่ยังดำรงตำแหน่งราชการจริงจัง และก็ไม่ได้เลื่อนขั้นมาหลายปีแล้ว
ตอนแรกฮูหยินจิ้งอันป๋อคิดว่าฉินลั่วไปล่วงเกินพวกคุณชายเหล่านั้น จึงถูกซ้อมกลับมา นางปวดใจจนร่ำไห้ เครื่องสำอางเลอะเทอะไปหมด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
1
ก็จริงอยู่...
จวนป๋อที่เหลือเพียงชื่อเสียง จะไปเทียบกับตระกูลขุนนางใหม่ที่กำลังรุ่งเรืองเหล่านั้นได้อย่างไร
แต่พอฉินลั่วฟื้นขึ้นมา กลับร้องไห้โวยวายว่าคนที่ตีเขาคือ เยาเยา ของนาง
คราวนี้ฮูหยินจิ้งอันป๋อกลับไม่ยอม “อดทนกล้ำกลืน” อีกต่อไป
นางเปลี่ยนสีหน้าทันที ทั้งทุบหม้อทุบชาม ทั้งร้องอาละวาด จะมาคิดบัญชีให้ได้ แถมยังร้องไห้ฟูมฟาย บังคับให้นางพาเยาเยาไปคุกเข่าขอขมาเสียด้วย
ช่างน่าขันเสียจริง
ต่อหน้าตระกูลโจวหรือตระกูลหลิ่ว นางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยสักคำ
แต่พอเป็นจวนเจิ้นกั๋วกง กลับทำตัวราวกับเป็นบรรพบุรุษของผู้อื่นเสียอย่างนั้น
กู้เหลียวเหลียวไม่เคยตามใจคนพวกนั้น
หลังมาถึงแล้ว ทราบว่ากู้จือจั๋วยังไม่กลับ จึงนั่งรออยู่ที่นี่ พอเห็นว่าหลานสาวไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จึงค่อยวางใจ
นางไม่สนใจว่ากู้จือจั๋วตีฉินลั่วเพราะเหตุใด
1
ตราบใดที่หลานสาวไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็เพียงพอแล้ว
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“พวกเราไปหาท่านย่าของเจ้ากันก่อน”
กู้จือจั๋วรับคำอย่างว่าง่าย
เรื่อนหรงเหอซึ่งเป็นที่พำนักของท่านผู้เฒ่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจวนเจิ้นกั๋วกง เป็นเรือนใหญ่ห้าชั้นลาน
เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูบุปผาห้อย กู้จือจั๋วก็เผลอมองไปยังต้นสนอายุยืนกลางลานอย่างเหม่อลอย
ต้นสนต้นนี้เป็นสิ่งที่ทวดปลูกด้วยมือตนเอง หลังได้รับพระราชทานจวนหลังนี้ บัดนี้มันเติบโตสูงใหญ่ แข็งแกร่ง เขียวชอุ่ม
ในชาติก่อน คืนหนึ่งต้นสนอายุยืนต้นนี้ถูกฟ้าผ่า จนไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
ท่านผู้เฒ่าพูดอยู่ตลอดว่าเป็นลางร้าย
และเพียงสองวันให้หลัง...
จวนเจิ้นกั๋วกงก็ถูกองครักษ์เสื้อแพรนำตราประทับมาปิดผนึกจวนทันที.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a44f2d89c15a18a17442a42
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a44f4329c15a18a1744b911
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา