3 ก.ค. เวลา 10:56 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (30) … Croatia: Split: The Cathedral of Saint Domnius 02

เมื่อชื่นชมรายละเอียดของงานแกะสลักด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว เราจึงก้าวผ่านประตูเข้าสู่ภายในมหาวิหารบรรยากาศเปลี่ยนไปแทบจะทันที
เสียงพูดคุยจากลาน Peristyle ค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงความเงียบที่อบอวลอยู่ภายในอาคารหินโบราณ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดหน้าต่างบานเล็กเข้ามาเป็นลำ ตกกระทบผนังหินสีอ่อนที่ผ่านกาลเวลามาเกือบสิบเจ็ดศตวรรษ
แม้มหาวิหารจะได้รับการดัดแปลงต่อเติมหลายครั้ง แต่หากลองสังเกตให้ดี ก็ยังพอมองเห็นโครงสร้างดั้งเดิมของสุสานจักรพรรดิอยู่ไม่น้อย
ผังอาคารยังคงเป็นรูปแปดเหลี่ยม ล้อมรอบด้วยแนวเสาหินโบราณ ส่วนโดมด้านบนยังเผยให้เห็นเทคนิคการก่ออิฐแบบโรมันที่เรียงตัวเป็นลวดลายคล้ายพัดอย่างประณีต ผลงานชิ้นนี้สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1,700 ปีก่อน แต่ยังคงสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนได้ไม่ต่างจากวันแรก
แน่นอนว่า ภายในมหาวิหารในปัจจุบันแทบไม่เหลือเค้าโครงของสุสานจักรพรรดิแล้ว
โลงพระศพและเครื่องประดับแบบโรมันถูกนำออกไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 หลังจากอาคารแห่งนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นมหาวิหารของชาวคริสต์ แทนที่ด้วยแท่นบูชา ม้านั่งสำหรับคณะนักร้องประสานเสียง แท่นเทศน์ ภาพเขียน และประติมากรรมทางศาสนาที่ทยอยเพิ่มเข้ามาในแต่ละยุคสมัย
กล่าวได้ว่า มหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างเสร็จในคราวเดียว หากค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับเมืองสปลิตตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี
ภาพบรรยากาศด้านในของ อาสนวิหารเซนต์ดอมเนียส (Cathedral of Saint Domnius)
อาสนวิหารแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ เนื่องจากดัดแปลงมาจากสุสานหลวงของจักรพรรดิดิโอคลีเชียน บรรยากาศด้านในจึงเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความโอ่อ่าขรึมขลังในแบบโรมันโบราณ ควบคู่ไปกับงานตกแต่งที่วิจิตรงดงามในยุคกอทิกและบารอก
ในสมัยโบราณ (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4) สุสานของจักรพรรดิดิโอคลีเชียนเคยตั้งอยู่บริเวณใจกลางอาคารแห่งนี้ แต่เดิมนั้น อาคารทรงกลม (Rotunda) ที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโบสถ์หรือวิหารคริสต์ตั้งแต่แรก แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น "สุสานหลวง" (Mausoleum) ส่วนพระองค์ของจักรพรรดิดิโอคลีเชียนแห่งจักรวรรดิโรมัน
ลักษณะการจัดวางในสมัยโรมันโบราณจะเป็นดังนี้ค่ะ:
โลงพระศพอยู่ตรงกลาง: ตามธรรมเนียมโรมัน บริเวณใจกลางโถงทรงกลมใต้โดมอิฐขนาดยักษ์ จะเป็นจุดที่ประดัษฐาน โลงศพหิน (Sarcophagus) ที่ทำจากหินพอร์ฟิรี (Porphyry) สีม่วงแดงเข้ม ซึ่งเป็นหินหายากและสงวนไว้สำหรับจักรพรรดิเท่านั้น
ล้อมรอบด้วยความยิ่งใหญ่: รอบโลงพระศพจะถูกโอบล้อมด้วยเสาหินแกรนิตสองชั้น และมีรูปสลักนูนต่ำรูปจักรพรรดิและพระมเหสีประดับอยู่ด้านบนผนัง (ซึ่งบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบันใกล้ ๆ กับโคนโดม)
การเปลี่ยนแปลงในยุคต่อมา:
หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายและศาสนาคริสต์รุ่งเรืองขึ้น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวเมืองสปลิตได้เปลี่ยนสุสานหลวงแห่งนี้ให้กลายเป็นคริสต์ศาสนสถานเพื่ออุทิศแด่นักบุญดอมเนียส (Saint Domnius)
ซึ่งในกระบวนการดัดแปลงนี้ โลงพระศพของจักรพรรดิดิโอคลีเชียนรวมถึงพระบรมอัฐิได้ถูกย้ายออกไป (และสูญหายไปตามกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน)
จากนั้นบริเวณตรงกลางและด้านหน้าจึงถูกปรับเปลี่ยนใหม่ โดยมีการสร้าง แท่นบูชาหลัก (Main Altar) และต่อเติมห้องโถงยาวสำหรับ ร้องเพลงสวด (Choir) ยื่นออกไปด้านหลังอย่างที่เราเห็นในภาพถ่ายปัจจุบันนั่นเองค่ะ
1. โถงทรงกลมและโดมอิฐโบราณ (The Rotunda & Imperial Dome)
เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน สิ่งที่จะตรึงสายตาเราไว้ทันทีคือสถาปัตยกรรมแบบโรมันแท้ ๆ ในส่วนของ โถงทรงกลม (Rotunda)
โครงสร้างวงกลมซ้อนสองชั้น: ผนังด้านในถูกโอบล้อมด้วยเสาหินแกรนิตและหินพอร์ฟิรี (Porphyry) สีน้ำตาลแดงเข้ม
หัวเสาแกะสลักลวดลายใบไม้คอรินเธียน (Corinthian) อย่างประณีต โดยเสาเหล่านี้ถูกจัดวางซ้อนกันเป็นสองชั้นเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้าง
โดมอิฐเปลือยสีทองอร่าม: ด้านบนสุดคือโดมครึ่งทรงกลมที่สร้างขึ้นด้วยการเรียงอิฐแบบโบราณ แสงไฟที่สาดส่องกระทบผิวอิฐดิบสร้างบรรยากาศราวกับว่าโดมทั้งโดมกำลังทอประกายสีทองอร่าม สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ในยุคจักรวรรดิโรมัน
ซุ้มแท่นบูชาหลักและจิตรกรรมเพดานทอง (The Ciborium & Choir Outer Arch)
บริเวณศูนย์กลางศรัทธาหน้าทางเข้าส่วนร้องเพลงสวด เป็นจุดที่มีการประดับประดาอย่างหรูหราที่สุด
ส่วนโค้งทองคำและโคมระย้าเงิน: ด้านบนเหนือทางเข้าส่วนแท่นบูชาหลัก ตกแต่งด้วยซุ้มโค้งกรุแผ่นทองคำสลักลายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและแปดเหลี่ยม ภายในช่องมีภาพจิตรกรรมขนาดเล็กประดับอยู่ พร้อมทั้งประดับโคมไฟระย้าทำจากโลหะเงินฉลุลายโบราณห้อยระย้าลงมาอย่างวิจิตร
รูปสลักเทวดาผู้พิทักษ์: ด้านบนสุดของซุ้มโค้งมีรูปสลักเทวดาตัวน้อยสีทองยืนเรียงรายคอยพิทักษ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ขนาบข้างด้วยเสาหินขนาดใหญ่ที่หัวเสาแกะสลักลวดลายอย่างอ่อนช้อย
ห้องร้องเพลงสวดและภาพจิตรกรรมประวัติศาสตร์ (The Choir)
เมื่อมองลึกเข้าไปด้านหลังแท่นบูชาหลัก จะพบกับห้องโถงสี่เหลี่ยมยาวซึ่งเป็นบริเวณสำหรับคณะนักบวช
ภาพเขียนสีน้ำมันขนาดมหึมา: ผนังทั้งสามด้านถูกติดตั้งด้วยภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่เล่าเรื่องราวตามคริสต์ประวัติ ขนาบด้วยหน้าต่างวงรี (Oculus) ด้านบนที่ยอมให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาขับเน้นสีสันของภาพ
ไม้แกะสลักโรมาเนสก์-กอทิก: ด้านล่างรายล้อมด้วยเก้าอี้พนักพิงไม้เนื้อเข้ม (Choir Stalls) ที่แกะสลักลวดลายเรขาคณิตและเถาไม้ฉลุโปร่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งเป็นงานฝีมือเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ตรงกลางประดับด้วยไม้กางเขนโบราณขนาดใหญ่
แท่นบูชาและโลงศพหินของเหล่านักบุญ (The Holy Altars & Sarcophagi)
ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานโลงศพและแท่นบูชาของนักบุญผู้พลีชีพเพื่อศาสนา ซึ่งแกะสลักด้วยศิลปะชั้นครูในแต่ละยุคสมัย:
แท่นบูชาบารอกของนักบุญอนาสตาซิอุส (Altar of St. Anastasi
แท่นบูชานี้งดงามด้วยศิลปะแบบบารอกตอนปลาย (Late Baroque) ส่วนบนตกแต่งด้วยรูปสลักหินอ่อนสีขาวเป็นรูปเทวดาตัวน้อย (Putti) กำลังแบกไม้กางเขน
ถัดลงมาคือโลงศพหินอ่อนแกะสลักอย่างหรูหรา ขนาบข้างด้วยรูปปั้นสตรีในชุดผ้าคลุมพลิ้วไหวในท่าทางโศกเศร้า ด้านบนซุ้มโค้งกรุด้วยจิตรกรรมกรอบทองคำสีแดง-ทองหรูหรา และมีพระเยซูตรึงกางเขนไม้ประดับอยู่ด้านบนสุด
โลงศพหินโบราณของนักบุญดอมเนียส (Sarcophagus of St. Domnius): เป็นโลงศพหินอ่อนสไตล์กอทิกดั้งเดิม ด้านบนเป็นรูปแกะสลักของนักบุญในสมณศักดิ์บิชอปนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง โดยมีผ้าม่านหินแกะสลักเปิดออกขนาบข้างด้วยรูปปั้นเทวดา
ฐานด้านล่างรองรับด้วยสิงโตหิน และมีช่องสลักรูปพระแม่มารีและเหล่านักบุญประทับนั่ง
โลงศพหินของนักบุญสตาญอุส (Sarcophagus of St. Stanius): งานแกะสลักหินอ่อนที่แสดงรายละเอียดของผ้าคลุมเตียงและรอยพับของเครื่องแต่งกายอย่างสมจริง ฐานด้านล่างมีแผ่นหินสลักนูนต่ำบอกเล่าเหตุการณ์สำคัญในอดีต
ธรรมาสน์หินอ่อนและท่อออร์แกนโบราณ (The Pulpit & Cathedral Organ)
อีกจุดหนึ่งที่แสดงถึงความเก่าแก่คือบริเวณใกล้ประตูทางเข้า
ธรรมาสน์หินอ่อนแปดเหลี่ยม (Pulpit): สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีเข้มขัดมัน รองรับด้วยเสาหินขนาดเล็กที่มีหัวเสาแกะสลักสไตล์โรมาเนสก์ เป็นจุดสำหรับบาทหลวงขึ้นไปยืนเทศนาในยุคกลาง
ไปป์ออร์แกน (Cathedral Organ): บริเวณมุมหนึ่งของวิหาร จัดวางท่อลมของเครื่องดนตรีออร์แกนโบราณทำจากโลหะสีเงินเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งยังคงใช้บรรเลงเพลงสวดสร้างความขรึมขลังก้องกังวานไปทั่วโถงโดมจนถึงปัจจุบัน
บรรยากาศโดยรวมภายในอาสนวิหารแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่ความสวยงามทางศิลปะค่ะ แต่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่ซึ่งอิฐโรมัน ศิลปะกอทิก และความหรูหราแบบบารอกมารวมตัวกันเล่าประวัติศาสตร์นับพันปีได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ ค่ะ
ภาพบรรยากาศด้านในของ อาสนวิหารเซนต์ดอมเนียส (Cathedral of Saint Domnius) หรือที่มีชื่อเรียกเต็มในภาษาท้องถิ่น (โครเอเชีย) ว่า Katedrala Svetog Duje ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพระราชวังดิโอคลีเชียน เมืองสปลิต ประเทศโครเอเชีย
เมื่อได้มาเยือนพระราชวังดิโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace) ที่เมือง Split สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโลกตะวันตกในยุคโรมัน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงหินมหึมา เสาคอรินเธียน ซุ้มโค้งขนาดใหญ่ หรือสัดส่วนของอาคารที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ
ความอลังการเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็น “ภาษาของอำนาจ” ที่จักรวรรดิโรมันใช้สื่อสารกับผู้คน ทั้งในด้านการเมือง ศาสนา และสถานะของจักรพรรดิ
สถาปัตยกรรมที่สร้างความยำเกรง
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของสถาปัตยกรรมโรมัน คือการใช้ “ขนาด” เป็นเครื่องแสดงอำนาจ จักรพรรดิหลายพระองค์ รวมถึงดิโอคลีเชียน ทรงได้รับการยกย่องในฐานะผู้ปกครองที่มีสถานะเหนือสามัญชน อาคารจึงถูกออกแบบให้โอ่อ่า มีโถงสูง ซุ้มโค้งขนาดใหญ่ และพื้นที่ที่เปิดกว้าง เพื่อให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาภายในรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของรัฐและผู้ปกครอง
นอกจากขนาดแล้ว รายละเอียดอันประณีตก็มีความหมายไม่แพ้กัน ศิลปะตะวันตกในหลายยุค โดยเฉพาะยุคกอทิกและบารอก มักหลีกเลี่ยงพื้นที่ว่างของผนังและเพดาน แนวคิดนี้ในทางประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกว่า Horror Vacui หรือ “ความไม่ต้องการปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่า” จึงเกิดการตกแต่งด้วยเสา ลายใบไม้ รูปสลัก และภาพเขียนจำนวนมาก เพื่อสร้างความรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้สมบูรณ์ งดงาม และสะท้อนภาพของโลกสวรรค์
เหตุใดสีทองจึงมีความสำคัญ
ในโลกตะวันตกโบราณและยุคกลาง สีทองไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ “แสงศักดิ์สิทธิ์” และความเป็นนิรันดร์ เพราะทองคำไม่หมองและไม่เป็นสนิม
เมื่อแสงอาทิตย์หรือแสงเทียนตกกระทบโมเสกหรือแผ่นทองภายในวิหาร จะเกิดประกายระยิบระยับ ทำให้ผู้ที่อยู่ภายในรู้สึกราวกับได้เข้าสู่พื้นที่แห่งสวรรค์ เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่สถาปัตยกรรมตั้งใจสร้างขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับโลกตะวันออก
หากมองภาพรวม จะพบว่าสถาปัตยกรรมของจีนและอินเดียสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างออกไป แม้จะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าคนละด้าน
จีน : ความยิ่งใหญ่ผ่านระเบียบและความกลมกลืน
หากสถาปัตยกรรมตะวันตกมักเน้นความสูงและมวลอาคารที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สถาปัตยกรรมจีนกลับให้ความสำคัญกับการขยายพื้นที่ในแนวราบ
พระราชวังต้องห้ามหรือกู้กง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างความยิ่งใหญ่ผ่านลานกว้าง อาคารหลายหลังที่เรียงต่อกัน และการเดินผ่านประตูชั้นแล้วชั้นเล่า ความรู้สึกของผู้มาเยือนไม่ได้เกิดจากความสูงของอาคาร แต่เกิดจากลำดับของพื้นที่ที่ค่อย ๆ นำเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจ
การใช้สีก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจน หลังคากระเบื้องสีเหลืองทองสงวนไว้สำหรับจักรพรรดิ ขณะที่สีแดงของตัวอาคารสื่อถึงความรุ่งเรือง ความเป็นสิริมงคล และพลังชีวิต
ในขณะเดียวกัน หลังคาที่โค้งอ่อนช้อยและการจัดวางอาคารยังสะท้อนอิทธิพลของลัทธิเต๋าและขงจื๊อ ซึ่งเน้นความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มากกว่าการแสดงชัยชนะเหนือธรรมชาติ
อินเดีย : จักรวาลแห่งศรัทธาและพลังชีวิต
วิหารของอินเดียก็เต็มไปด้วยรายละเอียดอย่างมหาศาล แต่ความหนาแน่นนั้นมีความหมายต่างจากโลกตะวันตก
ยอดวิหารถูกออกแบบให้เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาลตามคติฮินดู ขณะที่พื้นผิวทุกตารางนิ้วถูกแกะสลักเป็นเรื่องราวของเทพเจ้า มนุษย์ นางอัปสร สัตว์ และฉากต่าง ๆ ที่สะท้อนวัฏจักรแห่งชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ และพลังแห่งการสร้างสรรค์
แทนที่จะใช้ทองคำสร้างความศักดิ์สิทธิ์ วิหารอินเดียจำนวนมากเลือกแสดงความงดงามผ่านศิลปะการแกะสลักหินอย่างละเอียด จนตัวอาคารทั้งหลังกลายเป็นประติมากรรมขนาดมหึมา
พระราชวังดิโอคลีเชียนกับมรดกแห่งจักรวรรดิโรมัน
เมื่อเดินอยู่ภายในพระราชวังดิโอคลีเชียน เราจึงไม่ได้เห็นเพียงซากอาคารอายุกว่า 1,700 ปี แต่กำลังมองเห็นปรัชญาของจักรวรรดิโรมันที่เชื่อว่าสถาปัตยกรรมสามารถประกาศอำนาจของรัฐและความยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองให้คงอยู่เหนือกาลเวลา
ขณะเดียวกัน หากมองย้อนกลับไปยังโลกตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจีนหรืออินเดีย จะพบว่าสถาปัตยกรรมต่างก็สะท้อนความคิดเกี่ยวกับจักรวาล ศาสนา และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในแบบของตนเอง
ไม่มีแนวคิดใดเหนือกว่าอีกแนวคิดหนึ่ง หากแต่แต่ละอารยธรรมต่างเลือกใช้สถาปัตยกรรมเป็น “ภาษา” เพื่อถ่ายทอดโลกทัศน์ ความเชื่อ และอุดมคติของสังคมในยุคสมัยนั้น
และนี่เอง คือเสน่ห์ที่ทำให้การเดินชมพระราชวังดิโอคลีเชียน ไม่ได้เป็นเพียงการชมโบราณสถาน หากยังเป็นการเดินทางย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่าผู้คนในอดีตมอง “อำนาจ ศรัทธา และจักรวาล” ผ่านสถาปัตยกรรมอย่างไร
โฆษณา