Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Supawan’s Colorful World
•
ติดตาม
3 ก.ค. เวลา 11:34 • ท่องเที่ยว
Balkan ในความทรงจำ (31) .. Croatia: Split: ห้องใต้มหาวิหาร และวิวสุดอลังการจากยอดหอระฆัง
คนส่วนใหญ่ที่มาเยือนมหาวิหาร มักเดินชมเพียงด้านบน ก่อนจะรีบต่อไปยังหอระฆังเพื่อชมวิวของเมืองสปลิต .. แต่ฉันกลับเลือกเดินลงบันไดหินแคบ ๆ ไปยังห้องใต้มหาวิหาร
ไม่ใช่เพราะมีใครบอกว่าข้างล่างมีอะไรน่าสนใจ .. แต่เพราะอยากรู้ว่าพื้นที่ซึ่งอยู่ใต้มหาวิหารอันสง่างามแห่งนี้ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
หลายคนอาจเดินผ่านโดยไม่รู้ว่า ใต้พื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเดินกันอย่างคึกคักนั้น ยังมีห้องหินโบราณอีกชุดหนึ่งซึ่งเก็บรักษาบรรยากาศของอดีตเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ
ทันทีที่ก้าวลงบันได อุณหภูมิรอบตัวก็เย็นลงอย่างรู้สึกได้ … แสงสว่างจากภายนอกค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงแสงไฟสลัวที่ทอดตัวอยู่บนกำแพงหินหนา
กำแพงหินหนา แสงไฟสีอุ่นที่ส่องกระทบพื้นหินเก่า และความเงียบที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งห้อง ทำให้ที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากด้านบนอย่างสิ้นเชิง ราวกับเราได้เดินย้อนเวลากลับไปอีกยุคหนึ่ง
ความเงียบในห้องใต้ดินแห่งนี้ ไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัว .. แต่มันเป็นความเงียบที่ทำให้เราหยุดคิด
รูปปั้นพระแม่มารีประดิษฐานอยู่ภายในห้องอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังปลอบโยนผู้คนที่เคยผ่านเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ตลอดหลายร้อยปี
ขณะยืนอยู่ตรงนั้น ความคิดหนึ่งกลับผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ใครกันนะ…ที่เคยเฝ้าสถานที่แห่งนี้
ใครเป็นผู้ดูแลห้องหินอันเย็นเยียบเหล่านี้ในคืนที่ไม่มีผู้คน
คำถามนั้นพาฉันนึกไปถึงนิยายและละครไทยหลายเรื่อง ที่มักเล่าถึงผู้พิทักษ์สมบัติของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถูกพันธนาการให้เฝ้าทรัพย์สมบัติหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่เพียงลำพัง ไม่ใช่ด้วยความสมัครใจ แต่ด้วยคำสาปหรือชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
แน่นอน…ที่นี่ไม่มีเรื่องเล่าทำนองนั้น
และห้องใต้มหาวิหารแห่งนี้ก็เป็นเพียงพื้นที่ทางศาสนาที่เต็มไปด้วยความสงบ .. แต่บางครั้ง จินตนาการของนักเดินทางก็ทำงานเงียบ ๆ ระหว่างที่เรายืนอยู่ท่ามกลางกำแพงหินอายุหลายศตวรรษ
อาจเป็นเพราะสถานที่เก่าแก่ทุกแห่ง ต่างเก็บงำเรื่องราวของผู้คนไว้มากมาย จนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเรื่องเล่าของตัวเอง…
เมื่อเดินออกจากมหาวิหารแล้ว ก็ถึงเวลาของอีกหนึ่งกิจกรรมที่แทบทุกคนไม่อยากพลาด นั่นคือการปีนขึ้นสู่ยอดหอระฆัง
แม้ความสูงเพียง 57 เมตรจะดูไม่มากนักเมื่อเทียบกับตึกสมัยใหม่ แต่หอระฆังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน และยังคงรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี
ช่วงแรกของการเดินค่อนข้างสบาย บันไดหินโบราณค่อย ๆ พาเราวนสูงขึ้นไปภายในตัวหอ ผนังหินหนาช่วยกั้นแสงแดดและลมทะเลจากภายนอก ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเย็น แม้จะเป็นช่วงกลางวันก็ตาม
แต่เมื่อพ้นช่วงบันไดหิน ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนไป
เบื้องหน้าคือบันไดเหล็กแบบโปร่งที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นบนสุด มองลอดผ่านช่องตะแกรงลงไปเห็นพื้นที่ด้านล่างได้ตลอดทาง ขณะที่สายลมจากทะเลเอเดรียติกพัดผ่านช่องหน้าต่างหินเข้ามาเป็นระยะ
ยอมรับตามตรงว่า…ฉันเดินอย่างระมัดระวังมากกว่าปกติ
ไม่ใช่เพราะไม่มั่นใจในความแข็งแรงของโครงสร้าง เพราะหอระฆังแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมทุกวัน และผ่านการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี
แต่เป็นเพราะบันไดที่ทั้งชัน ทั้งแคบ และโปร่งเสียจนอดแอบคิดไม่ได้ว่า…
“ถ้ามีคนรูปร่างใหญ่เดินสวนลงมาพร้อมกัน จะเป็นอย่างไรนะ?”
แน่นอน…คำตอบก็คือ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น จินตนาการของคนที่กำลังเกาะราวบันไดแน่น ๆ มักทำงานได้ดีกว่าปกติอยู่เสมอ
ยิ่งเดินสูงขึ้น ลมก็ยิ่งแรงขึ้น .. แสงสว่างค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นทีละน้อย จนในที่สุด… ปลายบันไดก็พาเราออกสู่ระเบียงด้านบนของหอระฆัง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้ความเหนื่อยจากการปีนบันไดตลอดหลายสิบนาทีหายไปแทบจะในทันที…
ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดช่วงสุดท้ายออกสู่ระเบียงด้านบน ลมทะเลเอเดรียติกก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าอย่างเต็มแรง ... ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมาตลอดทาง กลับกลายเป็นรางวัลชิ้นแรกก่อนที่สายตาจะทันมองเห็นวิวเบื้องหน้าเสียอีก
จากจุดนี้ เมืองสปลิตทั้งเมืองค่อย ๆ เปิดตัวออกมาตรงหน้าอย่างช้า ๆ
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ หลังคากระเบื้องดินเผาสีส้มอมแดง ที่เรียงตัวแน่นขนัดอยู่ภายในกำแพงเมืองเก่า หลังคาแต่ละหลังมีขนาดและระดับแตกต่างกัน ราวกับเป็นชิ้นส่วนของภาพโมเสกขนาดมหึมาที่ค่อย ๆ ต่อเรียงกันมาตลอดหลายศตวรรษ
เมื่อมองจากด้านบน จึงเห็นได้ชัดว่า เมืองเก่าสปลิตไม่ได้ถูกวางผังเป็นระเบียบแบบเมืองสมัยใหม่
ตรอกเล็ก ๆ คดเคี้ยวไปตามพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องโถง ระเบียง และลานภายในพระราชวังของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน บ้านเรือน ร้านค้า และคาเฟ่ในปัจจุบัน ต่างค่อย ๆ เติบโตแทรกตัวอยู่ภายในกำแพงโรมันโบราณ จนกลายเป็นเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่จริง
จากมุมสูงเช่นนี้ จึงเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมผู้คนจึงกล่าวว่า พระราชวังไดโอคลีเชียนไม่ได้กลายเป็นซากโบราณสถาน แต่ได้กลายเป็นเมืองทั้งเมือง
ฉันใช้เวลายืนอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่เพราะกำลังมองหาสถานที่สำคัญ .. แต่เพราะสายตาอดไม่ได้ที่จะค่อย ๆ ไล่ไปตามหลังคาแต่ละหลัง ซอกถนนแต่ละสาย และกำแพงหินที่ทอดตัวสลับกันไปมา
เป็นภาพที่ดูวุ่นวาย… แต่กลับงดงามอย่างน่าประหลาด
เมื่อหันออกไปอีกด้าน ภาพของเมืองเก่าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นท่าเรือและผืนน้ำกว้างใหญ่ของทะเลเอเดรียติก
เรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่กำลังแล่นเข้าออกท่าเรืออย่างไม่รีบร้อน ขณะที่เรือใบสีขาวและเรือยอชต์ลำเล็ก ๆ ลอยลำอยู่เหนือผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกายระยิบระยับ
ไกลออกไป เส้นขอบฟ้าค่อย ๆ หลอมรวมกับผืนทะเล จนแทบแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือผืนน้ำ และตรงไหนคือท้องฟ้า
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเมือง เนินเขา Marjan ยังคงปกคลุมด้วยผืนป่าสีเขียวเข้ม ราวกับกำแพงธรรมชาติที่โอบกอดเมืองสปลิตเอาไว้อย่างอ่อนโยน
ยากจะเชื่อว่า เพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เรายังเดินอยู่ท่ามกลางกำแพงหินโบราณด้านล่าง ... แต่เมื่อขึ้นมายืนบนยอดหอระฆัง ทุกอย่างกลับเปลี่ยนมุมมองไปโดยสิ้นเชิง
บางครั้ง… การเดินทางก็เป็นเช่นนี้
เราอาจต้องค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น เหนื่อยบ้าง หยุดพักบ้าง จนเกือบลืมถามตัวเองว่ากำลังขึ้นมาทำไม
แต่เมื่อมาถึงจุดสูงสุดแล้ว จึงได้รู้ว่า บางทัศนียภาพ…จะมองเห็นได้ ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของตัวเองเท่านั้น
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย