วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ

“แบ่งงานกันทำ แต่ไม่แบ่งแยกครอบครัว” วิธีส่งต่ออาณาจักร 4 แสนล้าน ฉบับเจ้าพ่อกาสิโนมาเก๊า

ถ้าต้องส่งต่อความมั่งคั่งระดับ 400,000 ล้านบาท ให้กับลูก 5 คน เราจะวางแผนอย่างไร ?
นี่ไม่ใช่แค่คำถามสมมติสนุก ๆ แต่เป็นโจทย์ชีวิตจริงที่คุณ Lui Che Woo มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Galaxy Entertainment Group อาณาจักรกาสิโนชื่อดังแห่งมาเก๊า เคยเผชิญ
การส่งต่อความมั่งคั่งมหาศาลขนาดนี้ เขาจึงต้องใช้เวลาจัดโครงสร้างและประกาศแผนการส่งต่อธุรกิจล่วงหน้านานถึง 12 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ่านจริง ๆ ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น
และไม่มีศึกแย่งชิงมรดกแบบที่มักเกิดขึ้นกับธุรกิจตระกูลมหาเศรษฐีหลายแห่ง จนทำให้เรื่องราวนี้ถูกนำไปเป็นต้นแบบของการส่งต่อธุรกิจครอบครัวในเอเชีย
ตระกูล Lui มีกลยุทธ์ส่งต่ออาณาจักรระดับแสนล้านบาทนี้อย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งระดับ 4 แสนล้านบาทของคุณ Lui Che Woo เรียกได้ว่าไม่ต่างจากรถไฟเหาะ ที่มีทั้งช่วงทะยานสู่จุดสูงสุดสลับกับล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง
เขาเกิดในครอบครัวฐานะร่ำรวยที่จีนแผ่นดินใหญ่ แต่เมื่อเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ทำให้ในวัยเด็กเขาต้องลี้ภัยตามครอบครัวมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ฮ่องกง
หลังจากมาตั้งหลักได้ไม่นาน จากสงครามจีน-ญี่ปุ่น ก็ปะทุเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ฮ่องกงถูกญี่ปุ่นยึดครอง และธุรกิจของครอบครัวเขาพังทลายลงในชั่วข้ามคืน
1
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา คุณ Lui Che Woo กลับมองเห็นโอกาสท่ามกลางความขาดแคลนในช่วงสงคราม
ช่วงนั้นอาหารอย่างน้ำมันพืชและแป้งสาลีขาดแคลนอย่างหนัก เขาจึงพลิกแพลงนำแป้งมันสำปะหลังมาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและบะหมี่ไข่ทอดกรอบขาย
ปรากฏว่าขายดีมาก จนทำให้เขากอบโกยเงินจากทหารญี่ปุ่นได้เป็นล้าน ในระยะเวลาเพียง 3 ปีกว่า
แต่เมื่อสงครามจบลง หายนะครั้งใหม่ก็มาเยือนทันที เพราะเมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม เงินจำนวนมหาศาลของประเทศผู้แพ้สงครามที่เขาหามาได้ ก็กลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าในชั่วข้ามคืน
1
สำหรับหลายคน เหตุการณ์แบบนี้อาจทำให้หมดแรงไปต่อ แต่สำหรับคุณ Lui Che Woo เขาใช้มันเป็นบทเรียนและยังคงมองหาโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ
เขาเริ่มเบนเข็มเข้าสู่ธุรกิจเครื่องจักรและรถยนต์ ก่อนจะนำเครื่องจักรมาขยายธุรกิจเหมืองหินจนประสบความสำเร็จ ตามด้วยการขยายกิจการไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นในวัย 73 ปี เมื่อเขาตัดสินใจเข้าประมูลใบอนุญาตธุรกิจกาสิโนในมาเก๊า ทั้งที่แทบไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจกาสิโนมาก่อนเลย
แต่การตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการกาสิโนในวันนั้น ได้กลายมาเป็นสปริงบอร์ดชิ้นสำคัญ ทำให้เขามีความมั่งคั่งสูงถึง 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 4 แสนล้านบาท
ส่งผลให้เขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด อันดับ 7 ของฮ่องกงประจำปี 2024 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในวัย 95 ปี
จากบาดแผลและความโหดร้ายจากสงครามที่เขาต้องเผชิญได้กลายมาเป็นบทเรียนล้ำค่าที่หล่อหลอมให้คุณ Lui Che Woo เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้งว่า
การสร้างความมั่งคั่งว่ายากแล้ว แต่การปกป้องความมั่งคั่งนั้นยากยิ่งกว่า..
เขาจึงตัดสินใจจัดโครงสร้างและประกาศแผนสืบทอดธุรกิจต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2012 หรือเป็นการวางแผนล่วงหน้าถึง 12 ปี ก่อนที่เขาจะจากไป
เคล็ดลับสำคัญที่เขาใช้รักษาสมดุลของครอบครัวที่มีลูกถึง 5 คนคือ
ปรัชญาที่เรียกว่า Division of labor without division of the family หรือแปลง่าย ๆ ว่า
“แบ่งงานกันทำ แต่ไม่แบ่งแยกครอบครัว”
โดยการแยกโครงสร้างอำนาจ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สิทธิความเป็นเจ้าของ อำนาจการควบคุม และสิทธิในการบริหาร ออกจากกันอย่างเด็ดขาด
ซึ่งสามารถสรุปกลยุทธ์ของตระกูล Lui ได้ 3 ข้อ ดังนี้
1. รวมความเป็นเจ้าของไว้ที่กองกลาง
แทนที่จะแบ่งหุ้นหรือแยกบริษัทให้ลูกแต่ละคนโดยตรง คุณ Lui Che Woo ใช้วิธีรวบรวมสัดส่วนหุ้นหลักของธุรกิจ เข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของกองทรัสต์ครอบครัวและบริษัทโฮลดิง
วิธีนี้เปรียบเสมือนการมีตู้เซฟกองกลาง ที่ล็อกอำนาจการควบคุมให้ครอบครัวยังมีสิทธิในการควบคุมบริษัทร่วมกัน โดยไม่ถูกคนนอกเข้ามาแทรกแซง
และที่สำคัญคือ ช่วยป้องกันปัญหาพี่น้องทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ รวมถึงป้องกันการเทขายหุ้นเพื่อดึงเงินสดออกไปใช้ส่วนตัว
ซึ่งเป็นสาเหตุคลาสสิกที่มักทำให้อาณาจักรธุรกิจครอบครัวต้องพังทลายลงในที่สุด
2. แบ่งงานให้ตรงกับความถนัด
คุณ Lui Che Woo มอบหมายงานให้ลูกทั้ง 5 คน โดยพิจารณาจากประวัติการศึกษา ความถนัด และความสนใจของแต่ละคนเป็นหลัก
- คุณ Francis Lui ลูกชายคนโต เป็นคนรับไม้ต่อคุมเส้นเลือดใหญ่ นั่นคือ ธุรกิจกาสิโนในมาเก๊า
และด้วยดีกรีด้านวิศวกรรมโยธา ประกอบกับความหลงใหลในงานก่อสร้าง เขาจึงได้เข้ามาช่วยดูแลโปรเจกต์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวอยู่เสมอ
โดยดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการก่อสร้าง ซึ่งผลงานชิ้นโบแดงคือ การคุมทัพสร้างรีสอร์ตและกาสิโนในมาเก๊า
จนได้รับความไว้วางใจให้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานของ Galaxy Entertainment Group และ K. Wah Group ในปัจจุบัน
- คุณ Lawrence Lui ลูกชายคนรอง เป็นผู้รับไม้ต่อคุมอาณาจักรธุรกิจโรงแรมในสหรัฐอเมริกา
เขาเป็นผู้สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจโรงแรมที่สหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ช่วงยุค 1980 จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมนี้
จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่ทัพดูแลและขยายเครือข่ายธุรกิจโรงแรมของครอบครัวในระดับสากล
- คุณ Alexander Lui ลูกชายคนเล็ก เป็นผู้รับไม้ต่อคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่
เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหการและระบบ ทำให้เขามีมุมมองที่เฉียบคมด้านการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่
จึงถูกวางตัวให้เป็นผู้ดูแลกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างของครอบครัว ภายใต้บริษัท K. Wah International
ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาโปรเจกต์ที่พักอาศัยระดับหรูหรามากมายในฮ่องกงและจีน
- คุณ Paddy Tang Lui ลูกสาวคนโต เป็นผู้รับไม้ต่อคุมสายงานปฏิบัติการและการบริหารธุรกิจโรงแรม
เธอเรียนจบสายธุรกิจมาโดยตรง ทำให้มีทักษะการบริหารจัดการองค์กร
จึงได้รับมอบหมายให้นำความรู้มาดูแลภาพรวมฝั่งปฏิบัติการและการบริหารงานโรงแรมของครอบครัวในฮ่องกง
ควบคู่กับการนั่งแท่นเป็นกรรมการบริหารระดับสูงของอาณาจักรกาสิโน Galaxy Entertainment อีกด้วย
- คุณ Eileen Lui ลูกสาวคนเล็ก เป็นผู้รับไม้ต่อคุมงานบริหารหลังบ้านและทรัพยากรบุคคล
เพราะมีความถนัดและมีความละเอียดอ่อนในการบริหารคน เธอจึงได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภารกิจที่สำคัญไม่แพ้การหาเงิน นั่นคือการดูแลคน
โดยนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและดูแลงานบริหารจัดการทั่วไปทั้งหมด ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลังบ้านที่ช่วยขับเคลื่อนให้ Galaxy Entertainment เดินหน้าได้อย่างมั่นคง
3. ปลูกฝังความผูกพันและค่านิยมร่วมกัน
กฎข้อนี้ถือเป็นแก่นแท้ของความสำเร็จเลยก็ว่าได้ เพราะต่อให้วางโครงสร้างธุรกิจไว้รัดกุมแค่ไหน แต่ถ้าพี่น้องมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี
คุณ Lui Che Woo จึงปลูกฝังให้ลูก ๆ ได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศการทำงานตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อให้เกิดความผูกพันและซึมซับความรับผิดชอบที่มีต่อธุรกิจ
ควบคู่ไปกับการหล่อหลอมค่านิยมผ่านการร่วมกันทำมูลนิธิและงานการกุศลเพื่อสังคม
กลยุทธ์นี้ช่วยสร้างความภาคภูมิใจและหลอมรวมครอบครัวให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้ทุกคนมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน มากกว่าที่จะโฟกัสแค่เรื่องผลประโยชน์หรือตัวเงินเพียงอย่างเดียว
การขีดเส้นแบ่งขอบเขตอำนาจอย่างชัดเจน ทำให้ลูก ๆ ทุกคนมีความเป็นอิสระในการบริหารและต่อยอดธุรกิจตามความถนัดของตนเอง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอำนาจ หน้าที่ที่ทับซ้อนกัน
ส่งผลให้ทันทีที่คุณ Lui Che Woo จากโลกนี้ไป อาณาจักรธุรกิจหลายแสนล้านบาทก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้อย่างไร้รอยต่อ
กรณีศึกษาของตระกูล Lui จึงตอกย้ำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า การส่งมอบมรดกที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การพยายามแบ่งสมบัติให้ทุกคนเท่ากันเสมอไป
แต่คือศิลปะของการจัดโครงสร้างความเป็นเจ้าของให้รัดกุม และการกระจายสิทธิในการบริหารล่วงหน้าให้เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การกล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ผู้ก่อตั้งไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า และลุกขึ้นมาจัดเตรียมโครงสร้างเพื่อรับมือให้เร็วที่สุด
เพราะนี่คือทางออกที่จะทำให้คำว่ากงสี ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของศึกสายเลือด แต่จะเป็นการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างไร้รอยต่อ อย่างที่ตระกูล Lui ได้พิสูจน์ให้เห็นนั่นเอง..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#LuiCheWoo
โฆษณา