1 ก.ค. เวลา 23:00 • นิยาย เรื่องสั้น

ฝึกใจให้มีกำลัง

เราไปร่วมกิจกรรม “Death Talk: คุณพร้อมเผชิญกับความตายแล้วหรือยัง” ที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ มา
ก่อนไปเราตกอยู่ในความรู้สึกไม่ชอบชีวิตตัวเองอีกแล้ว! เรามักจะมีความรู้สึกแบบนี้ปีละครั้ง ช่วงเวลาเดิม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเรามักจะเสียดายชีวิตที่ผ่านมาอยู่เรื่อย ๆ เสียดายในสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ หรือสิ่งที่เราเคยทำแล้วมันไม่สำเร็จ ซึ่งมันก็ผ่านมานานมากแล้ว แต่เราก็ยังลืมไม่ได้สักที
ก่อนหน้านี้เวลาได้ยินประโยคที่บอกว่า “วันคืนล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่”
เราก็จะรู้สึกเฉย ๆ แค่ฟังผ่านหู หรืออ่านผ่านตา
แต่พอตอนนี้อายุ 50 แล้ว เราเริ่มรู้สึกว่าเราไม่อยากตายไปพร้อมกับเอาความคิดในอดีตทั้งหมดไปกับเราด้วย แล้วมันก็เหมือนแรงดึงดูดนะ อยู่ดี ๆ เราก็เห็นโพสต์กิจกรรมนี้ในเพจคิลานธรรม โชคดีที่ลงทะเบียนทันและได้มาร่วมกิจกรรม
รูปแบบกิจกรรมเป็นแบบพูดคุยถามตอบสบาย ๆ วิทยากรโดย พระอาจารย์โชติก อภิชาโต เราเคยเรียนภาวนากับท่านทางออนไลน์ 2-3 ครั้ง เมื่อช่วงปี 2565 เพิ่งได้เจอและกราบท่านจริง ๆ ก็ครั้งนี้
เราชอบการเรียนรู้ช่วง “ความปรารถนาก่อนลมหายใจสุดท้าย” ที่สุด เพราะมันเหมือนเราได้ตกผลึกกับตัวเอง และได้มองในมุมที่กว้างขึ้น
พระอาจารย์ท่านชวนเรียนรู้ผ่านการจำลองเหตุการณ์ โดยเลือกบุคคลในชีวิตที่เรารักมาจำนวนหนึ่ง แล้วสมมุติว่าถ้าคนเหล่านั้นต้องจากไปในตอนนี้ เราจะรู้สึกอย่างไร และถ้าเลือกได้ระหว่างตัวเรากับคนที่เรารักที่เหลืออยู่ เราจะเลือกให้ใครจากไปและให้ใครยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเหตุผลใด
บุคคลที่รักที่เราเลือกมาก็คือครอบครัวเรามีแม่, พี่ ๆ และเพื่อนสนิทสองคน และเราเลือกตัวเองให้จากไปก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม เราไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีภาระอะไร
ตอนความปรารถนาก่อนลมหายใจสุดท้ายนี่แหละ ที่เราได้มีเวลาทบทวนว่าตอนนี้บุคคลที่เรารักยังมีชีวิตอยู่กับเราทุกคน เราจะทำอย่างไรกับคนที่เรารักนับจากนี้ เพื่อให้เราไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายในภายหลังเหมือนตอนจำลองสถานการณ์เมื่อครู่นี้
สิ่งที่เราเขียนไว้ว่าจะทำกับเกือบจะทุกคน ก็คือ ‘การพูดดี ๆ และไม่อิจฉา’ เลยทำให้เรามองเห็นว่า “ตัวเราเป็นศัตรูของเราเอง”
ถ้าเราไม่อิจฉา เราก็ไม่ต้องทุกข์ เราเห็นเพื่อนไปเที่ยวทุกอาทิตย์ เราก็อิจฉา เพราะเราไม่ได้ไปไหน และการที่เราพูดไม่ดีกับคนในชีวิตเรา ก็เพราะเราไม่ชอบชีวิตตัวเองไง ทำไมต้องเป็นเราคนเดียวที่ต้องดูแลแม่ รองรับอารมณ์แม่ ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรดี
ทุกอย่างผสมกันจนขุ่นมัวไปหมด จนลืมมองไปว่า บ้านที่เราอยู่ก็เป็นบ้านพี่สาวที่ให้แม่เราอยู่ เราเองก็ไม่ต้องผ่อนไม่ต้องเช่า ไม่ต้องมีภาระกดดันในเรื่องที่อยู่อาศัย
และก่อนที่เพื่อนเราจะได้ใช้ชีวิตท่องเที่ยวแบบนี้ ก็ต้องมีภารกิจชีวิตอยู่นานหลายปี และเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีของเราด้วยนะ ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนและพี่ ๆ ก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดีเลย ไม่ได้ทะเลาะกัน มีแต่ความปรารถนาดีให้กัน ก็มีแต่ใจเรานี่แหละที่ทะเลาะกับตัวเราเอง
พอคิดได้แบบนี้เราก็เลยถือโอกาสถามพระอาจารย์อีกนิดว่า
เราไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี มีแต่สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ต้องทำ แต่ไม่รู้ว่าชอบทำอะไร แต่หลังจากที่กลับมาเขียนขอบคุณอีกครั้ง เรามักเขียนขอบคุณแม่ที่กินอาหารที่เราทำให้ การที่แม่กินอาหารได้ กินนมหมดแก้ว เป็น Small win ในแต่ละวันของเรา
เราเลยคิดว่า เป้าหมายของเราคือ “การทำให้แม่กินอาหารได้ในทุก ๆ วัน แม่จะได้แข็งแรง” แค่นี้ได้ไหม ?
ถามยังไม่ทันจบประโยคดี เสียงเราก็สั่น น้ำตาคลอขึ้นมาอีก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
พระอาจารย์ท่านก็เมตตาตอบว่า
เป้าหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่โยมไม่จำเป็นต้องรอให้สำเร็จก่อนถึงจะภูมิใจ โยมสามารถชื่นชมตัวเองระหว่างทางได้ด้วย ฝึกคิดแบบนี้เพื่อให้ใจเรามีกำลังขึ้นมา “ความภูมิใจไม่ใช่แค่ตรงที่ทำสำเร็จ” โยมคิดเมนูอาหารเอง ลงมือทำเอง ในกระบวนการนี้ เรามีความภูมิใจได้เลย เพราะเราทำด้วยความรัก ความเมตตาที่มีต่อแม่ของเรา
ฟังคำตอบของพระอาจารย์แล้ว เรารู้สึกมีเรี่ยวแรงกำลังขึ้นมาเลย
“ใจมีกำลัง” ใช่เลย! ฟังแล้วปิ๊งมาก!
เราเป็นคนที่ไม่มีกำลังใจอยู่บ่อย ๆ ไม่ค่อยมีแรงสร้างกำลังใจขึ้นมาเอง อยากได้กำลังใจจากผู้อื่นอยู่ตลอด คำตอบของพระอาจารย์ทำให้เราเข้าใจเลย ทำให้ใจมีกำลังมาก ๆ พอใจมีกำลัง เราก็มีกำลังใจใช้ชีวิตของเราไปเอง
ก่อนจบกิจกรรมเรายังบอกกับพระอาจารย์ว่าเราจะกลับมาฝึกยิ้มและฝึกเมตตาภาวนาอีกครั้ง เริ่มจากยิ้มให้ตัวเองและเมตตาตัวเองให้มากขึ้นก่อนเลย เพราะถ้าปรับที่ตัวเราได้ไม่เป็นศัตรูกับตัวเอง เราก็คงไม่รู้สึกไม่ชอบชีวิตตัวเอง และใช้ชีวิตของเราไปได้สบาย ๆ เลย
ฝึกใจให้มีกำลัง และมีกำลังใจใช้ชีวิต จนถึงก่อนลมหายใจสุดท้าย
โฆษณา