5 ก.ค. เวลา 04:06 • หนังสือ

บทที่ 127

ตนเองอย่างไรก็ดีกว่าคนตายมิใช่หรือ?
“เจ้าทุ่มเททุกวิถีทาง สุดท้ายกลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้ เสียใจภายหลังแล้วสินะ?”
“น่าเสียดาย คุณชายใหญ่ใกล้จะตายแล้ว คนตายไม่มีทางจะ...”
“อ๊าก!”
คำพูดของเซี่ยจิ่งยังไม่ทันจบ ก็กลายเป็นเสียงร้องโหยหวน ทำให้ผู้คนรอบด้านหันมามองกันไม่น้อย
เซี่ยจิ่งรีบหุบปาก ไม่อยากเสียหน้าให้ผู้อื่นเห็น
รองเท้าปักลายผีเสื้อของกู้จือจั๋วเหยียบลงบนหลังเท้าของเขาอย่างแรง ส้นเท้ากดบด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เซี่ยจิ่งเจ็บจนหน้าบิดเบี้ยว กัดฟันทนแล้วทนอีก สุดท้ายก็ไม่ยอมเปล่งเสียงออกมา
“ถ้าพูดไม่เป็น ก็พูดให้น้อยหน่อย ไม่อย่างนั้น สิ่งที่เจ็บจะไม่ใช่แค่เท้า” กู้จือจั๋วเอ่ยเสียงแผ่ว ช้า ๆ “ท่านคิดว่าพอถอนหมั้นระหว่างเราสองคนแล้ว ข้าจะจัดการท่านไม่ได้อีกหรือ?”
ผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของนาง ทำให้เซี่ยจิ่งมองไม่เห็นสีหน้า มีเพียงความเย็นเยียบในดวงตาที่ไม่อาจมองข้าม
หากกล่าวว่าแต่ก่อน สิ่งที่นางแสดงออกคือความเลวร้ายที่เล่นเขาอยู่ในอุ้งมือ เช่นนั้นบัดนี้ ความเย็นชาที่ราวกับอยากสังหารเขา กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น ราวกับพร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
เซี่ยจิ่งถึงกับไม่กล้าสบตานาง เพียงความคิดนี้ผุดขึ้น ก็รู้สึกทั้งอับอายและคับแค้น
เขาฝืนดึงเท้าของตนออกจากใต้ฝ่าเท้าของนาง ฮึดฮัดสองที ก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ก็แค่คนอายุสั้นคนหนึ่งเท่านั้น!
กู้จือจั๋วจะต้องเสียใจแน่!
แต่ถึงตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว ตำแหน่งชายาสามองค์ชายจะเป็นของเค่อเอ๋อร์เพียงผู้เดียว
ต่อให้นางกลับมาขอร้องเขา เขาก็จะไม่ชายตามองนางอีก!
กู้จือจั๋วไม่ได้แม้แต่จะหันกลับไปมอง สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่ราชรถเสด็จจากไป จนกระทั่งลับสายตา
ผู้คนทั้งหมดต่างแวดล้อมฮ่องเต้ มุ่งหน้าไปยังเรือนซีอวิ๋นอู้
ไม่นาน หัวหน้าสำนักหมอหลวงก็มาถึง หมอหลวงที่เข้าเวรอยู่ทั้งหมดจากสำนักหมอหลวงต่างรีบมา พวกเขารุมล้อมอยู่ข้างกายเซี่ยอิงเฉิน ผลัดกันจับชีพจร แล้วรวมตัวกันปรึกษาอาการ
ผลลัพธ์ที่ได้ ยังคงมีเพียงข้อเดียว
“ฝ่าบาท ฮ่องซุนใหญ่ปรากฏชีพจรสิ้นแล้ว เกรงว่าจะประคองได้ไม่เกินห้าวันพ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าสำนักหมอหลวงเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก พลางรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลังฮ่องซุนใหญ่กลับเมืองหลวง เขาเป็นผู้ดูแลอาการมาตลอด ทุกวันจะเข้าตรวจชีพจรหนึ่งครั้ง และบันทึกชีพจรนั้น ฮ่องเต้จะทอดพระเนตรทุกวัน
ผู้คนในราชสำนักไม่น้อยต่างกล่าวว่า ฮ่องเต้ทรงเอ็นดูฮ่องซุนใหญ่ประหนึ่งพระโอรส แต่แท้จริงแล้ว ฮ่องเต้เคยมีรับสั่งเป็นนัยให้เขาทำให้อาการของฮ่องซุนใหญ่ทรุดลงทีละน้อย
ดังนั้น บนพื้นฐานของตำรับยาบำรุง เขาจึงเพิ่มตัวยาเย็นเข้าไปเพียงเล็กน้อย ตามหลักแล้ว ภายในหนึ่งถึงสองปี จะเพียงทำให้ร่างกายค่อย ๆ อ่อนทรุด ไม่ถึงกับเป็นอันตรายถึงชีวิต
ไม่ควรเป็นเช่นนี้!
ไม่ควรทรุดหนักเร็วถึงเพียงนี้ อย่างน้อยก็ต้องปลายปีหน้า จึงจะปรากฏอาการที่หมดหนทางรักษาเช่นนี้
เร็วเกินไปแล้ว
“ช่วย!” ฮ่องเต้มีรับสั่งอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าจะใช้ยาอะไร ก็ต้องช่วยเฉินเอ๋อร์กลับมาให้ได้”
“วันนี้...”
“เฉินเอ๋อร์ห้ามเกิดเรื่องเด็ดขาด ได้ยินหรือไม่!”
หมอหลวงทั้งหลายต่างรับพระบัญชาโดยพร้อมเพรียง รีบเข้าไปประชุมวินิจฉัยอาการอีกครั้ง
หัวหน้าสำนักหมอหลวงเข้าใจพระราชประสงค์ของฮ่องเต้ ฮ่องเต้หมายความว่า อย่างน้อยวันนี้ห้ามเกิดเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ยังพอทำได้
1
ไม่นาน ท่านเสนาบดีซ้ายและบรรดาองค์ชายชั้นอ๋องก็ทยอยมาถึง
ส่วนนักพรตชิงผิงมาถึงช้ากว่าเล็กน้อย สำนักไท่ชิงกวานอยู่ชานเมือง การเร่งม้าพาเขาเข้าวัง ทำเอากระดูกแก่ ๆ ของเขาแทบกระจัดกระจาย
ชิงผิงลูบเอวพลางเดินเข้ามา เวลานั้นทุกคนมาครบแล้ว ทั้งท่านเสนาบดีซ้ายและท่านอ๋องหลี่ต่างเข้าไปดูอาการของเซี่ยอิงเฉิน และสอบถามหมอหลวงเรียบร้อย สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เมฆหมอกแห่งความทุกข์ปกคลุมทั่วห้อง
“ท่านนักพรตมาแล้วหรือ”
ยังไม่ทันที่ชิงผิงจะถวายบังคม ฮ่องเต้ก็รับสั่งให้เขาเข้าไปตรวจอาการเสียก่อน
ชิงผิงอยากบอกว่าตนมิได้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ยังคงเดินเข้าไป
เขามองสีหน้าหม่นหมองของเซี่ยอิงเฉิน และคราบเลือดสีดำที่ยังติดอยู่มุมปาก จากนั้นจึงจับข้อมือเพื่อตรวจชีพจร
1
แม้เขาจะไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องการแพทย์ สำนักเทียนซินล้วนเป็นหมอเต๋า วิชาจับชีพรรแบบไท่ซู่ เขายังพอใช้เป็น
เอ๊ะ?
ดวงตาเรียวยาวของเขาปรากฏความประหลาดใจวาบหนึ่ง อีกมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแอบคำนวณอยู่เงียบ ๆ ทันใดนั้น ความตกตะลึงก็ยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม
ประหลาดนัก
คุณชายใหญ่ผู้นี้ปรากฏชีพจรสิ้นแล้ว เทียบกับคนตายก็แตกต่างกันเพียงยังเหลือลมหายใจอีกเฮือกหนึ่งเท่านั้น
แต่ลมหายใจที่ยังคงค้างอยู่นั้น กลับเป็นพลังชีวิต!
ไม่เพียงเป็นพลังชีวิต หากยังแฝงไว้ด้วยพลังแห่งชะตาสวรรค์อยู่เสี้ยวหนึ่ง หากเขาผ่านเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ ก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะปลากระโดดข้ามประตูมังกร มังกรซ่อนกายรอวันผงาด
“ท่านนักพรต เป็นอย่างไรบ้าง?”
ฮ่องเต้รอไม่ไหวแล้ว เสด็จเข้ามาถามเสียงขรึม
“เฉินเอ๋อร์ยังพอมีทางรอดหรือไม่?”
ชิงผิงที่สามารถเดินเข้าออกวังได้อย่างอิสระทุกวันนี้ หาใช่เพราะ “กล้าพูดคำสัตย์” ไม่ หากเป็นเพราะรู้พระราชหฤทัย
กล่าวง่าย ๆ ก็คือ รู้ใจฮ่องเต้
มิฉะนั้น หากเขาพูดส่งเดชว่า คุณชายใหญ่หากรอดชีวิตก็จะปลากระโดดข้ามประตูมังกร กลายเป็นมังกรผงาด ฮ่องเต้คงจัดการเขาหลังจากนั้นเป็นแน่
“ชีพจรของคุณชายใหญ่ใกล้สิ้นแล้ว” ชิงผิงลูบเคราที่ชี้โด่ พลางส่ายหน้า ถอนหายใจ
นี่คือความจริง
ส่วนเรื่องอื่นนั้น ชิงผิงตั้งใจจะเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน
เหมือนกับที่หมอหลวงกล่าวทุกประการ
ฮ่องเต้มีสีหน้าหม่นหมอง ตรัสย้ำอีกครั้งว่า
“ไม่มีทางรักษาจริงหรือ?”
ชิงผิงยังคงวางท่าผู้วิเศษผู้เปี่ยมบารมี หนวดสองข้างที่ชี้โด่ราวกับหนวดหนู เขาเอ่ยตรง ๆ ว่า
“บรรดาหมอหลวงก็คงจับชีพจรแล้วกระมัง”
เขาผลักปัญหากลับไปให้หมอหลวงอย่างระมัดระวัง
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยยาว
พระองค์หันไปทอดพระเนตรเซี่ยอิงเฉินบนตั่ง เซี่ยอิงเฉินยังคงเหมือนเมื่อครู่ หลับใหลอย่างสงบ ดวงตาที่ปิดสนิทราวกับจะไม่มีวันลืมขึ้นอีก
“ฝ่าบาท!”
เสียงหนึ่งที่เปี่ยมด้วยความโกรธแค้นพลันดังขึ้น
“เหตุใดคุณชายจึงทรุดหนักถึงเพียงนี้!”
“ตอนคุณชายกลับถึงเมืองหลวง แม้จะอ่อนล้าจากการเดินทาง แต่ก็ยังปลอดภัยดี ตลอดแปดปีในแคว้นเหลียงก็ไม่เคยถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต เหตุใดเพิ่งกลับเมืองหลวงได้เพียงเดือนเดียว กลับตกอยู่ในสภาพใกล้สิ้นชีวิตเช่นนี้!”
สายพระเนตรของฮ่องเต้เย็นเยียบดุจน้ำแข็งหมื่นปี
พระองค์จำคนผู้นี้ได้ คนที่ติดตามอยู่ข้างกายเซี่ยอิงเฉินเป็นประจำ
หวายจิ่งจือ
ใช่ ชื่อนี้เอง แซ่หวาย ปู่ของเขาเคยติดตามเสด็จอดีตฮ่องเต้เสด็จประพาสภาคใต้ หลังอดีตฮ่องเต้สวรรคต ปู่ของเขาก็เอาชีวิตพลีตาม เจาะศีรษะชนโลงพระศพจนตาย
“นับแต่คุณชายกลับเมืองหลวง ก็ต้องดื่มยาแล้วชามเล่า หมอหลวงผลัดเปลี่ยนกันมารักษาไม่ขาด แต่ร่างกายกลับทรุดลงทุกวัน”
เวลานี้หวายจิ่งจือขมวดคิ้วถลึงตา ราวกับคนเลือดร้อนผู้หนึ่ง เอ่ยคำซักถามทีละประโยค
ฮ่องเต้มีพระพักตร์เขียวคล้ำ สายพระเนตรเย็นจัด
หากเป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่ในราชสำนักมานาน ไม่ว่าจะคิดอย่างไรในใจ อย่างน้อยก็ต้องเริ่มจากการหยั่งเชิงก่อน
แต่หวายจิ่งจือกลับกำลังมุ่งตรงไปสู่การฉีกหน้ากันโดยสิ้นเชิง
ทุกถ้อยคำล้วนกระแทกลงบนหัวใจของฮ่องเต้
หวายจิ่งจือเชิดคอขึ้น ราวกับไม่เห็นความเป็นความตายอยู่ในสายตา ตะโกนเสียงดังว่า
“คุณชายพูดอยู่เสมอว่า พอกลับเมืองหลวง ก็เท่ากับได้กลับบ้านแล้ว ไม่ต้องคอยระแวดระวังทุกฝีก้าว ไม่ต้องใช้สติปัญญาและแรงกายจนหมดสิ้นเหมือนอยู่แคว้นเหลียงอีก เมืองหลวงมีญาติพี่น้องของเขา ผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรก็คือพระปิตุลา จากนี้ไปเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ”
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความโศกแค้น น้ำเสียงหนักแน่นดุจโลหะกระทบกัน
“จากแคว้นเหลียงกลับถึงต้าฉี่ ระยะทางนับพันลี้ ผ่านความยากลำบากอันตรายนานัปการ คุณชายไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยมีภัย!”
“แต่พอเหยียบเข้ามาในวังหลวงแห่งนี้ ยังไม่ถึงสองเดือน กลับใกล้ตาย!”
“ฝ่าบาท เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!”
คำตั้งคำถามและคำกล่าวหาทีละคำของหวายจิ่งจือ ได้พูดแทนทุกสิ่งที่ทุกคนในใจสงสัย แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออกมา
แม้ท่านเสนาบดีซ่งและคนอื่น ๆ จะอยู่ด้านนอก แต่ก็มีเพียงฉากกั้นผืนเดียว จึงได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน
เขาฉีกเปลือกหน้าบาง ๆ ชั้นนั้นออกอย่างไม่ลังเล เปิดเผยความมืดดำที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างให้ทุกคนได้เห็น
ชิงผิงจุปากเบา ๆ ด้วยความประหลาดใจ อดเหลือบมองคนเลือดร้อนผู้นั้นไม่ได้
โอ้?
หลายวันที่ผ่านมา เขาเห็นแต่คนดวงตกดำทะมึน คนดวงตกสีเทาหม่น คนดวงตกดำเทาปะปนกัน...
ในที่สุด วันนี้ก็ได้เห็นคนปกติสักคนแล้ว
หืม
ไม่ใช่แค่ปกติ แต่ยังเป็นคนที่ดวงชะตาเจริญรุ่งเรืองยิ่ง
ดูแล้วไม่น่าใช่คนเลือดร้อนไร้สมองเลย
ฮ่องเต้กริ้วจัด
“เจ้ากำลังกล่าวโทษเราหรือ!”
หวายจิ่งจือไม่คุกเข่า ยังคงเชิดคอขึ้น ไม่เอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว แต่กลับราวกับได้พูดออกมานับพันนับหมื่นคำแล้ว
ฮ่องเต้กริ้วจนพระวรกายสั่น
นับแต่ขึ้นครองราชย์มา ไม่เคยมีผู้ใดกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าพระองค์ถึงเพียงนี้ ราวกับชี้หน้าด่าพระองค์โดยตรง
“น้ำใจที่เรามีต่อเฉินเอ๋อร์ ยังต้องอธิบายให้เจ้าฟังอีกหรือ!”
เพลิงโทสะลุกโชนอยู่ในพระอุระ
“เราปรารถนาให้เฉินเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมา ยิ่งกว่าผู้ใดทั้งสิ้น!”
นี่เป็นความจริง
หากเซี่ยอิงเฉินตายลงเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ย่อมคิดเช่นเดียวกับหวายจิ่งจือ
เซี่ยอิงเฉินเป็นตัวประกันอยู่แคว้นเหลียงหกปี เขายังมีชีวิต
เดินทางจากแคว้นเหลียงถึงเมืองหลวง ระยะทางหลายพันลี้ เขาก็ยังมีชีวิต
แต่กลับเมืองหลวงได้เพียงเดือนกว่า ๆ เขากลับตาย
ยิ่งกว่านั้น ยังตายในวัง ตายต่อหน้าฮ่องเต้อย่างพระองค์
ผู้คนใต้หล้าจะมองพระองค์เช่นไร!?
พระทัยของฮ่องเต้หนักอึ้งขึ้นลง พระองค์ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับชิงผิง
“ท่านนักพรตลองหาทางดู ไม่ว่าอย่างไรต้องทำให้เฉินเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมา”
ชิงผิงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตสีหน้าและเจตนาผู้อื่น ตลอดปีที่ผ่านมา เขาเข้าออกตระกูลใหญ่ทั้งหลายจนกลายเป็นคนเจนโลกยิ่ง
เขาเข้าใจนัยของฮ่องเต้ ฮ่องเต้ต้องการเพียงให้เซี่ยอิงเฉินฟื้นขึ้นมา มิใช่ให้หายดี
หากแค่ฟื้นขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เขามียาเม็ดชิงเสินอยู่สองสามเม็ด เป็นยาที่อาจารย์มอบให้ก่อนออกเดินทาง หลอมขึ้นด้วยมือตนเอง
“ขอรับ”
ชิงผิงประสานมือกล่าว
“ผู้น้อยจะลองดูสักตั้ง”
ชิงผิงหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมา ก้มตัวลง เตรียมป้อนให้เซี่ยอิงเฉินด้วยตนเอง
“ไม่ได้!”
หวายจิ่งจือตะโกนลั่น พลางพุ่งเข้ามา
เขาใช้แผ่นหลังบังสายตาของฮ่องเต้และทุกคนไว้อย่างแนบเนียน แล้วใช้นิ้วเกี่ยวเม็ดยานั้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนยัดเข้าปากตนเองทันที
การเคลื่อนไหวรวดเร็วราวสายลม
บนใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกแค้น พลางตวาดถามว่า
“ท่านให้คุณชายกินอะไรเข้าไป!”
อะไรกันล่ะ ก็เจ้ากินไปเองไม่ใช่หรือ จะมาโยนความผิดให้ข้า ยังมีเหตุผลอยู่หรือไม่!?
ชิงผิงโกรธจนหนวดสั่นระริก
ยาเม็ดชิงเสินนี้ แม้แต่ตัวเขาเองยังเสียดาย ไม่ยอมกินง่าย ๆ นับเป็นของล้ำค่าชั้นดี
แต่หวายจิ่งจือไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดแม้แต่คำเดียว ตะโกนเสียงดังว่า
“หากคุณชายเป็นอะไรไป...”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดไลก์ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา