3 ก.ค. เวลา 12:47 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (33) .. Croatia: Split: Golden Gate & The Monument of Gregory of Nin.

หลังจากเดินชมมหาวิหารเซนต์ดอมนิอุส ปีนขึ้นไปสัมผัสลมทะเลบนยอดหอระฆัง และทอดสายตามองเมืองสปลิตจากมุมสูงแล้ว เราค่อย ๆ เดินลงมาตามบันไดหินโบราณอีกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังด้านเหนือของพระราชวังไดออกลีเชียน
เบื้องหน้าคือ The Golden Gate หรือ ประตูทองคำ ประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาทางเข้าทั้งสี่ของพระราชวัง และเป็นประตูที่จักรพรรดิไดออกลีเชียนใช้เสด็จเข้าออกเมื่อกว่า 1,700 ปีก่อน
แม้กาลเวลาจะพรากรายละเอียดไปไม่น้อย แต่เพียงแค่ยืนมองจากระยะไกล ก็ยังสัมผัสได้ถึงความสง่างามและอำนาจที่สถาปัตยกรรมแห่งนี้เคยประกาศให้ผู้มาเยือนรับรู้ตั้งแต่ก้าวแรก
หลายคนอาจเข้าใจว่าชื่อ “ประตูทองคำ” หมายถึงประตูที่ทำจากทองคำ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยค่ะ
ชื่อนี้เพิ่งถูกเรียกขึ้นภายหลัง เพื่อยกให้เป็น “ประตูที่ทรงเกียรติที่สุด” ของพระราชวัง เปรียบเสมือนประตูสำหรับบุคคลสำคัญ ส่วนประตูอีกสามด้านก็ได้รับการตั้งชื่อตามลำดับความสำคัญเช่นกัน ได้แก่ ประตูเงิน ประตูเหล็ก และประตูทองสัมฤทธิ์
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 ประตูแห่งนี้คงเป็นภาพที่น่าเกรงขามไม่น้อย
กำแพงหินสีขาวสูงใหญ่ถูกขนาบด้วยหอคอยแปดเหลี่ยมทั้งสองด้าน ขณะที่ประตูเหล็กด้านนอกสามารถยกขึ้นลงได้จากแนวกำแพงด้านบน ภายในยังมีประตูอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ผู้บุกรุกต้องติดอยู่ในช่องทางแคบ ๆ ซึ่งทหารสามารถป้องกันเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถาปัตยกรรมทั้งหมดไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความงดงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ผู้ที่พำนักอยู่ภายในคือหนึ่งในจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจที่สุดของจักรวรรดิโรมัน
เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นว่าด้านหน้าประตูเต็มไปด้วยรายละเอียดอันวิจิตร ทั้งซุ้มโค้ง เสาหิน และช่องประดับรูปสลักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานรูปเทพเจ้าหรือองค์จักรพรรดิ โดยนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ช่องตรงกลางด้านบนอาจเคยประดับภาพของ เทพจูปิเตอร์ เทพเจ้าสูงสุดของชาวโรมัน
แม้รูปสลักเหล่านั้นจะสูญหายไปนานแล้ว แต่ฐานรองและร่องรอยของการตกแต่งยังคงหลงเหลือให้จินตนาการถึงความอลังการในอดีตได้ไม่ยาก
อีกหนึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนส่วนใหญ่อาจเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต คือใบหน้าประหลาดสองใบเหนือซุ้มประตู ซึ่งเรียกว่า Felicitas Saeculi
รูปสลักนี้เป็นการผสมผสานระหว่างใบหน้ามนุษย์กับหัววัว เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคง และความรุ่งเรืองในรัชสมัยของจักรพรรดิไดออกลีเชียน เปรียบเสมือนคำอวยพรที่มอบแก่ผู้ที่ก้าวผ่านประตูเข้าสู่พระราชวังแห่งจักรวรรดิ
ทุกวันนี้ ประตูทองคำดูเตี้ยกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะตัวประตูทรุดตัวลง แต่เป็นเพราะระดับพื้นดินของเมืองสปลิตค่อย ๆ สูงขึ้นจากการก่อสร้างและการทับถมของดินตลอดหลายศตวรรษ ทำให้ระดับพื้นเดิมของยุคโรมันจมลึกลงไปประมาณหนึ่งถึงสองเมตร
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า เมืองทั้งเมืองไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่เติบโตขึ้นทีละชั้นบนร่องรอยของอดีต จนกลายเป็นสปลิตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เมื่อเดินลอดซุ้มประตูออกมาด้านนอก บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที
จากพื้นที่ที่เคยเป็นหัวใจของจักรวรรดิโรมัน เราก้าวเข้าสู่สวนเล็ก ๆ ที่ร่มรื่น มีผู้คนนั่งพัก ถ่ายภาพ และพูดคุยกันอย่างผ่อนคลาย
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคน ไม่ใช่ตัวประตู หากเป็นบุรุษร่างใหญ่ในชุดนักบวชสีดำสนิท ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ราวกับกำลังกล่าวถ้อยคำบางอย่างแก่ผู้คนที่เดินผ่านมาตลอดหลายสิบปี
และเรื่องราวของท่าน…ก็กลายเป็นตำนานอีกบทหนึ่งของเมืองสปลิตค่ะ
ผู้พิทักษ์ภาษา…ผู้พิทักษ์จิตวิญญาณของชาวโครเอเชีย
เมื่อก้าวพ้นประตูทองคำออกมา สิ่งแรกที่สะดุดสายตาคือรูปปั้นบรอนซ์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนสีเขียว
ชายชราเครายาวในชุดนักบวชกำลังยกนิ้วชี้ขึ้นราวกับกำลังประกาศถ้อยคำสำคัญ มืออีกข้างแนบคัมภีร์ไว้กับอก ผ้าคลุมหนาทิ้งตัวเป็นริ้วลึก ดูหนักแน่นและเปี่ยมด้วยพลัง
นี่คือ Gregory of Nin หรือ เกรกอรีแห่งนิน หนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์โครเอเชีย
รูปปั้นบรอนซ์สูงกว่า 8 เมตรนี้ เป็นผลงานของ Ivan Meštrović ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโครเอเชียในศตวรรษที่ 20
สิ่งที่ทำให้รูปปั้นนี้น่าประทับใจ ไม่ใช่เพียงขนาดอันมหึมา หากแต่เป็นพลังทางอารมณ์ที่ศิลปินถ่ายทอดลงไป
ใบหน้าที่เคร่งขรึม ดวงตาที่มองไกลออกไป นิ้วชี้ที่ยกขึ้นอย่างหนักแน่น ราวกับกำลังยืนยันความเชื่อของตนต่อหน้าผู้คนทั้งแผ่นดิน
แม้จะยืนนิ่งอยู่กับที่ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกล่าวสุนทรพจน์อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จะยิ่งเห็นความงดงามของรายละเอียด
ปลายนิ้วมือที่เรียวยาวจับคัมภีร์อย่างมั่นคง รอยพับของจีวรที่ทอดตัวลงเป็นชั้น ๆ และพื้นผิวบรอนซ์ที่สะท้อนแสงแดด ล้วนเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงฝีมืออันยอดเยี่ยมของเมชโตรวิช
สำหรับชาวโครเอเชีย เกรกอรีแห่งนินไม่ได้เป็นเพียงบิชอปในศตวรรษที่ 10 หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอัตลักษณ์ของชาติ
ในยุคนั้น พิธีกรรมของคริสตจักรใช้ภาษาละติน ซึ่งประชาชนทั่วไปแทบไม่มีใครเข้าใจ
เกรกอรีจึงลุกขึ้นเรียกร้องให้ใช้ ภาษาโครเอเชียโบราณ (Glagolitic) ในพิธีทางศาสนา เพื่อให้ประชาชนสามารถฟังพระคัมภีร์และคำสอนได้ด้วยภาษาของตนเอง
แม้ความพยายามของท่านจะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากอำนาจศาสนจักรในยุคนั้น แต่การต่อสู้ครั้งนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยรักษาภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของชาวโครเอเชียเอาไว้
บางครั้ง…
การปกป้องประเทศก็ไม่จำเป็นต้องถือดาบ
เพียงปกป้อง “ภาษา” ของผู้คนไว้ได้ ก็อาจปกป้องหัวใจของทั้งชาติไว้ได้เช่นกัน
รูปปั้นที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ก็มีเรื่องราวที่ไม่ต่างจากประวัติของเจ้าของรูปปั้น
เดิมที ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้ตั้งอยู่หน้าประตูทองคำ แต่เคยตั้งเด่นอยู่กลางลาน Peristyle ภายในพระราชวังไดออกลีเชียน
กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออิตาลีเข้ายึดครองเมืองสปลิต รูปปั้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวโครเอเชีย กลับถูกมองว่าอาจปลุกกระแสชาตินิยม
กองทัพอิตาลีจึงสั่งรื้อถอนรูปปั้น แยกออกเป็นหลายชิ้น และนำไปฝังซ่อนไว้ใต้ดิน
โชคดีที่หลังสงครามสิ้นสุดลง ชิ้นส่วนทั้งหมดได้รับการค้นพบอีกครั้ง ก่อนจะถูกประกอบขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถัน และย้ายมาตั้ง ณ ตำแหน่งปัจจุบันด้านหน้าประตูทองคำในปี ค.ศ. 1954
หากเปรียบชีวิตของรูปปั้นกับประวัติศาสตร์ของชาวโครเอเชีย ก็คงกล่าวได้ว่า…
ทั้งสองต่างเคยถูกทำลาย แต่ก็ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งอย่างสง่างาม
และก่อนที่เราจะเดินจากไป อย่าลืมก้มมองลงที่พระบาทของท่านสักนิด…
เพราะตรงนั้นมีร่องรอยแห่งศรัทธาที่นักท่องเที่ยวนับล้านคนร่วมกันสร้างขึ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์อันโด่งดังของเมืองสปลิตค่ะ
โฆษณา