2 ก.ค. เวลา 04:20 • หุ้น & เศรษฐกิจ

"ไทยช่วยไทยพลัส" หนุน ภาคอุตฯ ลดผลกระทบเชิงลบ จากแรงกดดันตะวันออกกลาง

"ไทยช่วยไทยพลัส" หนุน ภาคอุตฯ ลดผลกระทบเชิงลบ จากแรงกดดันตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกับต้นทุนผลิต เงินเฟ้อ โดยดัชนี MPI พ.ค. หดตัว 0.80% กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64%
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัวร้อยละ 0.80 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 59.64 จากแรงกดดันของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง สถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับลดลง
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
แต่ภาคอุตสาหกรรมยังมีแรงสนับสนุนจากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาขยายตัว ประเมินโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีส่วนช่วยลดผลกระทบเชิงลบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง คาดเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณร้อยละ 1.3–1.6
โดยนายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัวร้อยละ 0.80 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 59.64 สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัวร้อยละ 8.68 จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว
ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเสริมกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป รวมถึงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาขยายตัว ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง กุ้งแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง และรองเท้าผ้าใบ
“สศอ. ได้วิเคราะห์ผลกระทบของโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยใช้เครื่องมือฐานข้อมูลบัญชีเมตริกส์สังคม (Social Accounting Matrix : SAM) พบว่า โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยเพิ่มแรงหนุนต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรม และลดผลกระทบเชิงลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในกรณีที่สถานการณ์ยังยืดเยื้อ โครงการจะช่วยเพิ่มผลต่อ
GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณร้อยละ 1.3 และหากสถานการณ์คลี่คลายจะช่วยเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณร้อยละ 1.6 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย และบรรจุภัณฑ์ ซึ่ง สศอ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเสนอแนวทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัว และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง” นายศุภกิจ กล่าว
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278717
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา