7 ก.ค. เวลา 00:30 • ธุรกิจ
GVA Law Office (Thailand) Co.,Ltd.

5 ข้อต้องเช็ก ก่อนเซ็นสัญญาพัฒนาซอฟต์แวร์

ในการว่าจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันโทรศัพท์หรือโปรแกรมต่าง ๆ หลายองค์กรมักให้ความสำคัญกับราคาและระยะเวลาส่งมอบงานเป็นหลัก จนอาจมองข้ามรายละเอียดทางกฎหมายบางประการในสัญญา ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น ปัญหาและข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายหลังมักมีสาเหตุมาจากประเด็นที่คู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันไว้อย่างรัดกุมตั้งแต่ต้น มากกว่าปัญหาเรื่องของราคา หรือการส่งมอบงานล่าช้า
1. ขอบเขตงาน (Scope of Work) ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้มากน้อยเพียงใด
ในสภาพความเป็นจริงของการพัฒนาซอฟต์แวร์นั้น ในระหว่างกระบวนการพัฒนามักจะเกิดสถานการณ์ที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนสเปกของซอฟต์แวร์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ว่าจ้างต้องการเพิ่มฟีเจอร์ หรือผู้พัฒนาพบข้อจำกัดทางเทคนิคระหว่างทางที่ทำให้ต้องปรับแผนงาน
ดังนั้น ประเด็นที่ผู้ว่าจ้างควรพิจารณาคือ สัญญาได้ระบุเงื่อนไขรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไว้หรือไม่ หากมีการเพิ่มขอบเขตงานนอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้เดิม จะมีขั้นตอนในการประเมินและตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอย่างไร หากไม่มีการระบุกลไกนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มักจะนำไปสู่ข้อพิพาทว่างานที่เพิ่มเข้ามานั้นถือว่ารวมอยู่ในค่าจ้างเดิมแล้วหรือไม่
2. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights) ของซอฟต์แวร์ตกเป็นของฝ่ายใด
ผู้ว่าจ้างหลายรายมักเข้าใจว่า เมื่อชำระค่าจ้างแล้ว สิทธิในตัวซอฟต์แวร์ทั้งหมดจะตกเป็นของตนโดยอัตโนมัติ แต่ในทางกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติของอุตสาหกรรม สิทธิเหล่านี้มักจะถูกแยกส่วนกันอย่างชัดเจน
สัญญาส่วนใหญ่มักแบ่งสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ออกเป็น 2 ส่วน คือ สิทธิในส่วนที่พัฒนาขึ้นใหม่ตามการว่าจ้างพัฒนาในโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะตกเป็นสิทธิของผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้าง และส่วนที่เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เป็นสิทธิของผู้พัฒนามาก่อน เช่น Library หรือ Framework ที่ผู้พัฒนาสร้างไว้ก่อนหน้า หรือเก็บสะสมไว้ และได้นำมาใช้ประกอบการพัฒนาซอฟต์แวร์ในโปรเจกต์นี้ สิทธิในส่วนนี้ผู้พัฒนามักสงวนสิทธิไว้ ไม่ได้ให้ตกเป็นสิทธิของผู้ว่าจ้าง
ดังนั้นผู้ว่าจ้างจึงควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าตนจะได้รับสิทธิในส่วนใดบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการนำซอฟต์แวร์นั้นไปใช้ในอนาคต
3. เกณฑ์การตรวจรับงาน (User Acceptance Testing - UAT) ชัดเจนหรือไม่
จุดแตกหักที่พบบ่อยที่สุดในโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์คือขั้นตอนการตรวจรับงาน เมื่อผู้พัฒนาแจ้งว่า ทำงานเสร็จแล้วตามสเปก แต่ผู้ว่าจ้างกลับมองว่าซอฟต์แวร์นั้นยังไม่สามารถใช้งานจริงได้เนื่องจากระบบยังทำงานได้ไม่ไหลลื่นหรือยังมีข้อบกพร่อง (Defect) อยู่
สัญญาจึงต้องกำหนดเกณฑ์การตรวจรับงาน (UAT) ให้ชัดเจนว่าความสำเร็จของงานนั้นวัดจากมาตรฐานใด ใครเป็นผู้มีอำนาจตรวจรับ มีระยะเวลาในการตรวจกี่วัน และที่สำคัญ หากตรวจพบข้อบกพร่อง ผู้พัฒนาจะต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน ก่อนที่จะถือว่าการส่งมอบงานในงวดนั้นผ่านเกณฑ์และสมบูรณ์
4. การรับประกันผลงานหลังส่งมอบ (Warranty & Support) ครอบคลุมแค่ไหน
ในโลกของการพัฒนาโปรแกรม แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบจะสมบูรณ์แบบไร้ข้อผิดพลาดตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งานจริง (Go-Live) สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือปัญหาหรือบั๊ก (Bug) ที่ซ่อนอยู่ และจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อมีการใช้งานจริงไปแล้วระยะหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ สัญญาควรระบุระยะเวลาการรับประกันผลงานอย่างชัดเจน (เช่น 3-6 เดือนหลังส่งมอบ) พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่าผู้พัฒนาจะต้องรับผิดชอบแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ควรระบุให้ชัดเจนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่าง การแก้ไขข้อบกพร่อง (Bug Fix) ออกจากการขอเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งระหว่างกันในภายหลัง
5. ทางออกเมื่อต้องเลิกสัญญา (Termination & Exit Strategy)
แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดการยกเลิกสัญญากลางคัน แต่ในกรณีที่ผู้พัฒนาทิ้งงาน ทำงานล่าช้าเกินกำหนดอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุให้ไม่สามารถร่วมงานกันต่อไปได้ การเตรียมทางออกไว้ในสัญญาคือสิ่งจำเป็นสูงสุดเพื่อไม่ให้ธุรกิจสะดุด
สัญญาควรกำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า ทันทีที่มีการบอกเลิกสัญญา ผู้พัฒนาจะต้องส่งมอบงานส่วนที่ทำเสร็จแล้วทั้งหมด รวมถึงซอร์สโค้ด (Source Code) ฐานข้อมูล (Database) และเอกสารคู่มือ (Documentation) ที่เกี่ยวข้องให้กับผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ทีมงานชุดใหม่สามารถมารับช่วงต่อได้ทันที และป้องกันปัญหาการกักขังซอร์สโค้ดไว้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มเติม
ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นเพียงประเด็นเบื้องต้นที่ควรพิจารณาก่อนลงนามในสัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ ในทางปฏิบัติสัญญาแต่ละฉบับยังมีรายละเอียดเชิงลึกที่ควรปรับให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโปรเจกต์ การทำความเข้าใจเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างรอบคอบนั้นเป็นการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ เพื่อให้การว่าจ้างนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและปราศจากข้อพิพาทในอนาคต
บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทุกธุรกิจมีบริบทและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์จะช่วยให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริง
ติดต่อเราได้ที่
โทร: 02-1169269
อีเมล: info-th@gva-global.com

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา