วันนี้ เวลา 05:25 • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ วิกฤติเงียบ ประเทศไทยกำลังเดินเข้า "ทางตันงบประมาณ" ทุกทางออกที่พูดกันมา 10 ปี ไม่มีใครกล้าทำซักทาง

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้อยากชวนคุยเรื่องที่ฟังดูน่าเบื่อที่สุดในโลก แต่จะกระทบกระเป๋าเงินของทุกคนแรงที่สุดในทศวรรษนี้ค่ะ นั่นคือ "งบประมาณแผ่นดิน" ที่กำลังเดินเข้าสู่ทางตันแบบเห็นๆ ไม่ใช่คำขู่ ไม่ใช่สาย doom แต่เป็นเลขคณิตชั้นประถมที่ใครบวกลบเป็นก็เห็นเหมือนกันหมด และที่นิคกี้อยากให้อ่านจนจบ เพราะตอนท้ายมีคำถามหนึ่งข้อที่นิคกี้อยากถามดังๆ ว่า ประเทศแบบไหนกันที่เศรษฐกิจโตแต่รัฐเก็บภาษีไม่ได้
📊 เลขคณิตง่ายๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง
งบประมาณปี 2570 ที่เพิ่งผ่านสภาวาระแรกไปเมื่อปลายมิถุนายน วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาทค่ะ ฟังดูเยอะใช่ไหมคะ แต่ลองแกะไส้ในดู รายจ่ายประจำ คือเงินเดือน บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำค่าไฟของระบบราชการ กินไปแล้ว 2.79 ล้านล้านบาท หรือ 73.6% ของเค้กทั้งก้อน ในขณะที่รายได้ที่รัฐเก็บได้จริงอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาทพอดี
แปลว่าอะไรคะ แปลว่ารายได้ทั้งปีของประเทศ พอหักค่าใช้จ่ายประจำกับค่าใช้หนี้เก่าแล้ว เหลือเศษนิดเดียว ส่วนงบลงทุน 7.89 แสนล้านที่เอาไว้สร้างถนน สร้างรถไฟ สร้างอนาคตให้ลูกหลานเรา ต้องอาศัยเงินกู้เกือบทั้งก้อน เพราะปีนี้เรากู้ชดเชยขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท ลองเทียบเลขสองตัวนี้ดูนะคะ งบลงทุน 789,000 ล้าน เงินกู้ 788,000 ล้าน ห่างกันแค่พันกว่าล้านบาท พูดแบบบ้านๆ คือ ทุกบาทที่ประเทศนี้ลงทุน แทบจะเป็นเงินกู้ล้วนๆ แล้วค่ะ
และที่น่าตกใจกว่านั้น ปีนี้งบประมาณรวมโตแค่ 0.2% แต่รายจ่ายประจำวิ่งไป 4.6% ลองนึกภาพครอบครัวที่รายได้เท่าเดิม แต่ค่ากินอยู่ประจำเดือนเพิ่มปีละเกือบ 5% ทุกปี เงินเก็บเงินลงทุนจะเหลือจากไหนคะ
⚠️ กับดักกฎหมายที่กำลังจะสปริงตัว
หลายคนอาจไม่รู้ว่าประเทศเรามีกฎหมายการคลังที่เขียนไว้ดีมากค่ะ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 20 บอกว่างบลงทุนต้องไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ และที่สำคัญกว่าคือ "ต้องไม่น้อยกว่าเงินที่กู้มาชดเชยการขาดดุล" เจตนารมณ์สวยงามมาก คือถ้าจะกู้ ต้องกู้มาลงทุนสร้างอนาคต ห้ามกู้มากินมาใช้เฉยๆ
2
ปีนี้เราผ่านเกณฑ์แบบเส้นยาแดงผ่าแปด งบลงทุนสูงกว่าเงินกู้อยู่แค่หลักพันล้านจากฐานเกือบ 8 แสนล้าน แล้วปีหน้าล่ะคะ ถ้ารายจ่ายประจำยังโต 4.6% ต่อปีแบบนี้ต่อไป ในขณะที่รายได้โตตามไม่ทัน เงินกู้จะแซงงบลงทุนแทบจะทันที และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะกลายเป็นประเทศที่ "กู้มาจ่ายเงินเดือน กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาใช้หนี้เก่า" อย่างเป็นทางการ ซึ่งผิดทั้งเจตนารมณ์และตัวบทของกฎหมายที่เราเขียนขึ้นมาเตือนตัวเองแท้ๆ
ทางแก้ที่พูดกันมาสิบปีมีแค่ 2 ทางค่ะ ลดรายจ่าย กับ เพิ่มรายได้ ฟังดูง่ายใช่ไหมคะ ทีนี้นิคกี้จะพาไปดูว่าทำไมสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครทำได้สักทาง
💰 ลดรายจ่าย? ก้อนใหญ่ที่สุดคือ "คน" และมันแตะไม่ได้
ก่อนจะบอกว่า "ก็ตัดงบสิ" ต้องรู้ก่อนว่าก้อนใหญ่ที่สุดในรายจ่ายประจำคืออะไรค่ะ คำตอบคือ ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐและบำนาญข้าราชการ รวมกัน 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งประเทศ และ 3 กระทรวงที่แบกหนักสุดคือศึกษาธิการ สาธารณสุข และกลาโหม
ทีนี้ลองคิดดูนะคะ ก้อนนี้ลดได้ไหม เงินเดือนข้าราชการลดไม่ได้เพราะเป็นสิทธิตามกฎหมาย บำนาญยิ่งลดไม่ได้เพราะเป็นภาระผูกพันที่สัญญาไว้กับคนที่ทำงานมาทั้งชีวิต แถมยังโตขึ้นเองทุกปีโดยไม่ต้องมีใครไปเพิ่ม เพราะข้าราชการรุ่นเบบี้บูมทยอยเกษียณปีละหลายหมื่นคน แต่ละคนรับบำนาญไปอีก 20-30 ปี ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการก็โตตามอายุที่ยืนขึ้น นี่คือรายจ่ายแบบ autopilot ที่วิ่งเองปีละ 4-5% ต่อให้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยก็โต
การจะลดจริงๆ ต้องปฏิรูประบบราชการทั้งระบบ ลดอัตรากำลัง ควบรวมหน่วยงาน ปรับระบบบำนาญของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการเมืองที่เจ็บปวดและเห็นผลใน 10-20 ปี ในขณะที่รัฐบาลไทยอายุเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปี ใครจะยอมเจ็บวันนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ตัวเองไม่ได้อยู่เก็บเกี่ยวคะ
🔻 แล้วรายจ่ายอื่นๆ ล่ะ เคยมีรัฐบาลไหน "ลด" จริงบ้าง
คำถามนี้นิคกี้ชอบมากค่ะ เพราะคำตอบมันจุกอก ถ้าย้อนประวัติศาสตร์แบบแฟร์ๆ ประเทศเราเคยลดรายจ่ายจริงอยู่นะคะ แต่ทุกครั้งคือตอน "ถูกวิกฤตบังคับ" ทั้งนั้น
ยุครัฐบาลชวนหลังต้มยำกุ้งที่ถูกเงื่อนไข IMF บังคับให้หั่นงบ ยุคโควิดที่งบปี 2565 ถูกตัดลงเกือบสองแสนล้านเพราะรายได้ทรุดจนตั้งงบใหญ่ไม่ไหว ไม่มีสักครั้งเดียวที่รัฐบาลไทยลุกขึ้นมาลดรายจ่ายด้วยความสมัครใจในยามปกติเพื่อแก้โครงสร้าง และพอวิกฤตผ่าน รายจ่ายก็เด้งกลับมาโตต่อเหมือนเดิมทุกครั้ง
ตัวเลขที่ฟ้องชัดที่สุดคืออันนี้ค่ะ งบประมาณสมดุลครั้งสุดท้ายของประเทศไทยคือปี 2548 ยุคที่เศรษฐกิจฟื้นแรงหลังวิกฤตจนทำงบสมดุลได้เร็วกว่าแผนตั้ง 2 ปี หลังจากนั้นเราขาดดุลติดต่อกันมาแล้วร่วม 20 ปี ไม่เว้นแม้แต่ปีเดียว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย ไม่ว่ารัฐบาลสีไหนขั้วไหน การขาดดุลกลายเป็น default ของประเทศนี้ไปแล้ว และแนวโน้มไม่ใช่แค่ไม่ลด แต่หาทางกู้ "เพิ่ม" นอกระบบอีกต่างหาก
หลักฐานล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นอกงบประมาณปกติ โดยอ้างวิกฤตพลังงาน ซึ่งครึ่งหนึ่งราว 2 แสนล้านเอาไปทำโครงการแจกเงินกระตุ้นการบริโภคอย่างไทยช่วยไทยพลัส และอีก 2 แสนล้านบอกว่าจะ "ปรับโครงสร้างพลังงาน" ที่จนวันนี้แผนก็ยังไม่ชัด
นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านตั้งคำถามตรงๆ ว่านี่คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องออก พ.ร.ก. จริงหรือ หรือแค่ช่องทางกู้ที่เลี่ยงวินัยงบประมาณปกติ
พูดให้แรงขึ้นอีกนิดนะคะ ในปีเดียวกับที่รัฐบาลบอกสภาว่าจะรักษาวินัยการคลัง ตั้งเป้าลดขาดดุลให้เหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 รัฐบาลก็เซ็นเช็คกู้เงินนอกงบให้ตัวเอง 4 แสนล้านไปเรียบร้อยแล้ว คำพูดกับการกระทำมันสวนทางกันขนาดนี้ แล้วจะให้ตลาดเชื่อคำมั่นเรื่องวินัยการคลังได้ยังไงคะ
💲 เพิ่มรายได้? ลองขึ้น VAT สิ โดนด่าจนต้องถอยทุกครั้ง
โอเค ลดรายจ่ายไม่ได้ งั้นเพิ่มรายได้ก็แล้วกัน ทางเทคนิคที่ง่ายและได้เงินเร็วที่สุดคือขึ้น VAT ค่ะ เพราะ VAT คือเครื่องจักรเก็บเงินอันดับหนึ่งของประเทศ ปีที่แล้วเก็บได้เกือบล้านล้านบาท และทุก 1% ที่ขึ้น จะได้เงินเพิ่มมหาศาลทันที
แต่ทุกคนก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทุกครั้งที่มีใครแค่ "แย้ม" เรื่องขึ้น VAT ใช่ไหมคะ โดนถล่มยับทั้งโซเชียล ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งสื่อ จนต้องรีบออกมาปฏิเสธภายใน 48 ชั่วโมงว่าไม่มีแนวคิดดังกล่าว วนลูปแบบนี้มาเป็นสิบปี VAT ไทยเลยค้างอยู่ที่ 7% มาตั้งแต่ปี 2540 ทั้งที่กฎหมายจริงเขียนไว้ 10% แล้วเราก็ต่ออายุ "อัตราชั่วคราว" นี้กันปีต่อปีเหมือนเป็นประเพณี
ที่เจ็บปวดคือ พอขึ้นภาษีฐานกว้างไม่ได้ ภาระมันไม่ได้หายไปไหนนะคะ มันแค่ย้ายไปตกกับคนกลุ่มเดิมที่หนีไม่ได้ นั่นคือมนุษย์เงินเดือนและคนชั้นกลางที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนแบบอัตโนมัติ
ในขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบขนาดมหึมา ทั้งค้าขายเงินสด ทั้งธุรกิจที่รายได้ไม่เข้าระบบ ไม่ได้ร่วมแบกอะไรด้วยเลย คนชั้นกลางเลยกลายเป็นกลุ่มที่จ่ายเต็ม โดนหักก่อน และได้สวัสดิการกลับมาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับที่จ่ายไป
📉 หมัดเด็ดที่นิคกี้อยากให้จำ: เศรษฐกิจโต แต่รัฐเก็บภาษีไม่ได้
และนี่คือตัวเลขที่นิคกี้อยากให้ทุกคนจำไปเถียงกับใครก็ได้ค่ะ ลองดูสิบปีที่ผ่านมา Nominal GDP หรือขนาดเศรษฐกิจในรูปตัวเงินของไทย โตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี แต่รายได้ภาษีสุทธิของรัฐบาลโตเฉลี่ยแค่ราว 2% ต่อปีเท่านั้น เศรษฐกิจโตเร็วกว่ารายได้รัฐ 2 เท่า ค่ะทุกคน สองเท่า!
ประเทศบ้าอะไรคะเนี่ย เศรษฐกิจขยายตัว มูลค่าการค้าเพิ่ม ราคาสินค้าเพิ่ม แต่รัฐเก็บภาษีตามไม่ทันครึ่งหนึ่งของการโตนั้น ผลที่ตามมาคือสัดส่วนภาษีต่อ GDP ของไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 14.6% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน และต่ำแบบไม่มีทีท่าจะเด้งกลับ
มันแปลว่าอะไรคะ แปลว่าปัญหาไม่ใช่แค่เศรษฐกิจโตช้า แต่คือ "เครื่องเก็บภาษีของรัฐพัง" ฐานภาษีรั่วมหาศาล เศรษฐกิจย้ายไปอยู่นอกระบบมากขึ้นเรื่อยๆ สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีแจกกันจนพรุน และไม่มีการปฏิรูปการจัดเก็บอย่างจริงจังมานาน ตราบใดที่เครื่องนี้ยังพัง ต่อให้เศรษฐกิจโต 5% รัฐก็จนลงโดยเปรียบเทียบอยู่ดี
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
นิคกี้สรุปให้แบบไม่อ้อมค้อมนะคะ ทางตันงบประมาณของไทยเป็นของจริง ไม่ใช่วาทกรรม ตัวเลขปี 2570 ฟ้องชัดว่างบลงทุนกับเงินกู้แทบจะเท่ากันแล้ว และช่องว่างระหว่างรายจ่ายประจำที่โตปีละเกือบ 5% กับรายได้ที่โตปีละ 2% คือระเบิดเวลาที่ทบต้นทุกปี ทางออกก็มีแค่ 2 ทางที่พูดกันจนปากเปียกปากแฉะ คือลดรายจ่ายกับเพิ่มรายได้ แต่รายจ่ายก้อนใหญ่สุดคือคนและบำนาญที่แตะไม่ได้ในการเมืองอายุสั้น ส่วนการเพิ่มรายได้ก็ติดกับดักที่ว่าขึ้น VAT เมื่อไหร่โดนด่าเมื่อนั้น สุดท้ายภาระก็วนกลับมาลงคนชั้นกลางที่หนีระบบไม่ได้เหมือนเดิม
สิ่งที่นิคกี้มองว่าเป็นความเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่วิกฤติแบบต้มยำกุ้งที่ระเบิดตูมเดียวนะคะ แต่เป็น "การเสื่อมแบบเงียบ" ที่งบลงทุนโดนบีบให้เล็กลงทุกปี ประเทศหยุดสร้างอนาคต ศักยภาพการโตระยะยาวค่อยๆ ต่ำลง เครดิตเรตติ้งถูกกดดัน และคนรุ่นใหม่ต้องแบกทั้งหนี้เก่าและระบบที่ไม่ยอมปฏิรูป ซึ่งในบางมุมมันน่ากลัวกว่าวิกฤติเฉียบพลันด้วยซ้ำ เพราะมันไม่มีเสียงระเบิดให้คนตื่นขึ้นมา
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการพิจารณางบปี 2570 วาระ 2-3 ช่วงปลายปี ท่าทีเรื่องการปฏิรูปภาษีหลังตัวเลขจัดเก็บต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และการใช้เงิน พ.ร.ก. 4 แสนล้านว่าจะไปลงโครงสร้างจริงหรือละลายไปกับการแจก รวมถึงมุมมองของบริษัทจัดอันดับเครดิตต่อหนี้สาธารณะที่กำลังไต่เข้าใกล้เพดาน 70% ค่ะ
ส่วนพอร์ตของเราเอง นิคกี้ยังยืนยันหลักการเดิมค่ะ อย่าฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศและธีมการเติบโตระดับโลกไม่ใช่เรื่องของความโลภ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงจากบ้านของเราเองที่โครงสร้างการคลังกำลังอ่อนแรงลงทุกปี และเหนือสิ่งอื่นใด เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือนไว้ให้แน่น เพราะในประเทศที่รัฐเริ่มหมุนเงินไม่ทัน คนที่ต้องดูแลตัวเองให้เป็นคือพวกเราเองค่ะ
โฆษณา