2 ก.ค. เวลา 05:08 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ

Trogir… เมืองเล็กบนเกาะ ที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์กว่า 2,300 ปีไว้ได้อย่างงดงาม
ยินดีต้อนรับสู่ Trogir (โตรกีร์) เมืองเล็กริมทะเลเอเดรียติกของโครเอเชีย ที่แม้จะมีพื้นที่เพียงไม่กี่ช่วงถนน แต่กลับอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO
เมืองเก่าแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ระหว่างแผ่นดินใหญ่กับเกาะ Čiovo โดยมีสะพานสั้น ๆ เชื่อมต่อถึงกัน
ความพิเศษของ Trogir ไม่ได้อยู่เพียงความงดงามของบ้านเรือนหินและตรอกซอกซอยอันมีเสน่ห์ หากแต่อยู่ที่การเป็นเมืองซึ่งสามารถรักษาผังเมืองดั้งเดิมและมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 2,300 ปีได้อย่างสมบูรณ์
ประวัติศาสตร์ของเมืองเริ่มต้นขึ้นราวศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เมื่อชาวกรีกจากอาณานิคมบนเกาะ Vis เดินเรือมาตั้งถิ่นฐาน และเรียกเมืองแห่งนี้ว่า Tragurion ซึ่งเชื่อกันว่ามีความหมายว่า “เมืองแห่งแพะ” หรือ “เกาะแห่งแพะภูเขา” ตามภาษากรีกโบราณ
เมื่ออำนาจของกรีกเสื่อมลง จักรวรรดิโรมันได้เข้ามาปกครองและเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Tragurium พร้อมพัฒนาให้เป็นเมืองท่าสำคัญของชายฝั่งดัลมาเชีย เมืองแห่งนี้ยังได้รับการยกฐานะเป็นเมืองสังฆมณฑล และอยู่ภายใต้การดูแลของอาร์ชบิชอปแห่งสปลิต ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญทั้งในด้านการค้าและศาสนาในยุคโรมัน
หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิไบแซนไทน์และราชอาณาจักรโครเอเชีย-ฮังการี ก่อนที่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจะมาถึงในปี ค.ศ. 1420 เมื่อ สาธารณรัฐเวนิส (Republic of Venice) เข้ายึดครองเมือง และปกครองต่อเนื่องยาวนานเกือบ 400 ปี
ช่วงเวลาภายใต้การปกครองของเวนิสถือเป็น ยุคทองของ Trogir อย่างแท้จริง เมืองได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของทะเลเอเดรียติก
ความมั่งคั่งที่หลั่งไหลเข้ามาก่อให้เกิดการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรมจำนวนมาก โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะเวนิสในยุคโกธิก เรอเนสซองส์ และบารอก อาคาร บ้านเรือน พระราชวัง และโบสถ์ที่เห็นอยู่ทั่วเมืองในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นหรือได้รับการบูรณะในช่วงยุคแห่งความรุ่งเรืองนี้
เมื่อสาธารณรัฐเวนิสล่มสลายในปี ค.ศ. 1797 Trogir จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์กแห่งจักรวรรดิออสเตรีย เช่นเดียวกับเมืองสำคัญอื่น ๆ ในแคว้นดัลมาเชีย
ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมืองแห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย และหลังการล่มสลายของยูโกสลาเวีย โครเอเชียได้ประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1991 ส่งผลให้ Trogir กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโครเอเชียมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ในปี ค.ศ. 1997 UNESCO ได้ขึ้นทะเบียน Historic City of Trogir เป็นมรดกโลก
โดยยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองยุคกลางในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ที่ยังคงรักษาผังเมืองดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมสะท้อนพัฒนาการของศิลปะและสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคกรีก โรมัน โรมาเนสก์ โกธิก เรอเนสซองส์ จนถึงบารอก ได้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่เดียว
แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ บนเกาะกลางทะเล แต่ Trogir กลับซ่อนเรื่องราวของอารยธรรมยุโรปไว้แทบทุกยุคทุกสมัย การเดินอยู่บนถนนหินแต่ละสาย จึงไม่ต่างจากการเดินย้อนเวลากลับไปสัมผัสประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ซึ่งยังคงหายใจอยู่ท่ามกลางกำแพงหิน อาคารโบราณ และเสียงคลื่นของทะเลเอเดรียติก
และเมื่อทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ของเมืองแล้ว ก็ได้เวลาพาเดินเข้าสู่หัวใจของ Trogir เพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่ทำให้เมืองเล็กแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัญมณีล้ำค่าที่สุดของชายฝั่งดัลมาเชีย
เริ่มต้นจาก มหาวิหารเซนต์ลอว์เรนซ์ (Cathedral of St. Lawrence) ศูนย์รวมศรัทธาและผลงานชิ้นเอกแห่งศิลปะโรมาเนสก์ ก่อนจะเดินต่อไปยังจัตุรัสกลางเมือง อาคารราชการโบราณ พระราชวัง และป้อมปราการริมทะเล ซึ่งล้วนเป็นบทต่อไปของเรื่องราวอันยาวนานกว่า 2,300 ปีของเมืองแห่งนี้
โฆษณา