2 ก.ค. เวลา 13:15 • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ Breaking: จ้างงานสหรัฐเดือนมิถุนายนแผ่วเหลือ 57,000 ตำแหน่ง แถมปรับลดตัวเลขย้อนหลังอีก 74,000 ตลาดแรงงานกำลังส่งสัญญาณอะไรให้เราฟัง

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมสรุปรายงานการจ้างงานสหรัฐ (The Employment Situation) ประจำเดือนมิถุนายน 2026 ที่สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ หรือ BLS เพิ่งประกาศออกมาสดๆ ร้อนๆ วันนี้เลยค่ะ
รายงานฉบับนี้คือหนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจที่ตลาดทั้งโลกรอดูมากที่สุดในแต่ละเดือน เพราะมันบอกสุขภาพของตลาดแรงงานอเมริกา ซึ่งเชื่อมโยงตรงไปถึงการตัดสินใจดอกเบี้ยของ Fed และทิศทางของสินทรัพย์แทบทุกประเภท รอบนี้ตัวเลขพาดหัวออกมาว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดพอสมควร ส่วนอัตราการว่างงานขยับลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2%
ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่พอนิคกี้แกะไส้ในทีละชั้น จะเห็นว่ามีรายละเอียดที่น่าคิดซ่อนอยู่เยอะมากค่ะ
📊 ภาพใหญ่: จ้างงาน +57,000 ตำแหน่ง ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่แผ่วมาก
BLS รายงานว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งทาง BLS เองใช้คำว่า "changed little" หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ และที่สำคัญคือตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงรายเดือนในช่วง 12 เดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่เพียง +36,000 ตำแหน่งต่อเดือนเท่านั้น ลองคิดดูนะคะ ตลาดแรงงานอเมริกาที่เคยสร้างงานเดือนละสองสามแสนตำแหน่งในช่วงหลังโควิด ตอนนี้เหลือค่าเฉลี่ยแค่หลักสามหมื่นกว่า นี่คือภาพของตลาดแรงงานที่เย็นตัวลงอย่างชัดเจนแล้วค่ะ
มุมมองแรกจากทีม Bloomberg ก็สอดคล้องกันค่ะ Cécile Daurat บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจ ส่งต่อบทวิเคราะห์แรกของทีมข่าวว่า การชะลอตัวของการจ้างงานรอบนี้ถูกนำโดยการหดตัวของกลุ่มสันทนาการและการโรงแรมที่ "รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020" ขณะที่ค้าปลีกและกลุ่มสารสนเทศก็ลดการจ้างงานเช่นกัน โดยมีเพียง Health Care และสงเคราะห์สังคมที่ยังจ้างงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง พาดหัวของ Bloomberg เองก็สรุปโทนไว้ชัดว่าการจ้างงานสหรัฐชะลอตัวลงแรงจนบั่นทอนโมเมนตัมของตลาดแรงงานที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้าค่ะ
ถ้าแยกดูองค์ประกอบ ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 49,000 ตำแหน่ง โดยฝั่งภาคการผลิตสินค้า (Goods-producing) บวก 10,000 ตำแหน่ง มาจากก่อสร้าง +11,000 และการผลิต (Manufacturing) +3,000 ขณะที่เหมืองแร่และป่าไม้ลดลง 4,000 ตำแหน่ง ส่วนภาคบริการเอกชนเพิ่มขึ้น 39,000 ตำแหน่ง และภาครัฐบวกเพียง 8,000 ตำแหน่งค่ะ
ที่นิคกี้อยากชี้ให้ดูเป็นพิเศษคือ Diffusion Index ของภาคเอกชนซึ่งวัดว่าอุตสาหกรรมกี่เปอร์เซ็นต์ที่จ้างงานเพิ่ม อยู่ที่ 54.4 จาก 250 อุตสาหกรรม แปลว่าการจ้างงานยังกระจายตัวแบบก้ำกึ่ง ไม่ได้แข็งแรงทั่วทั้งกระดาน โดยการเติบโตกระจุกอยู่ในไม่กี่กลุ่มเท่านั้นค่ะ
💡 แต่ช้าก่อน… 57,000 อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะมันคือระดับ Breakeven พอดี
ก่อนจะรีบตีความว่าตลาดแรงงานพัง นิคกี้อยากให้ฟังมุมมองที่ถ่วงดุลจากทีม Bloomberg ก่อนค่ะ Enda Curran นักข่าวสาย Fed และเศรษฐกิจของ Bloomberg ให้ความเห็นว่าตัวเลข 57,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายนต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้มากก็จริง แต่มันน่าจะยังอยู่เหนือระดับ Breakeven Rate ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ประเมิน ดังนั้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นี่ยังถือเป็นตัวเลขที่ solid อยู่ค่ะ
แล้ว Breakeven Rate คืออะไร? Chris Anstey บรรณาธิการอาวุโสของ Bloomberg ขยายความในจุดที่นิคกี้ชอบมากค่ะ เขาอธิบายว่า Breakeven Rate คือระดับการจ้างงานที่จำเป็นต้องมีในแต่ละเดือน เพื่อ "ดูดซับ" ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ (New Entrants) ให้พอดี และตัวเลข +57,000 ที่ออกมานั้นอยู่ประมาณระดับที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็น Breakeven พอดีเป๊ะ
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดงานย่ำแย่เสมอไป เพียงแต่เป็นตลาดงานที่ "ช้าลงกว่าเดือนก่อนๆ" เท่านั้นค่ะ นิคกี้มองว่านี่คือเลนส์สำคัญในการอ่านตัวเลขรอบนี้ เพราะเมื่อกำลังแรงงานโตช้าลง ตัวเลขจ้างงานที่ต้องการเพื่อรักษาสมดุลก็ต่ำลงตามไปด้วย ตัวเลขห้าหมื่นกว่าในวันนี้จึงไม่ได้มีความหมายเดียวกับตัวเลขห้าหมื่นเมื่อหลายปีก่อนนะคะ
📉 ปรับลดตัวเลขย้อนหลังอีกแล้ว: เมษายนกับพฤษภาคมหายไปรวม 74,000 ตำแหน่ง
ประเด็นที่นิคกี้มองว่าสำคัญไม่แพ้ตัวเลขเดือนล่าสุดคือการ Revision หรือการปรับปรุงตัวเลขย้อนหลังค่ะ รอบนี้ BLS ปรับลดตัวเลขเดือนเมษายนลง 31,000 ตำแหน่ง จากเดิม +179,000 เหลือ +148,000 และปรับลดเดือนพฤษภาคมลงอีก 43,000 ตำแหน่ง จากเดิม +172,000 เหลือ +129,000 รวมสองเดือนหายไป 74,000 ตำแหน่งจากที่เคยรายงานไว้ค่ะ
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะแพทเทิร์นของการปรับลดย้อนหลังซ้ำๆ แบบนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่โมเมนตัมของตลาดแรงงานกำลังอ่อนแรงลงค่ะ ข้อมูลชุดแรกที่ประกาศมักดูดีกว่าความเป็นจริง แล้วพอรายงานจากบริษัทต่างๆ ทยอยเข้ามาครบและมีการคำนวณ Seasonal Factor ใหม่ ตัวเลขจริงถึงโผล่ออกมาว่าอ่อนกว่าที่คิด
ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Enda Curran ที่พูดสรุปได้โดนใจนิคกี้มากว่า ก่อนหน้านี้ตลาดถูกเตรียมใจให้รับมือกับความผันผวนแบบ Whiplash ของข้อมูลเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ทรุดตัวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือน Narrative ของตลาดแรงงานเองก็กำลังจะถูก "แก้บท" ใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะมีพลวัตหลายตัวที่ขัดแย้งกันเองกำลังทำงานอยู่ในเศรษฐกิจตอนนี้ค่ะ
🚀 บริการวิชาชีพยังจ้างแรงสวนกระแส AI — และเซอร์ไพรส์เล็กๆ จากภาคการผลิต
เจาะลึกรายอุตสาหกรรมกันบ้างค่ะ กลุ่มที่ยังคงเป็นพระเอกของรายงานเดือนนี้มีสามกลุ่มหลัก เริ่มจากบริการวิชาชีพและธุรกิจ (Professional and Business Services) ที่เพิ่มขึ้น 36,000 ตำแหน่ง และถ้านับตั้งแต่จุดต่ำสุดรอบล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 กลุ่มนี้จ้างงานเพิ่มมาแล้วรวม 172,000 ตำแหน่ง ถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวที่ต่อเนื่องพอสมควร
โดยในเดือนนี้มีแรงหนุนจาก Temporary Help Services หรือการจ้างงานชั่วคราวที่บวก 9,300 ตำแหน่งด้วยค่ะ ซึ่งน่าสนใจตรงที่การจ้างงานชั่วคราวมักถูกมองเป็น Leading Indicator (ดัชนีชี้นำ) ของความต้องการแรงงานในอนาคต
ประเด็นที่ Enda Curran หยิบขึ้นมาแล้วนิคกี้ต้องขอปรบมือให้คือมุมของ AI ค่ะ เขาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องน่าสนใจมากที่กลุ่มบริการวิชาชีพและธุรกิจยังคงจ้างงานได้แข็งแกร่งขนาดนี้ "ทั้งที่ AI กำลังถูก Rollout เข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง" เพราะถ้าว่ากันตามความกลัวกระแสหลัก งานกลุ่ม White Collar อย่างที่ปรึกษา นักกฎหมาย นักบัญชี ควรจะเป็นด่านแรกๆ ที่โดน AI แทนที่ แต่ข้อมูลจริงกลับบอกว่ากลุ่มนี้เพิ่มงานมาแล้ว 172,000 ตำแหน่งใน 8 เดือน
นิคกี้มองว่านี่คือ Data Point สำคัญสำหรับดีเบตเรื่อง AI กับตลาดแรงงานที่ทุกคนถกกันอยู่ตอนนี้เลยค่ะ อย่างน้อยจนถึงวันนี้ ตัวเลขมหภาคยังไม่ยืนยันภาพ AI ล้างงานออฟฟิศแบบที่หลายคนกลัวนะคะ
อีกจุดที่ Enda ชี้ไว้และมีนัยทางการเมืองสูงคือภาคการผลิตค่ะ Manufacturing ซึ่งเป็นเซกเตอร์ที่อ่อนไหวทางการเมือง (Politically Sensitive) ของสหรัฐมาโดยตลอด เดือนนี้จ้างงานเพิ่ม 3,000 ตำแหน่ง ตัวเลขอาจดูจิ๋ว แต่เขามองว่าเป็นผลลัพธ์ที่ solid ทีเดียว หลังจากที่เซกเตอร์นี้สูญเสียงานติดต่อกันมาหลายเดือนค่ะ ถ้าย้อนดูข้อมูลในรายงานก็สอดคล้องกัน เพราะเดือนเมษายนกับพฤษภาคมภาคการผลิตติดลบ 1,000 และ 2,000 ตำแหน่งตามลำดับ การพลิกกลับมาบวกได้เดือนนี้จึงพอเป็นแสงสว่างเล็กๆ ได้ค่ะ
กลุ่มที่สองที่ยังแข็งแรงคือสงเคราะห์สังคม (Social Assistance) เพิ่มขึ้น 25,000 ตำแหน่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12 เดือนก่อนหน้าที่ +16,000 ต่อเดือน โดยแรงขับหลักมาจากบริการดูแลบุคคลและครอบครัว (Individual and Family Services) ที่เพิ่มขึ้น 17,000 ตำแหน่ง และกลุ่มที่สามคือ Health Care หรือการดูแลสุขภาพ เพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง โดยโรงพยาบาลจ้างเพิ่ม 9,000 ตำแหน่ง
แต่จุดที่นิคกี้อยากให้สังเกตคือ ตัวเลขนี้ช้าลงชัดเจนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 12 เดือนก่อนหน้าที่เคยเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 38,000 ตำแหน่งค่ะ Health Care คือเสาหลักที่แบกตลาดแรงงานสหรัฐมาตลอดหลายปีหลัง ถ้าเสาต้นนี้เริ่มแผ่วลงเหลือแค่ครึ่งเดียวของค่าเฉลี่ย คำถามคือแล้วอะไรจะมาเป็นเครื่องยนต์ตัวถัดไป
🔻 Leisure and Hospitality ช็อกตลาด: หายไป 61,000 ตำแหน่ง — "World Cup Effect" ที่ไม่มาตามนัด
ด้านลบที่เด่นที่สุดของรายงานฉบับนี้คือกลุ่มสันทนาการและการโรงแรม (Leisure and Hospitality) ที่จ้างงานลดลงถึง 61,000 ตำแหน่ง ซึ่งตามบทวิเคราะห์แรกของทีม Bloomberg นี่คือการหดตัวรายเดือนที่แรงที่สุดของกลุ่มนี้นับตั้งแต่ปี 2020 หรือตั้งแต่ยุคโควิดเลยทีเดียวค่ะ
BLS อธิบายว่าสาเหตุมาจากการจ้างงานตามฤดูกาลช่วงซัมเมอร์ที่อ่อนแอกว่าปกติ (weaker than usual seasonal hiring) พูดง่ายๆ คือปกติหน้าร้อนธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม สวนสนุก จะจ้างคนเพิ่มกันคึกคัก แต่ปีนี้จ้างน้อยกว่าแพทเทิร์นเดิมมาก พอผ่านการปรับฤดูกาล (Seasonal Adjustment) ตัวเลขเลยออกมาติดลบหนักค่ะ
จุดนี้ Enda Curran แซวไว้อย่างเจ็บแสบว่า "So much for the World Cup effect" ค่ะ เพราะช่วงก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดหวังว่าฟุตบอลโลกที่สหรัฐเป็นเจ้าภาพร่วมในซัมเมอร์นี้จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานภาคท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหารให้คึกคักเป็นพิเศษ แต่พอเปิดตัวเลขจริงจาก BLS กลับกลายเป็นการจ้างงานตามฤดูกาลที่อ่อนแอกว่าปกติเสียอย่างนั้น ความคาดหวังกับความจริงช่างสวนทางกันจนน่าตกใจใช่ไหมคะ และถ้ามองภาพทั้งปี 2026 จนถึงตอนนี้ การจ้างงานของกลุ่มนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงสุทธิเลยด้วยค่ะ
เมื่อลงไปดูไส้ใน การลดลงกระจุกอยู่ที่ฝั่งที่พักและบริการอาหาร โดยร้านอาหารและสถานบันเทิง (Food Services and Drinking Places) ลดลง 32,900 ตำแหน่ง และที่พักแรม (Accommodation) ลดลง 21,700 ตำแหน่งค่ะ กลุ่มนี้คือกระจกสะท้อนการใช้จ่ายภาคบริการของผู้บริโภคอเมริกันโดยตรง เมื่อธุรกิจไม่กล้าจ้างคนรับซัมเมอร์เต็มที่ แม้กระทั่งในปีที่มีอีเวนต์ระดับโลกอยู่ในประเทศ มันกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อดีมานด์ข้างหน้าค่ะ
ส่วนอุตสาหกรรมใหญ่อื่นๆ ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่และน้ำมัน ก่อสร้าง ค้าส่ง ขนส่งและคลังสินค้า การเงิน บริการอื่น ๆ และภาครัฐ BLS ระบุว่าเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนนี้ค่ะ โดยมีจุดที่ทีม Bloomberg หยิบมาเน้นเช่นกันคือกลุ่ม Information ที่ลดลง 9,000 ตำแหน่ง และค้าปลีกที่ลดลง 7,500 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นสองเซกเตอร์ที่ถูกระบุชื่อในบทวิเคราะห์แรกว่าร่วมกัน Shed Jobs ในเดือนนี้ด้วยค่ะ
🏦 ฝั่งครัวเรือน: ว่างงาน 4.2% ดูดีขึ้น แต่เบื้องหลังคือคนออกจากตลาดแรงงาน
ทีนี้มาดูอีกด้านของรายงานกันค่ะ ซึ่งก็คือผลสำรวจครัวเรือน (Household Survey) ที่ใช้คำนวณอัตราการว่างงาน เดือนมิถุนายนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.2% ลดลงจาก 4.3% ในเดือนพฤษภาคม และจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 7.1 ล้านคน ลดลง 213,000 คน ฟังดูเป็นข่าวดีใช่ไหมคะ แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ นิคกี้อยากให้ดูตัวเลขข้างๆ ประกอบด้วย
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ลดลงถึง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ จาก 61.8% มาอยู่ที่ 61.5% และสัดส่วนการจ้างงานต่อประชากร (Employment-Population Ratio) ก็ขยับลง 0.2 จุด มาอยู่ที่ 59.0% ค่ะ กำลังแรงงานโดยรวมหดตัวลงถึง 720,000 คนในเดือนเดียว จำนวนผู้มีงานทำลดลง 507,000 คน ขณะที่คนที่อยู่นอกกำลังแรงงานเพิ่มขึ้น 832,000 คน มาอยู่ที่ 105.8 ล้านคน
จุดนี้ทีม Bloomberg ก็ตาไวไม่แพ้กันค่ะ Chris Anstey ชี้ทันทีหลังตัวเลขออกว่า Participation Rate ที่หดตัวแรงจาก 61.8% ลงมา 61.5% นี่แหละที่อาจอธิบายได้ว่าทำไมอัตราการว่างงานถึงลดลง เพราะดูเหมือนผู้คนจะ "ออกจากกำลังแรงงาน" ไปเลย และ Enda Curran ก็ย้ำประเด็นเดียวกันว่าการที่อัตราว่างงานขยับลงรอบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับ Participation Rate ที่ร่วง 0.3 จุด เป็นเรื่อง Notable ที่มองข้ามไม่ได้ค่ะ
แปลเป็นภาษาคนทั่วไปคือ อัตราการว่างงานที่ลดลงรอบนี้ไม่ได้เกิดจากคนตกงานหางานได้มากขึ้นเป็นหลัก แต่ส่วนสำคัญมาจากการที่คนจำนวนมากเดินออกจากตลาดแรงงาน เพราะคนที่ไม่ได้หางานอยู่จะไม่ถูกนับเป็นผู้ว่างงานตามนิยาม ตัวหารเล็กลง อัตราส่วนเลยดูดีขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์มืออาชีพถึงไม่ดูอัตราการว่างงานโดดๆ แต่ต้องดู Participation Rate ประกบเสมอค่ะ
⚠️ ว่างงานระยะยาวยังค้างสูง: 1.9 ล้านคน คิดเป็น 27.3% ของผู้ว่างงานทั้งหมด
อีกจุดที่นิคกี้ติดตามมาตลอดและอยากให้ทุกคนจับตาต่อคือกลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว (Long-term Unemployed) หมายถึงคนที่ตกงานมาแล้ว 27 สัปดาห์ขึ้นไป หรือเกินครึ่งปีค่ะ เดือนนี้ตัวเลขอยู่ที่ 1.9 ล้านคน แม้จะทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาถึง 286,000 คน และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 27.3% ของผู้ว่างงานทั้งหมด
ตัวเลขนี้บอกอะไร? มันบอกว่าตลาดแรงงานตอนนี้อยู่ในภาวะที่นิคกี้เรียกว่า "ไม่ค่อยไล่คนออก แต่ก็ไม่ค่อยรับคนใหม่" ค่ะ คนที่มีงานอยู่แล้วยังพอปลอดภัย แต่คนที่หลุดออกมาแล้วจะหางานใหม่ยากขึ้นเรื่อยๆ ต้องใช้เวลานานขึ้น สอดคล้องกับระยะเวลาว่างงานเฉลี่ย (Median Duration) ที่อยู่ที่ 11.0 สัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10.1 สัปดาห์ค่ะ
ส่วนตัวเลขกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ที่ควรรู้ไว้ประกอบภาพ คนที่ทำงานพาร์ทไทม์ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ (Part Time for Economic Reasons) หมายถึงอยากทำฟูลไทม์แต่ถูกลดชั่วโมงหรือหางานฟูลไทม์ไม่ได้ อยู่ที่ 4.7 ล้านคน ทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ที่ซ่อนอยู่ข้างในคือกลุ่มย่อย "หางานฟูลไทม์ไม่ได้" (Could only find part-time work) เพิ่มขึ้นถึง 201,000 คน มาอยู่ที่ 1.4 ล้านคนค่ะ
นอกจากนี้ยังมีคนนอกกำลังแรงงานที่อยากได้งานอีก 6.0 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม Marginally Attached (เคยหางานในรอบ 12 เดือนแต่ช่วง 4 สัปดาห์ล่าสุดไม่ได้หา) 1.8 ล้านคน และ Discouraged Workers หรือกลุ่มที่ท้อจนเลิกหางานเพราะเชื่อว่าไม่มีงานสำหรับตัวเอง 477,000 คนค่ะ
💰 ค่าจ้างยังโต 3.5% ต่อปี: ข่าวดีของลูกจ้าง แต่ Fed อาจยังไม่วางใจ
มาถึงตัวเลขที่ตลาดการเงินจับตาไม่แพ้ยอดจ้างงาน นั่นคือค่าจ้างค่ะ เดือนมิถุนายนค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) ของลูกจ้างภาคเอกชนทั้งหมดเพิ่มขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.3% จากเดือนก่อน มาอยู่ที่ 37.64 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ค่าจ้างเติบโต 3.5% ค่ะ ส่วนกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการและไม่ใช่หัวหน้างาน (Production and Nonsupervisory Employees) ซึ่งเป็นแรงงานส่วนใหญ่ราวสี่ในห้าของภาคเอกชน ค่าจ้างเพิ่มขึ้น 7 เซนต์ หรือ 0.2% มาอยู่ที่ 32.38 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
Wage Growth ที่ 3.5% ต่อปีคือระดับที่เรียกว่ากลางๆ ค่ะ ไม่ร้อนแรงจนน่ากลัวว่าจะจุดเงินเฟ้อรอบใหม่ แต่ก็ยังไม่ได้เย็นสนิท ขณะที่ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ทรงตัวที่ 34.3 ชั่วโมง ฝั่งภาคการผลิตชั่วโมงทำงานขยับลงเล็กน้อยมาที่ 40.3 ชั่วโมง แต่ชั่วโมงโอทีกลับขยับขึ้นมาที่ 3.2 ชั่วโมง ส่วนชั่วโมงทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการลดลง 0.1 ชั่วโมง เหลือ 33.7 ชั่วโมงค่ะ
ภาพรวมคือนายจ้างยังไม่ได้หั่นชั่วโมงงานแรงๆ ซึ่งมักเป็นด่านแรกก่อนการปลดคนจริง แต่ก็ไม่มีสัญญาณเร่งเครื่องเช่นกัน
📈 ตลาดตอบสนองทันควัน: หุ้นฟิวเจอร์สเด้ง ยีลด์ 2 ปีดิ่ง และ Yield Curve เกิด "Bull Steepening"
แล้วตลาดการเงินว่าอย่างไรกับตัวเลขชุดนี้? Chris Anstey จาก Bloomberg รายงานปฏิกิริยาทันทีหลังตัวเลขออกว่า ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีดิ่งลงแรงค่ะ โดยเขาให้เหตุผลที่ตรงประเด็นมากว่า ตลาดแรงงานที่อ่อนแอกว่าคาดแบบนี้ ย่อมบั่นทอนเหตุผลของการ "ขึ้นดอกเบี้ย" ในปีนี้อย่างแน่นอน
ฝั่งตลาดบอนด์มีมุมมองเชิงลึกจาก Ira Jersey นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence ที่นิคกี้ชอบมากค่ะ เขาวิเคราะห์ว่ารายงานจ้างงานที่อ่อนกว่าคาด โดยเฉพาะเมื่อบวกกับการปรับลดตัวเลขย้อนหลัง ได้จุดปฏิกิริยาแบบ Knee-jerk ให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) เกิดภาวะ Bull Steepening ทันที ซึ่งเขามองว่าสมเหตุสมผล เพราะข้อมูลชุดนี้ลดโอกาสของการขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ลงไป
และเขายังเสริมว่าเส้น TIPS (พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ) ก็ควรจะ Bull Steepen เช่นกัน เนื่องจาก Real Yield หรืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต้องปรับตัวลงรับการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตช้าลงในระยะใกล้ค่ะ
ขออธิบายศัพท์นิดหนึ่งสำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นนะคะ Bull Steepening คือภาวะที่ยีลด์ระยะสั้นร่วงลงเร็วกว่ายีลด์ระยะยาว ทำให้เส้น Yield Curve ชันขึ้นในทิศทางที่ราคาบอนด์ปรับขึ้น (Bull) ค่ะ
ภาวะนี้มักเกิดเมื่อตลาดเริ่มเชื่อว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้นเพราะเศรษฐกิจแผ่ว ซึ่งเข้ากับสถานการณ์วันนี้พอดิบพอดี และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังโหมด Bad News is Good News ที่หุ้นเด้งรับข่าวเศรษฐกิจอ่อนได้ค่ะ เมื่อแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยเบาลง ต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มลดลงก็กลายเป็นแรงหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทันที
📊 เกร็ดที่หลายคนมองข้าม: ทำไมตัวเลขสองชุดในรายงานเดียวถึงเล่าคนละเรื่อง
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมฝั่ง Establishment Survey บอกจ้างงานเพิ่ม 57,000 แต่ฝั่ง Household Survey บอกผู้มีงานทำลดลงตั้ง 507,000 คน ขัดกันขนาดนี้ได้อย่างไร นิคกี้ขออธิบายสั้นๆ ค่ะ
สองตัวเลขนี้มาจากการสำรวจคนละชุดกัน ฝั่งสถานประกอบการสำรวจธุรกิจและหน่วยงานรัฐราว 119,000 แห่ง ครอบคลุมสถานที่ทำงานประมาณ 622,000 แห่ง ขณะที่ฝั่งครัวเรือนสำรวจประมาณ 60,000 ครัวเรือน ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่าเพราะนับรวมคนทำงานอิสระ แรงงานเกษตร และลูกจ้างในครัวเรือนด้วย แต่ก็มีความคลาดเคลื่อนทางสถิติสูงกว่ามากค่ะ
BLS ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงรายเดือนของฝั่งสถานประกอบการต้องเกินราว 122,000 ตำแหน่งถึงจะมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฝั่งครัวเรือนเกณฑ์สูงถึงราว 650,000 คนเลยทีเดียว ดังนั้นเวลาอ่านรายงานนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักตัวเลขจ้างงานฝั่งสถานประกอบการมากกว่า แต่ใช้ฝั่งครัวเรือนดูเทรนด์เชิงโครงสร้างอย่าง Participation Rate ค่ะ
อีกเกร็ดหนึ่งที่อยู่ในรายงานคือหมายเหตุว่าข้อมูลเดือนตุลาคม 2025 ไม่ได้ถูกจัดเก็บเนื่องจากเหตุการณ์ Government Shutdown ของรัฐบาลกลางสหรัฐค่ะ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อนุกรมข้อมูลช่วงปลายปีที่แล้วมีช่องโหว่ และนี่ก็เชื่อมโยงกับจุดต่ำสุดของกลุ่มบริการวิชาชีพในเดือนตุลาคม 2025 ที่นิคกี้เล่าไปข้างต้นด้วยนะคะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
สรุปภาพรวมของรายงานเดือนมิถุนายน 2026 นิคกี้มองว่านี่คือภาพของตลาดแรงงานที่ "เย็นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ต่อเนื่อง" ค่ะ จ้างงาน 57,000 ที่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย 12 เดือนเพียง 36,000 บวกกับการปรับลดย้อนหลังอีก 74,000 ตำแหน่ง กำลังแรงงานที่หดตัว และ Participation Rate ที่ร่วงลงมาเหลือ 61.5% ทั้งหมดชี้ไปทางเดียวกันว่าเครื่องยนต์การจ้างงานของอเมริกากำลังหมุนช้าลงเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม นิคกี้เห็นด้วยกับกรอบคิดเรื่อง Breakeven Rate ของทีม Bloomberg ว่าเราไม่ควรตีความตัวเลขนี้ในแง่ร้ายเกินไป เพราะ 57,000 ยังอยู่ประมาณระดับที่พอดูดซับผู้เข้าตลาดแรงงานใหม่ได้พอดี นี่จึงเป็นตลาดที่ "ช้าลง" มากกว่า "พังลง" ค่ะ แต่ Margin of Safety ก็บางลงทุกเดือนเช่นกัน
ที่นิคกี้อยากขีดเส้นใต้เป็นพิเศษมีสองภาพที่ขัดแย้งกันเองในรายงานฉบับเดียวค่ะ ด้านหนึ่งคือบริการวิชาชีพที่ยังจ้างแรงสวนกระแส AI Rollout จนสะสมมา 172,000 ตำแหน่งตั้งแต่ตุลาคม 2025 และภาคการผลิตที่พลิกกลับมาบวก 3,000 ตำแหน่งหลังติดลบมาหลายเดือน
แต่อีกด้านคือ Leisure and Hospitality ที่หดตัวแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2020 ทั้งที่มีความคาดหวังเรื่อง World Cup Effect หนุนอยู่แท้ๆ บวกกับผู้ว่างงานระยะยาวที่เพิ่มขึ้น 286,000 คนจากปีก่อนจนแตะสัดส่วน 27.3% ของผู้ว่างงานทั้งหมด และกลุ่มที่หางานฟูลไทม์ไม่ได้ที่เพิ่มขึ้น 201,000 คนในเดือนเดียว
ทั้งหมดนี้ตรงกับที่ Enda Curran สรุปไว้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐตอนนี้เต็มไปด้วยพลวัตที่แข่งขันกันเอง ทั้ง Narrative เงินเฟ้อที่ผันผวนตามราคาน้ำมันที่ทรุด และ Narrative ตลาดแรงงานที่กำลังถูกทบทวนใหม่ สภาพแบบนี้ทำให้ข้อมูลแต่ละเดือนมีโอกาสสร้าง Whiplash ให้ตลาดได้ทั้งสองทางค่ะ
ด้านนัยต่อตลาด ปฏิกิริยาแรกทั้งหุ้นฟิวเจอร์สที่บวก ยีลด์ 2 ปีที่ดิ่ง และ Bull Steepening ของ Yield Curve ตามที่ Ira Jersey วิเคราะห์ ล้วนสะท้อนว่าตลาดกำลัง Price การที่โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ถูกลดทอนลง พร้อม Real Yield ที่ปรับลงรับภาพเศรษฐกิจโตช้าค่ะ
ด้วยภาพแบบนี้ทุกสินทรัพย์น่าจะปรับตัวขึ้นกันได้หมดนะคะ หุ้น bond ทอง BTC ในระยะสั้น หรืออย่างน้อยจนกว่าเราจะเห็นตัวเลขเงินเฟ้อในงวดถัดไปค่ะ
ปล. อย่าไปซื้อน้ำมันก็พอค่ะ
โฆษณา