3 ก.ค. เวลา 09:14 • หนังสือ

บทที่ 49

ขณะที่ฉินซู่กำลังพูดอยู่นั้น สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่กู้จือจั๋ว
ทั้งสองจวนมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ กู้จือจั๋วสวมผ้าคลุมหน้าบาง ๆ จนฉินลั่วจำนางไม่ได้ก็ช่างเถิด แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะจำฉินลั่วไม่ได้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด ยังลงมือหนักถึงเพียงนี้
ช่างเกินไปจริง ๆ
แววตาของเขาเฉียบคมราวกับคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก
“จั๋วเอ๋อร์ เรื่องวันนี้...เจ้าไม่มีอะไรจะพูดเลยหรือ?”
ตอนที่กู้จือจั๋วค้อมกายคารวะ ฉินซู่ไม่ได้แม้แต่จะชายตามองนาง ดังนั้นจนถึงตอนนี้นางก็ยังยืนอยู่
เมื่อได้ยินดังนั้น นางเพียงยิ้มบาง ๆ ยกมือจัดชายกระโปรงอย่างสง่างาม ก่อนนั่งลงด้วยตนเอง
“ที่แท้ซื่อจื่อก็มาที่นี่เพื่อมาถามโทษนี่เอง”
ริมฝีปากแดงของกู้เหลียวเหลียวเผยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนเอ่ยประชด
“หึ ท่านออกไปถามดูสิ พวกโจวเหล่าลิ่ว หลิ่วซาน และเด็กพวกนั้น คนทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้ว่าพวกเขาเคยถูกช่านช่านของบ้านข้าซ้อมมาแล้ว เคยเห็นตระกูลโจวหรือตระกูลหลิ่วมาร้องเรียนถึงบ้านบ้างหรือ? ฝีมือสู้ไม่ได้ ก็เอาแต่ร้องไห้ โวยวาย ขู่จะผูกคอตาย จวนปั๋วจิ้งอันของพวกท่านไม่อายผู้คนบ้างหรือ?”
ตอนนั้นเจิ้นกั๋วกงยังมีชีวิตอยู่ ผู้ใดจะกล้ามาร้องเรียน?
ฉินซู่คิดเช่นนี้อยู่ในใจ แม้ไม่ได้พูดออกมา แต่สีหน้าก็ยิ่งไม่พอใจ
“อาเหลียว เจ้าอย่าไร้เหตุผลนัก จั๋วเอ๋อร์เป็นหลานสาวสายตรงของเจ้า แต่ลั่วเอ๋อร์ก็เป็นน้องชายสายตรงของข้า!”
“จั๋วเอ๋อร์ทำร้ายคน อย่างน้อยก็ควรไปขอโทษเสียหน่อย”
กู้เหลียวเหลียวหัวเราะเย็น
“ไม่มีทาง”
บุตรสาวของตระกูลกู้ เหตุใดต้องก้มหัวให้ผู้อื่นด้วย
ท่าทีไม่ยอมอ่อนข้อของนาง ทำให้ฉินซู่รู้สึกหงุดหงิดจนยากจะระงับ
อาเหลียวรักคนของตน เขาเข้าใจได้
แต่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลกู้ หากรู้จักกาลเทศะจริง ก็ไม่ควรเอาท่านอาของตนออกมารับหน้า ยุยงให้นางไปมีเรื่องกับครอบครัวสามีเพราะตนเอง
“เจ้าจะจ้องเยาเยาทำไม?”
กู้เหลียวเหลียวแค่นหัวเราะ ดวงตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
“นิสัยของฉินลั่วเป็นอย่างไร อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้ คนเสเพลไร้การงาน เอาแต่เสพสุขฟุ่มเฟือย วัน ๆ ก็เที่ยวรังแกชาวบ้าน เขาโดนตีนิดเดียว เจ้าก็รีบวิ่งมาถามโทษ แต่เวลาที่เขาไปทำร้ายคนอื่น เหตุใดไม่เห็นเจ้าพาเขาไปขอขมาถึงบ้านบ้าง?”
นางกล่าวเย้ยหยัน
“เด็กหนุ่มคนนั้นเมื่อเดือนก่อน ได้ยินว่าขาพิการไปแล้วมิใช่หรือ”
“ตอนนั้นพวกเจ้าจัดการอย่างไรนะ...อ้อ ใช่ เหมือนจะให้เงินหนึ่งร้อยตำลึงใช่หรือไม่?”
ฉินลั่วอาศัยอำนาจของจวนปั๋วจิ้งอัน เที่ยวก่อเรื่องชั่วร้ายอยู่ข้างนอกเป็นประจำ
เมื่อเดือนก่อน เขาหมายตาหญิงสาวที่ร้องเพลงอยู่ในโรงน้ำชา ครั้นฉุดนางไม่สำเร็จ ก็ซ้อมพี่ชายของนางจนขาพิการ
ครั้งนั้น ฉินซู่เป็นผู้สั่งพ่อบ้านด้วยตนเอง ให้นำเงินหนึ่งร้อยตำลึงไปยุติเรื่อง
ริมฝีปากแดงของกู้เหลียวเหลียวยกขึ้นเล็กน้อย
“เมื่อมีแบบอย่างอยู่แล้ว ก็ทำตามธรรมเนียมนั้น ฉงฟาง ไปเอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาให้นายหญิงของเจ้า”
ฉงฟางเหลือบมองกู้จือจั๋ว เห็นนางก้มเปลือกตาลงเล็กน้อย จึงหยิบธนบัตรหนึ่งร้อยตำลึงออกมาจากถุงเงิน
กู้เหลียวเหลียวรับธนบัตรมา ก่อนตบลงบนตั่งคนงามดัง “เพียะ”
จากนั้นเชิดคางขึ้น เอ่ยอย่างเย็นชา
“ท่านกลับไปได้แล้ว”
ความโกรธของฉินซู่พลุ่งขึ้นทันที
เขาลุกพรวดขึ้น จ้องนางด้วยความเดือดดาล
“เจ้า!”
กู้เหลียวเหลียวเลิกคิ้ว พลางหัวเราะเย็น
ฉินซู่เดินวนไปมาหลายก้าว เปลวเพลิงแห่งโทสะในใจพร้อมปะทุทุกเมื่อ
เขาฝืนข่มอารมณ์ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“เพราะอาการบาดเจ็บของน้องห้า ท่านแม่ร้องไห้จนเกือบหมดสติ”
แม่นมที่ท่านแม่ส่งมาทวงคำอธิบาย ถูกท่านไท่ฮูหยินแห่งตระกูลกู้ด่ากลับไปเสียยับ
คำพูดเหล่านั้นทำให้ท่านแม่โกรธมาก
ยามกำลังเดือดดาล ถึงกับกล่าวว่า
“หากสะใภ้สกุลกู้ไม่พาหลานสาวมาคุกเข่าขอขมา ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับจวนปั๋วจิ้งอันอีก!”
หากท่านแม่ยังระบายโทสะนี้ไม่ได้ ต่อไปย่อมต้องพาลไปลงที่อาเหลียวแน่นอน
อาเหลียวเองก็เช่นกัน แต่งออกเรือนไปแล้ว ยังเอาแต่เข้าข้างบ้านเดิมทุกเรื่อง ช่างไม่สมควรเลยจริง ๆ
ฉินซู่ยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง แววตาเยียบเย็น
“อย่าลืมเสียว่า ตอนนี้เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลฉิน! หากตระกูลฉินเสียหาย เจ้าก็เสียหายเช่นกัน”
“วันนี้เจ้าจะสะบัดหน้ากลับบ้านเดิมก็ได้ แต่จะอยู่ได้นานเพียงใด ครึ่งวัน? หนึ่งวัน? สองวัน? หรือคิดว่าจะอยู่ที่นี่ไปตลอด ไม่กลับจวนปั๋วจิ้งอันอีกแล้ว?”
คำพูดนี้หนักหน่วงยิ่งนัก
กู้เหลียวเหลียวรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง
“ท่านอาของข้าแซ่กู้! ตระกูลกู้คือบ้านของท่านอา จะอยู่เมื่อใดก็อยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ซื่อจื่อมาห่วง!”
กู้จือจั๋วคล้องแขนกู้เหลียวเหลียวอย่างสนิทสนม ทำลายความเงียบงันอันอึดอัดนั้น
“ได้ยินว่าคุณหนูผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องในจวนของท่านใกล้คลอดแล้ว ท่านอาของข้าอยู่ที่จวนปั๋วจิ้งอันก็คงไม่สะดวก เช่นนั้นก็ไม่กลับไปดีกว่า”
นางเลิกหางตาหงส์ขึ้นเล็กน้อย
เพียงสายตาไหววูบ ก็แผ่รัศมีน่าเกรงขามออกมา
ภายในใจของกู้จือจั๋วราวกับคลื่นมหาสมุทรโหมกระหน่ำ
ไม่ว่าจะพยายามกดไว้เพียงใด ก็ไม่อาจสงบลงได้
ชาติที่แล้ว...
หลังจากพี่ชายของนาง กู้อี่ช่าน ถูกใส่ความว่า “ปราบโจรล้มเหลว หลบหนีเพราะเกรงโทษ”
ใบหน้าของนางก็เน่าเปื่อยจากบาดแผล มีไข้สูงไม่ลด
บุรุษที่บรรลุนิติภาวะในจวนเหลือเพียงท่านอาสาม กู้ไป๋ไป๋
ทว่าขาทั้งสองของเขาพิการ อีกทั้งยังเจ็บออด ๆ แอด ๆ อยู่ตลอด
ท่านอายุ่งจนหัวหมุน ทั้งวิ่งเต้นจัดการเรื่องต่าง ๆ และสืบข่าวของพี่ชาย จึงไม่มีเวลามาดูแลอาหม่าน
ฮูหยินปั๋วจิ้งอันแอบพาอาหม่านไป โดยบอกว่าจะพาไปวัดไท่ชิง
ผลคือ...
อาหม่านหายตัวไป
ไม่กี่วันต่อมา จึงพบร่างของอาหม่านจมน้ำเสียชีวิตในแม่น้ำ
ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางซีดขาวบวมอืดจากการแช่น้ำ
ร่างน้อยเริ่มเน่าเปื่อย มีแมลงวันบินว่อนเต็มไปหมด
สุดท้าย ต้องอาศัยเสื้อผ้าและแม่กุญแจคุ้มภัย จึงยืนยันตัวตนของนางได้
วันเดียวกันนั้นเอง
ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นอนุของฉินซู่ ก็ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง
ฉินซู่หลั่งน้ำตาให้อาหม่านอยู่สองสามหยดก็จริง
แต่บุตรสาวที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก...
จะเทียบกับบุตรชายอ้วนท้วนขาวจ้ำม่ำที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขนได้อย่างไร
ไม่นาน เขาก็ลืมอาหม่านไปจนหมดสิ้น
เพื่อเฉลิมฉลองการกำเนิดบุตรชายคนนี้ จวนปั๋วจิ้งอันทั้งจวนต่างแขวนผ้าแดง แจกจ่ายรางวัลแก่บ่าวไพร่ และจัดงานเลี้ยงครบสามวันหลังคลอดอย่างเอิกเกริก เต็มไปด้วยความยินดีทั่วทั้งจวน.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a44f471982b0b27ca70305e
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a44f4a2dd91aa82ae62fa84
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา