1 ก.ค. เวลา 14:14 • หนังสือ

ร้านหนังสือมินาโตะที่เรารัก

เริ่มต้นเดือนด้วย #ร้านหนังสือมินาโตะที่เรารัก จากสำนักพิมพ์ไดฟุกุ หนังสือเล่มบางๆที่อ่านจบได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งก็ใช้เวลาอ่านไม่นานจริงๆ แต่กว่าจะมีเวลามาเขียนลงก็นานอยู่ 555555 หนังสือเล่มนี้ดูเผินๆเหมือนจะไม่มีอะไรมาก เนื้อหาก็ธรรมดาทั่วไป แต่แปลกที่อ่านแล้วกลับทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจสุดๆ
"โยชิโตะ" ในวัย 14 ปีถูกแม่พาหนีมาโตเกียว ทิ้งพ่อที่ไม่เอาไหนไว้ที่บ้านนอกเพียงลำพัง ชีวิตในเมืองใหญ่บีบให้เขากับแม่ต้องปากกัดตีนถีบเรื่อยมา โยชิโตะคิดมาเสมอว่าพ่อทำให้ชีวิตเขาต้องเป็นแบบนี้ จนในที่สุดเขาก็ไม่เหลือเยื่อใยกับพ่ออีกต่อไป แต่เมื่อเวลาไปราว 38 ปี เขากลับได้รับโทรศัพท์จากตำรวจท้องที่ว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว เขาในฐานะญาติคนสุดท้ายจึงจำเป็นต้องกลับไปจัดการธุระต่างๆให้เสร็จสิ้น แม้ว่าจะไม่อยากไปเลยก็ตาม
ทว่าเมื่อไปถึงบ้านเก่าที่เขาแทบจะจำไม่ได้ สถานที่ที่เขาไม่มีความทรงจำดีๆอะไรเกี่ยวกับมันเลย เขาก็ได้พบกับ "โยโกะ" ผู้หญิงที่ช่วยให้เขาได้เห็นชีวิตอีกด้านหนึ่งของพ่อที่ตนห่างเหิน ท่ามกลางบรรยากาศของงานเทศกาลดังจิริที่กำลังจะมีขึ้น โยชิโตะระลึกได้ว่าแม้พ่อจะไม่เคยแสดงออกว่ารักเขาเลย แต่จริงๆแล้วระหว่างพวกเขาสองคนก็เคยมีช่วงเวลาดีๆร่วมกันอยู่บ้าง และพ่อเองก็คงพยายามใช้ชีวิตของตนได้ดีที่สุดแล้ว
ส่วนตัวมองว่าหนังสือเล่มนี้อ่านยาก ไม่รู้เพราะสำนวนของนักเขียน หรือสำนวนแปลที่มันรู้สึกอ่านแล้วขัดๆ ไม่ลื่นไหล มีความงงๆนิดหน่อย ต้องอ่านทวนหลายรอบ ทั้งที่จริงๆแล้วจังหวะการเล่าเรื่องมันค่อนข้างเรียบง่ายเลยนะ แต่สิ่งที่พอจะหักล้างได้ก็คือความละมุนละไมของสารที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหานี่แหละ
ฉันหมกตัวอยู่ในกะลาของตัวเอง แล้วโทษคนรอบข้างทุกคนที่ทำให้ฉันต้องตกอยู่ในสภาพนั้น
นี่คือเรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตมากับความเจ็บปวด บาดแผลในวัยเด็กทำให้โยชิโตะหมางเมินกับพ่อ แม้กระทั่งตอนรู้ว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ภายนอกอาจจะดูเหมือนว่าเขาตัดขาดจากพ่อได้สมบูรณ์แล้ว แต่จริงๆแล้วโยชิโตะกลับยังคงผูกตัวเองไว้กับภาพของพ่อในอดีตอย่างเหนียวแน่น เขาเอาแต่คิดว่าตัวเองนั้นโชคร้ายและทุกข์ระทมกว่าใครที่เกิดมาเป็นลูกของคนพรรค์นั้น เมื่อโยโกะบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่น่าสงสาร โยชิโตะจึงโกรธจัดจนเผลอพูดจาเสียดสีกลับไป
แต่นั่นกลับยิ่งแสดงให้เห็นว่า เด็กชายโยชิโตะไม่เคยก้าวขาออกจากกะลาที่ครอบตนเองไว้ได้เลย เขาเอาปมในอดีตของตัวเองมาเป็นข้ออ้าง หลงคิดไปว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นได้ เพียงเพราะว่าพื้นฐานชีวิตไม่ดีเหมือนคนอื่น มองว่าใครที่ไม่เห็นด้วยกับความเชื่อนี้ก็คือพวกที่ชีวิตสุขสบาย เลยไม่เข้าใจความลำบากของเขา ทั้งที่จริงแล้วตัวเขาเองก็ไม่เคยพยายามจะทำความเข้าใจเช่นกัน ว่าชีวิตของคนทุกคนต่างก็มีเรื่องที่ทำให้เหนื่อยยากกันทั้งนั้น
ไม่มีใครเข้มแข็งมากพอจะใช้ชีวิตของคนอื่นได้
คนแต่ละคนต่างก็มีบทเรียนชีวิตที่ต้องเผชิญแตกต่างกันไป ไม่มีใครที่จะลำบากไปกว่าใคร และไม่มีใครที่จะสบายไปกว่าใคร หลายครั้งเราอาจจะมองว่าคนบางคนน่าอิจฉาเสียเหลือเกิน มีชีวิตที่ดี การงานมั่นคง การเงินมั่งคั่ง มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ในอีกมุมหนึ่งที่เราไม่รู้ มันก็อาจจะมีใครบางคนที่มองมาที่เราแล้วนึกอิจฉาชีวิตของเราด้วยเหมือนกัน ชีวิตแบบเดียวกับที่เราคิดว่ามันน่าเศร้านั่นแหละ
นั่นเพราะทุกคนต่างก็ต้องรับมือกับความทุกข์ที่มีเพียงแค่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราจึงไม่มีวันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเราต้องผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง ต่อให้จะเป็นคนที่เราเล่าให้เขาฟังหมดทุกเรื่องก็ตาม เพราะฉะนั้นเราจึงควรลองมองชีวิตตัวเองใหม่เหมือนเวลาเรามองชีวิตคนอื่น อย่างที่หนังสือบอกไว้ว่า "การทำให้ชัดเจนไม่ได้หมายความว่าเอาแสงจ้าไปส่องแฉจุดด้อย" เราต้องเลิกเอาแสงสว่างจ้าไปส่องหาตำหนิในชีวิตตัวเอง แล้วมองหาความงามจากภาพรวมที่เรืองรองอยู่ใต้แสงอ่อนๆแทน
เริ่มจากลองเปลี่ยนความคิดที่ว่า "ทำไมฉันถึงโชคร้ายอย่างนี้" ให้เป็น "ฉันเก่งมากเลยที่ผ่านเรื่องทั้งหมดนี้มาได้ พยายามได้ดีแล้วนะ" แทน แล้วเราจะพบว่าจริงๆแล้วชีวิตของเราก็สวยงามไม่ต่างกับคนอื่นเลย เป็นชีวิตในแบบของเราที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ 😉
ใครอยากได้รับกำลังใจให้หายจากวันที่เหนื่อยล้า ลองอ่านเล่มนี้กันดูนะคะ: https://s.shopee.co.th/2BCwe1k3WS
โฆษณา