4 ก.ค. เวลา 13:23 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (39) .. Croatia: Zaria: Roman Forum และโบสถ์ St. Donatus

เมื่ออารยธรรมโรมันและคริสต์ศาสนาหลอมรวมเป็นหัวใจของเมืองซาดาร์
หากมีสถานที่แห่งใดที่สามารถเล่าเรื่องราวของเมืองซาดาร์ (Zadar) ได้ครบถ้วนที่สุด สถานที่นั้นคงหนีไม่พ้น Roman Forum ลานสาธารณะโบราณที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งยังคงตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าจนถึงปัจจุบัน
เมื่อก้าวเข้าสู่ลานกว้างแห่งนี้ สิ่งแรกที่สะดุดตาคืออาคารทรงกลมสีขาวอันโดดเด่นของ โบสถ์เซนต์โดนาตุส (Church of St. Donatus) ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือซากอารยธรรมโรมัน
ขณะที่ด้านข้างคือหอระฆังสูงสง่าของมหาวิหารเซนต์อนาสตาเซีย และเบื้องหน้าคือเศษเสาหิน แท่นประติมากรรม และฐานวิหารที่กระจายอยู่ทั่วลาน
เพียงภาพเดียวก็เหมือนได้เห็นประวัติศาสตร์ยุโรปหลายยุคหลายสมัยซ้อนทับกันอยู่ตรงหน้า ตั้งแต่จักรวรรดิโรมัน ยุคไบแซนไทน์ ยุคกลาง จนถึงเมืองซาดาร์ในปัจจุบัน
Roman Forum แห่งนี้เริ่มก่อสร้างในสมัยจักรพรรดิออกุสตุส (Emperor Augustus) ช่วงปลายศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และพัฒนาต่อเนื่องจนสมบูรณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 3
ในเวลานั้น เมืองซาดาร์มีชื่อว่า Iadera และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของจักรวรรดิโรมันริมชายฝั่งทะเลเอเดรียติก ลานฟอรัมแห่งนี้มีขนาดประมาณ 45 × 90 เมตร ถือเป็นฟอรัมที่ใหญ่ที่สุดบนชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก และเป็นศูนย์กลางของทุกกิจกรรมในเมือง
บริเวณโดยรอบเคยเป็นที่ตั้งของวิหารซึ่งอุทิศแด่เทพเจ้าจูปิเตอร์ จูโน และมินเนอร์วา รวมถึงศาลยุติธรรม อาคารราชการ ร้านค้า และลานประชุมของประชาชน ทุกเรื่องราวของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การค้า ศาสนา หรือการตัดสินคดี ล้วนเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
แต่เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจ และคริสต์ศาสนาเข้ามามีบทบาทแทน โลกของเมืองซาดาร์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 บิชอปโดนาตุส (Bishop Donatus) ได้สร้าง โบสถ์เซนต์โดนาตุส ขึ้นตรงกลาง Roman Forum เดิม ราวกับเป็นการประกาศว่าเมืองแห่งนี้ได้ก้าวจากยุคของเทพเจ้าโรมันเข้าสู่ยุคของคริสต์ศาสนา
สิ่งที่ทำให้โบสถ์แห่งนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง คือการนำวัสดุก่อสร้างจากอาคารโรมันเดิมกลับมาใช้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเสาหินอ่อน ฐานเสา หัวเสา และหินแกะสลักจำนวนมาก ซึ่งยังคงสามารถสังเกตเห็นได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร
ดังนั้น โบสถ์หลังนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอารยธรรมยุโรป ที่เชื่อมโยงโลกของจักรวรรดิโรมันกับคริสต์ศาสนาไว้ในอาคารหลังเดียว
สถาปัตยกรรมของโบสถ์ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ตัวอาคารมีรูปทรงกลมขนาดใหญ่ สร้างขึ้นในรูปแบบ Pre-Romanesque ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะไบแซนไทน์ แตกต่างจากโบสถ์ส่วนใหญ่ในยุโรปซึ่งมักสร้างเป็นรูปกางเขน
ภายในเป็นโถงทรงกลมที่มีระเบียงสองชั้นล้อมรอบ ทำให้เกิดคุณสมบัติทางเสียงที่ยอดเยี่ยม จนปัจจุบันโบสถ์ไม่ได้ใช้ประกอบพิธีกรรมเป็นประจำ แต่กลายเป็นสถานที่จัดการแสดงดนตรีคลาสสิกและดนตรียุคกลางที่มีชื่อเสียงของเมืองซาดาร์
เมื่อเดินออกมาสู่ลานด้านหน้า สิ่งที่ดึงดูดสายตาไม่แพ้ตัวโบสถ์คือเศษซากประติมากรรมโรมันที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ
แท่นหินหลายก้อนยังคงมีใบหน้ามนุษย์แกะสลักนูนต่ำ บางชิ้นเป็นใบหน้าของเทพเจ้า บางชิ้นเป็นหน้ากากละครตามคติของชาวโรมัน และบางชิ้นเป็นลวดลายประดับสถาปัตยกรรมที่เคยตกแต่งวิหารอันโอ่อ่าเมื่อสองพันปีก่อน
แม้กาลเวลาจะทำให้รายละเอียดบางส่วนสึกกร่อน แต่ร่องรอยของดวงตา รอยย่น และลวดลายบนหิน ยังทำให้เรารู้สึกเหมือนได้สบตากับผู้คนในอดีตที่เคยใช้ชีวิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
ใกล้กันยังมีเสาหินโรมันต้นหนึ่งที่มีเรื่องราวน่าสนใจ เดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของฟอรัม แต่ในยุคกลางกลับถูกนำมาใช้เป็น “Pillar of Shame” หรือเสาประจาน
ผู้กระทำผิดกฎหมายจะถูกล่ามโซ่ไว้กับเสานี้ เพื่อให้ประชาชนที่เดินผ่านไปมาได้ตำหนิและประณาม ถือเป็นบทลงโทษทางสังคมที่พบได้ทั่วไปในเมืองยุโรปยุคกลาง
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของ Roman Forum แห่งซาดาร์ คือโบราณสถานแห่งนี้ไม่ได้ถูกปิดกั้นไว้หลังรั้วหรืออยู่เฉพาะในพิพิธภัณฑ์ แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน
นักท่องเที่ยวเดินเล่นท่ามกลางซากหินอายุสองพันปี เด็ก ๆ วิ่งเล่นบนลานกว้าง ผู้คนนั่งพักผ่อนใต้เงาโบสถ์เซนต์โดนาตุส ขณะที่เบื้องหลังคือหอระฆังของมหาวิหารเซนต์อนาสตาเซียซึ่งสูงตระหง่านเหนือเส้นขอบฟ้า
ภาพเหล่านี้ทำให้ Roman Forum ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งโบราณคดี หากเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังคงมีชีวิต ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประวัติศาสตร์อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
เมื่อยืนอยู่กลางลานแห่งนี้ มองจากเศษเสาหินโรมันไปยังโบสถ์เซนต์โดนาตุส และทอดสายตาต่อไปยังมหาวิหารเซนต์อนาสตาเซีย เราจะเห็นประวัติศาสตร์กว่าสองพันปีเรียงร้อยอยู่ในภาพเดียว
… เป็นเครื่องยืนยันว่า แม้อาณาจักรจะล่มสลาย ผู้ปกครองจะผลัดเปลี่ยน และกาลเวลาจะผ่านไปเพียงใด แต่เมืองซาดาร์ยังคงรักษาร่องรอยของทุกยุคสมัยไว้ได้อย่างงดงาม จนกลายเป็นหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่ทรงเสน่ห์ที่สุดบนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกในปัจจุบัน.
โฆษณา