4 ก.ค. เวลา 06:01 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (37) .. Croatia: Zadar

Zadar – เมืองที่ธรรมชาติขับขานเป็นบทเพลง และแสงอาทิตย์สร้างงานศิลปะ
หลังจากออกเดินทางจากเมืองชิเบนิก (Šibenik) รถค่อย ๆ แล่นไปตามถนนเลียบชายฝั่งทะเลเอเดรียติก ทิวทัศน์สองข้างทางชวนให้ละสายตาแทบไม่ได้
ทั้งภูเขาหินปูนสีขาวที่ตั้งตระหง่าน ป่าสนสีเขียวสดที่ปกคลุมเนินเขา แม่น้ำและอ่าวน้ำสีครามที่ทอดยาวสุดสายตา
รวมถึงสะพานโค้งขนาดใหญ่ที่พาดข้ามหุบเขาอย่างสง่างาม ทุกภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของธรรมชาติในแคว้นดัลเมเชีย (Dalmatia) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ยิ่งรถเข้าใกล้ตัวเมืองมากขึ้น ภาพของท่าจอดเรือยอชต์ บ้านหลังคาสีส้ม และเมืองเล็ก ๆ ที่โอบล้อมด้วยผืนน้ำก็เริ่มเผยโฉมให้เห็นอยู่ไกล ๆ ราวกับภาพวาดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้การเดินทางสู่เมืองซาดาร์เต็มไปด้วยความเพลิดเพลินตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวลงจากรถ
เมืองซาดาร์ (Zadar) เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศโครเอเชีย มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี เคยผ่านการปกครองของชาวอิลลีเรียน โรมัน ไบแซนไทน์ เวนิส ออสเตรีย และอีกหลายอาณาจักร
แต่สิ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้แตกต่างจากเมืองประวัติศาสตร์อื่น ๆ ไม่ใช่เพียงร่องรอยแห่งอดีต หากเป็นการผสมผสานอดีตกับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองชายทะเลที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของทะเลเอเดรียติก
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ถนนเลียบชายฝั่งหรือ Riva เปิดรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ เรือยอชต์และเรือใบจอดเรียงรายอยู่ในท่า น้ำทะเลสีฟ้าใสสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
ขณะที่สวนสาธารณะและต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแก่ผู้คนที่ออกมาเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ และใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ
ความงดงามของริมทะเลแห่งนี้เคยสร้างความประทับใจให้กับผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก (Alfred Hitchcock) ซึ่งเดินทางมาเยือนเมื่อปี ค.ศ. 1964 และกล่าวไว้ว่า
“พระอาทิตย์ตกที่เมืองซาดาร์ เป็นพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก สวยกว่าที่คีย์เวสต์ในฟลอริดาเสียอีก”
คำกล่าวนี้ทำให้ซาดาร์กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนจำนวนมากที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศยามเย็นด้วยตนเอง
แต่สำหรับหลายคน เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองนี้ไม่ได้อยู่เพียงพระอาทิตย์ตก หากยังอยู่ที่ผลงานศิลปะกลางแจ้งซึ่งใช้ “ธรรมชาติ” เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์
เมื่อเดินไปจนสุดแนวชายฝั่ง จะพบกับ Sea Organ (Morske Orgulje) ผลงานอันโด่งดังของสถาปนิกชาวโครเอเชีย Nikola Bašić ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี ค.ศ. 2005
มองจากภายนอก ที่นี่เป็นเพียงขั้นบันไดหินสีขาวทอดตัวลงสู่ทะเล ผู้คนต่างนั่งพักผ่อน ชมวิว และปล่อยให้คลื่นซัดเข้าหาฝั่งอย่างเงียบสงบ
… แต่เมื่อก้มลงสังเกต จะพบรูเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ตามพื้นหิน ซึ่งเป็นช่องรับอากาศเข้าสู่ระบบท่อที่ซ่อนอยู่ใต้บันได
แท้จริงแล้ว ภายใต้บันไดหินเหล่านี้ มีการติดตั้งท่อโพลีเอทิลีนจำนวน 35 ท่อ ความยาวและขนาดแตกต่างกัน เชื่อมต่อกับชุดกำเนิดเสียง เมื่อคลื่นทะเลกระทบชายฝั่ง แรงดันของน้ำจะผลักอากาศให้ไหลผ่านท่อ เกิดเป็นเสียงดนตรีคล้ายเสียงออร์แกนที่ล่องลอยขึ้นมาจากใต้พื้นหิน
ไม่มีบทเพลงใดถูกแต่งขึ้นล่วงหน้า และไม่มีท่วงทำนองใดเกิดซ้ำ เพราะผู้ประพันธ์ที่แท้จริงคือธรรมชาติ คลื่น ลม และจังหวะของทะเลในแต่ละขณะ
การได้นั่งเงียบ ๆ ฟังเสียงเพลงที่เกิดจากทะเล โดยไม่มีนักดนตรี ไม่มีเครื่องขยายเสียง มีเพียงเสียงคลื่นที่ขับขานไปตามแรงลม เป็นประสบการณ์ที่เรียบง่าย แต่สร้างความประทับใจได้อย่างลึกซึ้ง
ถัดจาก Sea Organ เพียงไม่กี่ก้าว คือผลงานอีกชิ้นของสถาปนิกคนเดียวกัน นั่นคือ Greeting to the Sun (Monument to the Sun) ซึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2008
ลานวงกลมขนาดใหญ่แห่งนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 22 เมตร ปกติแล้วนักท่องเที่ยวจะเห็นเพียงพื้นกระจกสีน้ำเงินสะท้อนท้องฟ้า
แต่ในวันที่เราเดินทางไปนั้น โชคดีที่พื้นที่บางส่วนกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง ทำให้มีโอกาสเห็นโครงสร้างภายในของผลงานอย่างใกล้ชิด ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ ระบบสายไฟ และฐานรองรับที่ปกติถูกปิดซ่อนอยู่ใต้พื้นกระจกทั้งหมด
ภาพเบื้องหลังเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่า ผลงานศิลปะชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงลานสำหรับถ่ายภาพ แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะ วิศวกรรม เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง
ในเวลากลางวัน แผงโซลาร์เซลล์จะดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ เพื่อนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งสำหรับระบบไฟของลานแห่งนี้และไฟสาธารณะบางส่วนบริเวณชายฝั่ง
แต่เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า พื้นกระจกทั้งหมดจะเปล่งแสงหลากสี กลายเป็นการแสดงแสงไฟที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของเสียงจาก Sea Organ ราวกับเสียงดนตรีและแสงสว่างกำลังสนทนากันริมทะเล
นอกจากวงกลมใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์แล้ว รอบ ๆ ยังติดตั้งแผ่นกระจกขนาดเล็กซึ่งจัดวางตามสัดส่วนของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยะ เปรียบเสมือนจักรวาลขนาดย่อมที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติเข้าไว้ในพื้นที่เดียว
ซาดาร์อาจไม่ใช่เมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโครเอเชีย และอาจไม่มีพระราชวังโอ่อ่าหรือกำแพงเมืองสูงตระหง่านเหมือนหลายเมืองริมทะเลเอเดรียติก แต่เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์ที่ยากจะลืม เพราะสามารถเปลี่ยนเสียงของคลื่นให้กลายเป็นบทเพลง และเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นงานศิลปะที่มีชีวิต
บางครั้ง…ความงดงามของการเดินทาง ก็ไม่ได้อยู่ที่สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ แต่อยู่ที่ช่วงเวลาที่เราได้นั่งเงียบ ๆ ริมทะเล ฟังเสียงธรรมชาติ และปล่อยให้หัวใจค่อย ๆ เคลื่อนไปตามจังหวะของคลื่น เหมือนที่เมืองซาดาร์ได้มอบให้กับผู้มาเยือนทุกคนค่ะ
โฆษณา