2 ก.ค. เวลา 08:47 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ

Balkan ในความทรงจำ (24).. Croatia: Trogir: St. Lawrence Cathedral
“มหากาพย์แห่งศรัทธาที่สลักไว้บนหิน และวิวที่งดงามที่สุดเหนือเมืองโตรกีร์”
ใจกลางเมืองเก่า Trogir มีอาคารหินสีขาวหลังหนึ่งยืนตระหง่านอยู่เหนือจัตุรัสหลักมานานกว่าสิบศตวรรษ ผู้คนที่นี่เรียกกันว่า Katedrala Sv. Lovre หรือมหาวิหารเซนต์ลอว์เรนซ์
มหาวิหารที่ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวเมือง หากยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของชายฝั่งดัลเมเชีย
เมื่อเดินมาถึงลานหน้ามหาวิหาร สิ่งแรกที่สะดุดตาคือหอระฆังสูงสง่าที่มองเห็นได้จากแทบทุกมุมของเมือง ราวกับเป็นเข็มทิศที่คอยบอกตำแหน่งของเมืองโบราณแห่งนี้มาตลอดหลายร้อยปี
แต่ความงดงามของมหาวิหารไม่ได้อยู่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก หากซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ต้องใช้เวลาเดินชมอย่างช้า ๆ จึงจะสัมผัสได้
มหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1213 บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นวิหารเก่าที่ถูกทำลายจากการรุกรานของพวกซาราเซน การก่อสร้างดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 400 ปี ก่อนจะแล้วเสร็จในช่วงศตวรรษที่ 17
นั่นทำให้อาคารเพียงหลังเดียว กลายเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะยุโรป
ฐานอาคารยังคงความหนักแน่นแบบ Romanesque ซุ้มโค้งและหน้าต่างเริ่มเผยให้เห็นความอ่อนช้อยของ Gothic
ขณะที่รายละเอียดหลายส่วนภายในได้รับอิทธิพลจากศิลปะ Renaissance และ Baroque อย่างกลมกลืน ราวกับเวลาหลายศตวรรษค่อย ๆ ซ้อนทับกันอยู่ในอาคารเดียว
หนังสือหินที่ชื่อว่า Radovan’s Portal
ก่อนก้าวเข้าสู่ตัวมหาวิหาร นักท่องเที่ยวแทบทุกคนจะหยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าด้านตะวันตก
นี่คือ Radovan’s Portal ผลงานชิ้นเอกของประติมากร Master Radovan ที่สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1240 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานประติมากรรมหินแบบโรมาเนสก์ที่งดงามที่สุดของยุโรปตะวันออก
ทุกตารางนิ้วของซุ้มประตูเต็มไปด้วยเรื่องราวจากพระคัมภีร์ ชีวิตประจำวันของผู้คน จักรราศี สัตว์ในตำนาน และลวดลายพรรณพฤกษาที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต
สิงโตหินสองตัวที่ฐานเสาแบกรับรูปสลักของอาดัมและอีฟ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตมนุษย์ ขณะที่ซุ้มโค้งด้านบนบอกเล่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซูอย่างมีชีวิตชีวา
ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่ออก งานแกะสลักเหล่านี้เปรียบเสมือน “พระคัมภีร์ที่เขียนด้วยหิน”
ความสงบภายในกำแพงหิน
เมื่อผลักบานประตูเข้าไป โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและเสียงพูดคุยค่อย ๆ เลือนหาย
ภายในมหาวิหารเย็น สงบ และขรึมตามแบบโบสถ์ยุคกลาง
เพดานโค้งสูงรับกับเสาหินขนาดใหญ่ แสงธรรมชาติส่องลอดผ่านหน้าต่างวงกลมและกระจกสี ตกกระทบพื้นหินเป็นลำแสงอ่อน ๆ เพิ่มบรรยากาศแห่งความสงบและศักดิ์สิทธิ์
ธรรมาสน์หินอ่อนอายุกว่าเจ็ดร้อยปี ยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม เช่นเดียวกับแท่นบูชาหลักที่มีซุ้มหินสไตล์โรมาเนสก์ครอบอยู่เหนือพระแท่น เป็นหัวใจของพิธีกรรมทางศาสนามาตลอดหลายศตวรรษ
เหนือศีรษะ แขวนไม้กางเขนประดับสีสันงดงามและโคมไฟเหล็กโบราณที่ดูเรียบง่าย แต่กลับช่วยเติมความขรึมให้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้อย่างลงตัว
ห้องเล็กที่เป็นผลงานชิ้นเอกของยุคเรอเนสซองส์
มุมหนึ่งของมหาวิหารคือ Chapel of St. John of Trogir ห้องสวดมนต์ขนาดไม่ใหญ่ แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองส์ที่สมบูรณ์ที่สุดของภูมิภาคดัลเมเชีย
ภายในประดิษฐานโลงหินของนักบุญจอห์น ผู้เป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเมือง รายล้อมด้วยประติมากรรมหินอ่อนขนาดเท่าคนจริง เหล่าเทวดา และลวดลายสลักที่ละเอียดจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการใช้เพียงสิ่วและค้อนเมื่อกว่าห้าร้อยปีก่อน
ส่วนห้องศีลจุ่ม (Baptistery) ก็สะท้อนความงดงามของศิลปะเรอเนสซองส์เช่นกัน ทั้งเพดานแบบ Coffered Ceiling อ่างศีลจุ่มหินแกะสลัก และลวดลาย Putti ที่ประดับอยู่รอบห้อง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของช่างแกะสลักในยุคนั้น
บันไดสู่ท้องฟ้า
สำหรับผู้ที่ร่างกายพร้อม การขึ้นหอระฆังคือประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด
ช่วงแรกเป็นบันไดหินแคบ ๆ ที่วนขึ้นภายในตัวหอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบันไดเหล็กโปร่งซึ่งมองเห็นพื้นด้านล่างได้ตลอดทาง
ยิ่งสูงขึ้น ลมทะเลก็เริ่มพัดแรงขึ้น ขณะที่ช่องหน้าต่างหินโบราณค่อย ๆ เปิดมุมมองของเมืองให้กว้างขึ้นทีละน้อย
แม้จะมีช่วงที่ต้องเดินผ่านบันไดเหล็กแคบ ๆ และอาจทำให้หลายคนรู้สึกหวาดเสียวอยู่บ้าง แต่เมื่อก้าวพ้นขั้นสุดท้าย ความเหนื่อยทั้งหมดก็หายไปในทันที
Trogir จากมุมที่สวยที่สุด
เบื้องล่างคือหลังคากระเบื้องดินเผาสีส้มที่เรียงตัวแน่นไปทั่วเมืองเก่า
ตรอกหินแคบ ๆ ที่เมื่อครู่เพิ่งเดินผ่านมา บัดนี้กลายเป็นเส้นสายเล็ก ๆ ระหว่างอาคารหินสีขาว
จัตุรัสกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน ร้านกาแฟ และหอนาฬิกาเก่าแก่ ดูสงบราวกับภาพจำลองขนาดย่อส่วน
เมื่อทอดสายตาออกไปไกลกว่าเขตกำแพงเมือง จะเห็นผืนน้ำสีฟ้าใสของทะเลเอเดรียติกโอบล้อมเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ไว้ เรือยอชต์นับร้อยลำจอดเรียงรายอยู่ในท่าเรืออย่างเป็นระเบียบ ขณะที่สะพานทอดยาวเชื่อมเกาะกับแผ่นดินใหญ่
ไกลออกไปคือแนวเทือกเขาหินปูนของชายฝั่งดัลเมเชีย สีเทาอ่อนตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มอย่างงดงาม
จากมุมสูงนี้จึงมองเห็นได้ชัดว่า เมืองโตรกีร์ไม่ได้เติบโตอย่างไร้ทิศทาง หากค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นรอบมหาวิหารแห่งนี้มาตลอดหลายร้อยปี
หอระฆังจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดชมวิว หากเป็นสถานที่ที่ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ผู้คน ศรัทธา และทะเล ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
เมื่อเดินลงจากหอระฆังและหันกลับไปมองมหาวิหารอีกครั้ง ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อาคารหินสีขาวหลังนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หากเป็นหลักฐานของศรัทธาที่ผู้คนหลายชั่วอายุคนร่วมกันสร้างขึ้นทีละก้อนหิน ใช้เวลากว่าสี่ศตวรรษจึงแล้วเสร็จ และยังคงยืนหยัดเป็นหัวใจของเมืองมรดกโลกแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับเราแล้ว การมาเยือนมหาวิหารเซนต์ลอว์เรนซ์ ไม่ใช่เพียงการได้ชมสถาปัตยกรรมอันงดงาม
… แต่คือการได้เห็นว่า เวลาหลายร้อยปีสามารถถูกถ่ายทอดผ่านหินทุกก้อน งานแกะสลักทุกชิ้น และทิวทัศน์ที่ทอดออกไปจากยอดหอระฆัง จนกลายเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุดบทหนึ่งของการเดินทางในโครเอเชียค่ะ
โฆษณา