Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Supawan’s Colorful World
•
ติดตาม
3 ก.ค. เวลา 10:18 • ท่องเที่ยว
Balkan ในความทรงจำ (29) .. Croatia: Split: The Cathedral of Saint Domnius
มหาวิหารเซนต์ดอมนิอุส (The Cathedral of Saint Domnius)
จากสุสานของจักรพรรดิ…สู่หัวใจแห่งศรัทธาของเมืองสปลิต
หากมีสถานที่แห่งใดที่สะท้อนเรื่องราวของเมืองสปลิตได้อย่างลึกซึ้งที่สุด สถานที่นั้นคงหนีไม่พ้น มหาวิหารเซนต์ดอมนิอุส (The Cathedral of Saint Domnius หรือ Sveti Duje ตามชื่อที่ชาวเมืองเรียกกัน)
อาคารหินโบราณซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางพระราชวังไดโอคลีเชียน และเป็นทั้งสัญลักษณ์ของเมือง ศูนย์กลางแห่งความศรัทธา และหนึ่งในมหาวิหารคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งยังคงใช้ประกอบพิธีทางศาสนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลาน Peristyle สายตาของนักท่องเที่ยวแทบทุกคนจะถูกดึงดูดไปยังหอระฆังสีงาช้างที่ทะยานสูงเหนือหลังคาเมืองเก่า ราวกับเป็นเข็มทิศที่คอยนำทางผู้มาเยือนมาตลอดหลายศตวรรษ
ขณะที่ด้านล่างนั้น แนวเสาหินแกรนิตสีชมพู ซุ้มโค้งแบบโรมัน และกำแพงหินโบราณ ยังคงบอกเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิโรมันเมื่อเกือบหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีก่อนได้อย่างสง่างาม
แต่สิ่งที่ทำให้มหาวิหารแห่งนี้มีความพิเศษยิ่งกว่าสถาปัตยกรรมอันงดงาม คือ ประวัติศาสตร์อันพลิกผันอย่างน่าอัศจรรย์
เพราะอาคารที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโบสถ์เลยแม้แต่น้อย
เดิมที อาคารทรงแปดเหลี่ยมหลังนี้คือ สุสานของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน (Diocletian) จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิโรมัน ผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับหลังสละราชสมบัติในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4
สุสานได้รับการออกแบบอย่างวิจิตร ล้อมรอบด้วยเสาหินจำนวน 24 ต้น ภายในเป็นผังทรงกลมที่แบ่งออกเป็นช่องต่าง ๆ สำหรับประดิษฐานรูปสลักของจักรพรรดิ ขณะที่โดมด้านบนก่ออิฐเรียงตัวเป็นลวดลายคล้ายพัดอย่างประณีต ซึ่งนับเป็นผลงานชิ้นเอกของวิศวกรรมโรมันในยุคนั้น
จักรพรรดิไดโอคลีเชียนได้รับการฝังพระศพไว้ที่นี่หลังเสด็จสวรรคต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประวัติศาสตร์กลับพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง
ผู้ปกครองผู้ทรงอำนาจพระองค์นี้ กลับถูกจดจำในอีกด้านหนึ่งว่าเป็นหนึ่งในจักรพรรดิโรมันที่กดขี่และข่มเหงชาวคริสต์อย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
การเบียดเบียนศาสนาคริสต์ในรัชสมัยของพระองค์คร่าชีวิตผู้ศรัทธาไปเป็นจำนวนมาก รวมถึง บิชอปดอมนิอุสแห่งเมืองซาโลนา ผู้ปฏิเสธที่จะละทิ้งความเชื่อ และยอมสละชีวิตจนได้รับการยกย่องเป็นนักบุญผู้พลีชีพในเวลาต่อมา
แล้วประวัติศาสตร์ก็เขียนบทใหม่…
ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมื่อเมืองซาโลนาถูกทำลายจากการรุกรานของชนเผ่าสลาฟ ผู้คนที่รอดชีวิตได้อพยพเข้ามาหลบภัยภายในกำแพงพระราชวังของจักรพรรดิ พวกเขานำพระธาตุของนักบุญดอมนิอุสติดตัวมาด้วย และเลือกเปลี่ยน สุสานของจักรพรรดิผู้เคยเบียดเบียนคริสตชน ให้กลายเป็นมหาวิหารของนักบุญผู้เคยถูกพระองค์สั่งประหาร
นับเป็นความย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์ที่หาได้ยากยิ่ง
วันนี้ นักบุญดอมนิอุส ผู้เคยเป็นเหยื่อของจักรพรรดิ กลับได้รับการสักการะอยู่ภายในสุสานเดิมของผู้ปกครองผู้เคยสั่งประหารท่าน ขณะที่ชื่อของนักบุญได้รับการยกย่องให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของเมืองสปลิตสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังของมหาวิหารแล้ว ลองหยุดยืนอยู่กลางลาน Peristyle สักครู่ แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองอาคารเบื้องหน้าอีกครั้ง
สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงโบสถ์หลังหนึ่ง หากแต่เป็นชั้นของประวัติศาสตร์ที่ทับซ้อนกันตลอดระยะเวลากว่า 1,700 ปี
เสาหินแกรนิตสีชมพูที่เรียงรายอยู่ด้านหน้า เคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังจักรพรรดิในสมัยโรมัน ซุ้มโค้งที่ทอดยาวเหนือศีรษะเป็นผลงานของสถาปัตยกรรมยุคกลาง ขณะที่หอระฆังสีงาช้างซึ่งสูงเด่นอยู่เบื้องหลัง เป็นผลงานที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 300 ปี
ทุกยุคสมัยต่างทิ้งร่องรอยของตนเองไว้ที่นี่ โดยไม่มีสิ่งใดพยายามลบเลือนสิ่งที่มาก่อน
ยิ่งมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งพบว่ามหาวิหารแห่งนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ
ริมบันไดทางขึ้น มีรูปสลัก สฟิงซ์หินแกรนิตสีดำ นอนหมอบอย่างสงบนิ่ง ราวกับยังคงทำหน้าที่เฝ้าสุสานของจักรพรรดิไม่ต่างจากเมื่อครั้งอยู่ในอียิปต์โบราณ
เชื่อกันว่าสฟิงซ์องค์นี้มีอายุเก่าแก่กว่าตัวพระราชวังเสียอีก เพราะถูกนำมาจากอียิปต์ตามพระบัญชาของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน เพื่อประดับพระราชวังให้สมพระเกียรติ
จึงนับเป็นภาพที่ชวนให้ประหลาดใจไม่น้อย เมื่อประติมากรรมจากอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ กลับมาปรากฏอยู่ใจกลางชายฝั่งทะเลเอเดรียติก ห่างจากบ้านเดิมของมันหลายพันกิโลเมตร
แต่สิ่งที่สะดุดตาเรามากที่สุด กลับไม่ใช่สฟิงซ์ หากเป็น สิงโตหินสองตัว ที่หมอบอยู่สองข้างทางเข้ามหาวิหาร
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จะเห็นว่าสิงโตทั้งสองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง บนหลังของพวกมันมีรูปสลักนักบุญนั่งประทับอยู่เหนือบัลลังก์หินอย่างสง่างาม รายละเอียดของใบหน้า จีวร และท่วงท่าถูกแกะสลักอย่างประณีต แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม
หากมองเพียงผ่าน ๆ หลายคนอาจรู้สึกว่า รูปสลักเหล่านี้ชวนให้นึกถึงงานศิลปะของจีนอยู่ไม่น้อย
ใบหน้าที่ถูกลดทอนให้เรียบง่าย สัดส่วนที่ดูหนักแน่น แผงคอสิงโตที่เป็นลอนคลื่นเรียงตัวอย่างมีจังหวะ รวมถึงรอยจีบของอาภรณ์ที่แกะเป็นเส้นขนาน ล้วนให้ความรู้สึกคล้ายประติมากรรมหินในศิลปะตะวันออก
ความจริงแล้ว สิ่งที่เราเห็นคือเอกลักษณ์ของ ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque) ในคริสต์ศตวรรษที่ 12–13 ซึ่งไม่ได้มุ่งสร้างความสมจริงแบบประติมากรรมกรีก–โรมัน หากเน้นการถ่ายทอดความหมายผ่านรูปทรงที่เรียบง่าย หนักแน่น และเต็มไปด้วยลวดลายเชิงสัญลักษณ์
บางครั้ง ความงดงามของศิลปะก็ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรมเข้าหากัน โดยไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง
สำหรับนักเดินทางจากเอเชียอย่างเรา ความรู้สึกคุ้นตานี้ จึงกลายเป็นเสน่ห์เล็ก ๆ ที่ทำให้การยืนชมงานแกะสลักหน้ามหาวิหารแห่งนี้ มีความหมายมากกว่าการถ่ายรูปแล้วเดินผ่านไป
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย