3 ก.ค. เวลา 12:01 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (32) .. Croatia: Split: Diocletian’s Palace เมื่อกำแพงหินเริ่มเล่าเรื่อง

เราเดินลอดซุ้มประตูหินหนาทึบ ผ่านอุโมงค์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวป้องกันพระราชวัง
ปัจจุบัน ความเย็นของกำแพงหินยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่เสียงฝีเท้าของทหารโรมันได้ถูกแทนที่ด้วยเสียงนักท่องเที่ยวที่เดินเลือกซื้อของที่ระลึกจากร้านเล็ก ๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง
คงไม่มีใครนึกว่า…
ทางเดินซึ่งวันนี้เต็มไปด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น โปสการ์ด และงานฝีมือท้องถิ่น เคยเป็นช่องทางที่ผู้คนต้องผ่านการตรวจตราอย่างเข้มงวดก่อนจะเข้าสู่พระราชวังของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของจักรวรรดิโรมัน
ฉันค่อย ๆ เดินผ่านอุโมงค์นั้นอย่างช้า ๆ
ปล่อยให้แสงจากปลายทางค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย
ราวกับกำลังเดินข้ามเวลาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด กลับไปยังโลกเมื่อหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีก่อน
เมื่อก้าวพ้นประตูออกมา เบื้องหน้ากลับไม่ใช่ลานกว้างโอ่อ่าอย่างที่จินตนาการไว้ .. แต่เป็นซากกำแพงหิน บ้านเรือนที่สร้างทับซ้อนกันในยุคกลาง และเศษอิฐโรมันที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ทุกแห่ง
ความงดงามของที่นี่ ไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์
แต่อยู่ที่การที่ผู้คนหลายยุคหลายสมัย ต่างเข้ามาใช้ชีวิตบนสถานที่เดียวกัน โดยไม่มีใครคิดจะลบอดีตของคนรุ่นก่อนออกไป
เมืองทั้งเมืองจึงค่อย ๆ เติบโตอยู่บนพระราชวังแห่งนี้ ราวกับต้นไม้ที่ผลิใบใหม่จากลำต้นเก่าแก่
ฉันเดินเลี้ยวไปทางขวา
บันไดหินเตี้ย ๆ นำขึ้นสู่พื้นที่ด้านบนของกำแพง .. ตรงเชิงบันได มีเศษพื้นโมเสกโรมันที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ลวดลายเรขาคณิตเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นจากหินสีหลายพันชิ้น ยังคงบอกเล่าถึงความประณีตของช่างเมื่อเกือบสองพันปีก่อน แม้เวลาจะลบสีสันของมันไปเกือบหมดแล้วก็ตาม
ฉันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอดคิดไม่ได้ว่า… บางที บนพื้นโมเสกผืนนี้ อาจเคยมีรองเท้าหนังของทหารโรมันเดินผ่าน หรืออาจเป็นรองพระบาทของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนเอง
เมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านบน .. ภาพตรงหน้าทำให้ทุกอย่างเงียบลงโดยอัตโนมัติ
กำแพงหินทอดยาวออกไปทางทะเล และช่องหน้าต่างโค้งเรียงต่อกันเป็นแนวยาว รับแสงอาทิตย์และลมจากทะเลเอเดรียติกอย่างเต็มที่
ทุกวันนี้ ผู้คนมายืนตรงนี้เพื่อถ่ายภาพวิวเมืองสปลิต
แต่เมื่อเกือบสองพันปีก่อน… ชายชราผู้สละบัลลังก์จักรวรรดิโรมัน อาจเคยยืนอยู่ ณ จุดเดียวกันนี้ทอดสายตามองเรือที่แล่นผ่านอ่าว มองพระอาทิตย์ตกเหนือทะเล
และใช้ชีวิตอย่างสงบ ในพระราชวังที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต
บางครั้ง…
ภาพที่งดงามที่สุด ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เรามองเห็น .. แต่เกิดจากผู้คนที่เราจินตนาการว่า…เคยยืนอยู่ตรงนั้น
ฉันยืนอยู่ริมแนวกำแพงหิน
สายลมจากทะเลเอเดรียติกยังคงพัดผ่านช่องหน้าต่างโค้งเช่นเดียวกับเมื่อเกือบสองพันปีก่อน
เบื้องหน้า… ผืนน้ำสีครามทอดยาวออกไปสุดสายตา เรือเฟอร์รีสีขาวแล่นเข้าออกท่าเรือ ผู้คนเดินเล่นบนริวาอย่างสบายอารมณ์ เมืองสปลิตดำเนินชีวิตของมันอย่างสงบงดงาม
แต่เมื่อหลับตาลง… ภาพตรงหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป หลังคากระเบื้องสีส้มทั้งเมืองหายไป ท่าเรือสมัยใหม่หายไป
เหลือเพียงทะเลอันกว้างใหญ่ เรือใบของจักรวรรดิโรมัน และพระราชวังหลังมหึมาที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ
ตรงหน้าต่างบานหนึ่ง .. ชายชราผู้เคยทำให้จักรวรรดิโรมันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง กำลังยืนทอดพระเนตรผืนน้ำอันเงียบสงบ พระองค์ทรงสละทุกสิ่งด้วยพระราชประสงค์ของพระองค์เอง
... แต่โลกภายนอกกลับไม่เคยยอมปล่อยให้พระองค์เป็นเพียงชายชราผู้เกษียณ
ผู้ส่งสารจากกรุงโรมเดินทางข้ามทะเลมาเฝ้า พร้อมข่าวร้าย… การแย่งชิงอำนาจ ความขัดแย้ง และความวุ่นวาย กำลังลุกลามไปทั่วจักรวรรดิ
ทุกคนต่างหวังว่า… หากจักรพรรดิไดโอคลีเชียนยอมกลับไป ทุกอย่างอาจกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ฉันนึกภาพพระองค์ทอดพระเนตรทะเลอยู่นาน ก่อนจะทรงแย้มพระสรวลเพียงเล็กน้อย
รอยยิ้มของผู้ที่ผ่านอำนาจ ชัยชนะ และการสูญเสียมาจนหมดสิ้นแล้ว
สุดท้าย พระองค์เลือกที่จะไม่กลับไป .. เลือกทะเลตรงหน้า
เลือกสวนผักที่ทรงปลูกด้วยพระหัตถ์
เลือกชีวิตอันเงียบสงบ มากกว่าบัลลังก์ที่ทั้งโลกต่างโหยหา
บางที…
ตรงจุดที่ฉันยืนอยู่นี้
อาจเป็นที่เดียวกับที่จักรพรรดิองค์หนึ่ง เคยตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตก็เป็นได้
โฆษณา