5 ก.ค. เวลา 06:09 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (41) .. Croatia: Rijeka Clock Tower

หอคอยเมืองริเยกา…ประตูแห่งกาลเวลาที่เฝ้ามองผู้คนมาหลายศตวรรษ
หากมีใครถามว่า “สัญลักษณ์ของเมืองริเยกาคืออะไร”
คำตอบของชาวเมืองส่วนใหญ่คงไม่ใช่ท่าเรือ ไม่ใช่ชายฝั่งทะเล หรือแม้แต่มหาวิหาร หากเป็น หอคอยเมือง (City Clock Tower หรือ Gradski toranj) อาคารสีเหลืองทองที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางถนนคนเดิน Korzo และทำหน้าที่เป็นหัวใจของเมืองมานานกว่าหลายร้อยปี
ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามาจากทิศใด สายตาก็มักจะหยุดอยู่ที่หอนาฬิกาแห่งนี้ก่อนเสมอ
เมื่อแสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จางหาย ไฟสีทองที่ประดับอยู่รอบตัวหอคอยก็เริ่มส่องสว่าง ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มของยามสนธยา กลายเป็นภาพที่งดงามจนแทบไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดเดินผ่านไปโดยไม่หยุดยกกล้องขึ้นบันทึกความประทับใจ
แต่เบื้องหลังความงดงามนั้น คือประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าหกศตวรรษ
เดิมที หอคอยแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแลนด์มาร์กของเมือง หากเป็น ประตูเมืองหลัก ที่ผู้คนต้องเดินผ่านเพื่อเข้าสู่ริเยกาในยุคกลาง
ครั้งหนึ่ง กำแพงเมืองเคยล้อมรอบพื้นที่แห่งนี้ไว้ทั้งหมด ผู้ค้า นักเดินเรือ และนักเดินทางจากทั่วทะเลเอเดรียติก ต่างต้องผ่านประตูบานนี้ก่อนเข้าสู่เมือง ทุกย่างก้าวที่ลอดซุ้มประตู จึงเปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค
กาลเวลาผ่านไป กำแพงเมืองส่วนใหญ่ถูกรื้อถอนไปตามการขยายตัวของเมือง แต่หอคอยแห่งนี้ยังคงยืนหยัดอยู่ และได้รับการปรับปรุงใหม่ในสมัยบาโรก จนกลายเป็นอาคารสีเหลืองทองอันสง่างามดังที่เห็นในปัจจุบัน
เหนือหน้าปัดนาฬิกา มีตราสัญลักษณ์ที่สะดุดตาอยู่ชิ้นหนึ่ง
นั่นคือ นกอินทรีสองหัว ตราประจำเมืองริเยกา ซึ่งได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 1 แห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก เมื่อปี ค.ศ. 1659
หากสังเกตให้ดี จะพบว่าตรานี้มีรายละเอียดที่แตกต่างจากตรานกอินทรีสองหัวของจักรวรรดิฮับส์บวร์กทั่วไป เพราะนกอินทรีของริเยกามีความหมายเฉพาะตัว สื่อถึงเกียรติยศและความสำคัญของเมืองในฐานะเมืองท่าที่รุ่งเรืองริมทะเลเอเดรียติก
วันนี้ หอคอยแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประตูเมืองอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยมที่สุดของริเยกา
ผู้คนเดินลอดซุ้มประตูไปมาทั้งวัน นักท่องเที่ยวแวะถ่ายภาพ ขณะที่ชาวเมืองนั่งจิบกาแฟอยู่ตามร้านริมถนน Korzo ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่ายภายใต้เงาของหอนาฬิกาที่เฝ้ามองเมืองแห่งนี้มาตลอดหลายศตวรรษ
ห่างจากใจกลางเมืองออกไปไม่มาก ยังมีหอระฆังอีกแห่งหนึ่งที่ชาวเมืองภาคภูมิใจไม่แพ้กัน นั่นคือ Kosi toranj หรือ หอระฆังเอนแห่งริเยกา
แม้จะไม่โด่งดังเท่าหอเอนเมืองปิซา แต่หอระฆังหินสไตล์กอทิกแห่งนี้ก็มีประวัติย้อนไปถึงปี ค.ศ. 1377 และค่อย ๆ เอียงลงอย่างช้า ๆ ตลอดหลายศตวรรษ เนื่องจากชั้นดินใต้ฐานอาคารเป็นพื้นที่ของโรงอาบน้ำโรมันโบราณและมีตาน้ำอยู่เบื้องล่าง
ปัจจุบันหอระฆังเอียงจากแนวดิ่งประมาณ 40 เซนติเมตร แม้จะดูไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ได้รับฉายาว่า “หอเอนแห่งริเยกา”
บริเวณด้านหน้าหอระฆัง ยังมีการค้นพบพื้นโมเสกโรมันอายุกว่าพันห้าร้อยปี ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจได้ชมร่องรอยอารยธรรมที่เคยรุ่งเรือง ณ ดินแดนแห่งนี้
เสน่ห์ของริเยกา จึงไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่หรือความหรูหรา หากอยู่ที่การที่เมืองสามารถเก็บรักษาเรื่องราวของแต่ละยุคสมัยเอาไว้ได้อย่างกลมกลืน
ประตูเมืองที่เคยต้อนรับพ่อค้าจากทั่วทะเลเอเดรียติก ยังคงทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือนเช่นเดิม เพียงเปลี่ยนจากกองคาราวานและเรือสินค้า มาเป็นนักเดินทางที่สะพายกล้องถ่ายรูปแทน
เมื่อค่ำคืนมาเยือน แสงไฟสีทองที่ส่องบนหอคอยเมืองสะท้อนกับอาคารเก่าแก่สองข้างถนน Korzo ขณะที่เสียงผู้คนเดินผ่าน เสียงแก้วกาแฟ และเสียงหัวเราะจากร้านอาหารริมทาง ค่อย ๆ หลอมรวมเป็นภาพของเมืองท่าที่มีชีวิตชีวา
และในช่วงเวลานั้นเอง เราจึงเข้าใจว่า…
หอคอยเมืองริเยกาไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่บอกเวลา หากเป็นผู้เฝ้ามองการเดินทางของเมืองแห่งนี้มาตลอดหลายร้อยปี และยังคงเดินเคียงข้างผู้คนต่อไปอย่างไม่เคยหยุดพัก.
โฆษณา