5 ก.ค. เวลา 06:15 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (42) … Croatia: Rejika: Cathedral of St. Vitus

มหาวิหารเซนต์ไวตัส…สัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่โดดเด่นที่สุดของเมืองริเยกา
เมื่อเดินลึกเข้าไปในย่านเมืองเก่าของริเยกา ท่ามกลางอาคารเก่าแก่และถนนหินที่เงียบสงบ จะพบกับอาคารสีขาวรูปทรงแปลกตาหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง นั่นคือ มหาวิหารเซนต์ไวตัส (Cathedral of St. Vitus หรือ Katedrala sv. Vida) ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของเมือง และเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่สุดของประเทศโครเอเชีย
เพียงแรกเห็น ก็สัมผัสได้ทันทีว่ามหาวิหารแห่งนี้แตกต่างจากโบสถ์คาทอลิกส่วนใหญ่ในยุโรป
แทนที่จะสร้างเป็นผังรูปกางเขนแบบดั้งเดิม ตัวอาคารกลับออกแบบเป็น ทรงโรทันดา (Rotunda) หรืออาคารทรงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งพบเห็นได้ไม่มากนักในยุโรปตะวันออก และถือเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มหาวิหารเซนต์ไวตัสแตกต่างจากศาสนสถานแห่งอื่นในโครเอเชีย
การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1638 โดยคณะเยซูอิต และใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ สถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากมหาวิหาร Santa Maria della Salute ในเมืองเวนิส จึงทำให้ตัวอาคารมีกลิ่นอายของศิลปะบาโรกแบบอิตาเลียนอย่างชัดเจน
เมื่อก้าวเข้าไปภายใน ความรู้สึกแรกคือความโอ่โถงของพื้นที่ทรงกลมที่เปิดรับแสงจากโดมด้านบน แสงธรรมชาติที่ส่องลงมากลางอาคารช่วยขับให้เสาหิน ผนัง และแท่นบูชาดูสง่างาม ขณะเดียวกันก็สร้างบรรยากาศแห่งความสงบและศักดิ์สิทธิ์ จนทำให้ผู้มาเยือนหลายคนเผลอหยุดนิ่งเพื่อซึมซับความงดงามตรงหน้า
นอกจากความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมแล้ว มหาวิหารแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองริเยกาให้ความเคารพศรัทธามาอย่างยาวนาน เพราะภายในประดิษฐาน ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ ศิลปะแบบกอทิกจากคริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งเกี่ยวข้องกับตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาหลายร้อยปี
เรื่องเล่ากล่าวว่า ในปี ค.ศ. 1296 ชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังโกรธจากการเล่นการพนัน ได้ขว้างก้อนหินใส่ไม้กางเขนที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์เดิม ณ สถานที่แห่งนี้ และในทันทีนั้น มีเลือดไหลออกมาจากองค์พระเยซูบนไม้กางเขน ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์
แม้เรื่องราวดังกล่าวจะเป็นตำนานที่ผสมผสานความเชื่อทางศาสนา แต่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และศรัทธาที่ชาวเมืองริเยกายังคงยึดถือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีการเก็บรักษาไม้กางเขนและวัตถุที่เกี่ยวข้องไว้ภายในมหาวิหาร เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังแห่งศรัทธาและการให้อภัย
ประวัติศาสตร์ของมหาวิหารไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น
หากสังเกตบริเวณผนังด้านนอกใกล้ประตูทางเข้า จะพบร่องรอยของ ลูกกระสุนปืนใหญ่ ที่ยังคงฝังอยู่บนกำแพงหิน ซึ่งเป็นหลักฐานจากการโจมตีของกองทัพเรืออังกฤษในช่วงสงครามนโปเลียน เมื่อปี ค.ศ. 1813
แทนที่จะนำกระสุนออก ชาวเมืองกลับเลือกเก็บร่องรอยนั้นไว้ พร้อมจารึกข้อความภาษาละตินที่มีความหมายว่า
“แม้ระเบิดลูกนี้จะถูกยิงมาจากมนุษย์ แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องเราไว้”
รอยแผลเล็ก ๆ บนกำแพงจึงไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานของสงคราม หากยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงช่วงเวลาที่เมืองริเยกาต้องเผชิญความผันผวนของประวัติศาสตร์ตลอดหลายศตวรรษ
ช่วงเวลาที่มหาวิหารงดงามที่สุด คงเป็นยามเย็นหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมื่อแสงไฟสีทองค่อย ๆ ส่องกระทบผนังหินสีขาวของตัวอาคาร ขณะที่ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเป็นฉากหลังให้โดมทรงกลมดูโดดเด่นและสง่างามยิ่งขึ้น
ในความเงียบสงบของค่ำคืน เราได้ยืนมองมหาวิหารแห่งนี้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะรู้สึกว่า ความงดงามของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดจากความอลังการของสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากเรื่องราว ศรัทธา และประวัติศาสตร์ที่สะสมอยู่ในกำแพงหินทุกก้อนมาตลอดเกือบสี่ศตวรรษ
และนั่นเอง คือเหตุผลที่ทำให้ มหาวิหารเซนต์ไวตัส ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางศาสนาของเมืองริเยกา แต่ยังเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของผู้คนที่นี่อย่างแท้จริง.
โฆษณา