5 ก.ค. เวลา 13:15 • หนังสือ

รีวิวหนังสือ “Learning How to Learn”

เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ผมอ่านหนังสือฉบับภาษาอังกฤษจนจบเล่ม แปลเองบ้างใช้ dict บ้าง แต่ไม่ได้ใช้ ai ช่วย ดังนั้นถ้าแปลผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ หากใครต้องการอ่านเนื้อหาสมบูรณ์ไปหาซื้อมาอ่านกันนะครับเป็นหนังสือที่ดีมาก
เล่มที่ 55
เล่มนี้มีผู้เขียน 3 คน คือ Dr. Barbara Oakley, Dr. Terrence Sejnowski และ Alistair McConville
ซึ่งแต่ละคนก็จะมาแนะนำวิธีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยอ้างอิงงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และตัวอย่างของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ
ผู้เขียนแนะนำว่าการเรียนรู้สิ่งใดให้มีประสิทธิภาพต้องจดจ่ออย่างมีสมาธิ
แต่บางครั้งเราก็ต้องลดความเข้มข้นของการจดจ่อลงบ้างเพื่อเป็นผู้เรียนรู้ที่ดี จึงแนะนำว่า การเรียนรู้สิ่งใดก็ตามควรมีทั้ง Focused Mode และ Diffuse Mode
Focused Mode คือช่วงเวลาที่เราใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกม เรียนรู้ภาษา
Diffuse Mode คือช่วงเวลาที่จิตใจของเราได้พักผ่อนหรือเป็นอิสระ เวลาที่เราไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรเป็นพิเศษ หรือนั่งเหม่อ
ผู้เขียนอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ความแตกต่างระหว่างสองโหมดนี้คือ
The Focused mode - Eyes on the prize!
The Diffuse mode - Eyes on flies!
ผู้เขียนบอกว่าการสลับระหว่างสองโหมดนี้จะทำให้การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ของเราดีขึ้น ผมก็ว่าจริงนะ เวลาอ่านหนังสือนานๆ จนล้า เมื่อได้พักผ่อน นั่งเหม่อ กินขนมพูดคุยกับเพื่อนแล้วกลับมาอ่านรู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้น
ผู้เขียนยังแนะนำให้ใช้เทคนิคการบริหารเวลาอันโด่งดังที่ชื่อว่า Pomodoro Technique ซึ่งถูกคิดค้นโดย Francesco Cirillo เป็นการแบ่งเวลาการทำงานออกเป็นช่วงๆ และมีการพักเป็นช่วงสั้นๆ
คำว่า Pomodoro นี้เป็นภาษาอิตาลี มาจากคำว่า Tomato หรือ มะเขือเทศ โดยชื่อนี้นำมาจากเครื่องตั้งเวลาในครัว (Timer) ที่เป็นรูปทรงมะเขือเทศที่ Francesco Cirillo ใช้ในการทดลอง
ผู้เขียนนำวิธีนี้มาปรับใช้โดยแนะนำให้อยู่ใน Focused Mode 25 นาที และให้อยู่ใน Diffuse Mode ประมาณ 5 ถึง 10 นาที เป็นการพักเบรคและให้รางวัลตัวเอง ซึ่งผู้เขียนเน้นย้ำว่าการให้รางวัลกับตัวเองในช่วงพักเบรคเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับเทคนิคนี้เพราะเมื่อเราเฝ้ารอรางวัลที่จะมาถึงจะทำให้เราโฟกัสได้ดีขึ้น การพักเบรคนี้อาจจะไม่ใช่แค่การนั่งเหม่อเฉยๆ อาจจะเป็นการทำสิ่งที่ชอบ เช่น ฟังเพลงที่ชอบ กอดน้องหมา น้องแมวก็ได้
เทคนิคนี้ยังช่วยเปลี่ยนนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ได้ด้วย หากเราทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัยจะทำให้เราทำสิ่งที่ดีไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเยอะก่อนลงมือทำ
สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำและผมเห็นว่าน่าสนใจ เช่น
1.การนำสิ่งล่อตาล่อใจออกไปจากสถานที่ที่เรากำลังใช้ Focused Mode อย่างเช่นนำมือถือไปวางห้องอื่นให้ห่างจากห้องที่เราอ่านหนังสือ
ไม่ควรโฟกัสหลายสิ่ง (mustitasking) ในช่วงเวลาใช้เทคนิค Pomodoro
2.ไม่ควรโฟกัสหลายสิ่ง (mustitasking) ในช่วงเวลาใช้เทคนิค Pomodoro เพราะจะทำให้สูญเสียพลังงานและจะทำให้การเรียนรู้แย่ ควรจดจ่อเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น
ผมเห็นด้วยกับการทำทีละอย่างแต่ส่วนตัวผมยังเห็นว่าเทคนิค Pomodoro นี้ไม่ได้เหมาะกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากเรียนรู้ อย่างเช่น การอ่านหนังสือสอบวิชาที่มีเนื้อหามากหลายเล่มซึ่งต้องใช้เวลาในการอ่านและทบทวนซ้ำหลายรอบ หากต้องอ่านครั้งละ 25 นาที และหยุดพัก ก็จะทำให้การอ่านหนังสือช้าเกินไปและเชื่อมโยงเนื้อหาได้ไม่ดี
และหากต้องออกไปอ่านห้องสมุดสาธารณะ จะต้องคอยตั้งเวลา 25 นาที คอยดูนาฬิกาจากมือถืออยู่ตลอดกลับจะทำให้เสียสมาธิซะมากกว่า
3.โหมดซอมบี้ คือ พฤติกรรมที่เราทำไปโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องใช้สมาธิมาก คล้ายกับการขับรถ การแปรงฟัน หรือการพิมพ์คีย์บอร์ด ซึ่งเมื่อสมองเปลี่ยนเป็นโหมดนี้ มันจะประหยัดพลังงานมาก แทบไม่ต้องใช้สมองคิดเลย
โหมดซอมบี้นี้มีทั้งส่วน Bad และ Good เราต้องนำส่วน Good มาใช้งานเพื่อทำให้เป้าหมายสำเร็จ
ใช้วิธี Active recall
4.ใช้วิธี Active recall เทคนิคที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับการเรียนรู้ โดยผู้เขียนบอกว่า “Close the book and look away. What were the main ideas of this chapter?“
หรือก็คือ เมื่ออ่านหนังสือไปสักพักให้ลองปิดหนังสือและนึกให้ออกว่าเราเพิ่งอ่านอะไรไป สรุปย่อๆ ในหัวของตัวเอง เทคนิคนี้เป็นหนึ่งในเทคนิคการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
ผู้เขียนยังบอกว่าไม่ต้องตกใจไปหากเรายังนึกอะไรได้ไม่ค่อยเยอะในการฝึกใช้วิธีนี้ช่วงแรก เมื่อเราฝึกใช้เทคนิค Active recall บ่อยๆ เราจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีการอ่านหนังสือและจำได้มากแค่ไหน
5. เราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อใช้ประสาทสัมผัสหลากหลายแตกต่างกัน เช่น การได้ยิน การมองเห็น หรือการรู้สึกจากการใช้มือของเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเรียนรู้สิ่งใด เราจึงควรพยายามใช้ประโยชน์จากประสาทสัมผัสต่างๆ ของเรา
การทำแบบทดสอบเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้
6.การทำแบบทดสอบเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ การเรียนรู้โดยการทำแบบทดสอบ 1 ชั่วโมงยังดีกว่าการอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง สิ่งนี้ตรงกับที่คะบะซะวะ ชิอง ผู้เขียนหนังสือ The power of output ศิลปะของการปล่อยของ กล่าวไว้ว่า “จงทำแบบฝึกหัดให้มากกว่าอ่านตำราเรียน อัตราส่วนที่ดีที่สุดคือ Input 3 Output 7 เราควรใช้เวลาอ่านหนังสือให้เร็ว แล้วใช้เวลาในการทำแบบฝึกหัดอีกเท่าตัว นี่คือวิธีการจำและวิธีเรียนหนังสือที่ได้ผลดีที่สุด”
ผมไปหาข้อมูลเพิ่มจากที่ผู้เขียนอ้างอิงงานวิจัยไว้ ผลการวิจัยของ Jeffrey D. Karpicke และ Janell R. Blunt (2011) แสดงให้เห็นว่า การฝึกดึงข้อมูลหรือทบทวนความจำ (Retrieval Practice) เช่น การทำแบบทดสอบและการนึกทบทวนเนื้อหาด้วยตนเอง ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนได้ดีกว่าการวาด Mind Map หรือการอ่านทบทวนซ้ำๆ
7. ทริคในการสร้างความจำระยะยาว หากเราแปลงข้อมูลจากเท็จจริงเป็นรูปภาพเราจะพยายามจำมันเป็นรูปภาพซึ่งจะทำให้จำง่ายขึ้น และถ้ารูปภาพนั้นผิดปกติเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้จดจำได้นานขึ้น ผมว่าพูดง่ายๆ ก็คือจำภาพให้มันเวอร์ๆ เข้าไว้นั่นเอง วิธีนี้ผมเคยอ่านเจอในหนังสือพัฒนาตนเองเล่มอื่นเช่นกัน แต่ส่วนตัวผมก็ยังคิดว่ายากมากนะถ้าเอาไปใช้กับข้อมูลที่สลับซับซ้อน อย่างเช่น กฎหมาย
8.หากเราเรียนรู้เรื่องอะไรใหม่เราจะต้องกลับมาทบทวนสิ่งนั้น อ่านโน้ตที่จดย่อไว้ อธิบายให้คนอื่นฟัง จึงจะทำให้สมองเราจำได้ดี
9.การออกกำลังกายช่วยให้สมองสร้างสารเคมี เช่น เซโรโทนินและโดพามีนที่จะช่วยให้เราเห็นว่าไอเดียเก่าๆ สามารถเชื่อมโยงเพื่อสร้างไอเดียใหม่ได้อย่างไร
หากเราออกกำลังกายและกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการเรียนรู้และความจำ มากกว่าการออกกำลังกายหรือกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่าหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว
10.คิดเชื่อมโยงความคล้ายกันระหว่างสิ่งของหรือไอเดียที่เราต้องการจำกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
โดยรวมแล้วแม้นักวิทยาศาสตร์จะเขียนหนังสือเล่มนี้แต่ก็ใช้คำศัพท์ง่ายประกอบภาพการ์ตูนที่วาดอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจง่าย
ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบศัพท์ทางวิทยาศาสตร์กับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น ตู้ล็อกเกอร์ความจำระยะยาว ที่ผู้เขียนบอกว่าเราสามารถเก็บข้อมูลต่างๆ ใส่ในล็อกเกอร์นี้ได้ซึ่งล็อกเกอร์นี้อาจดูมีขนาดเล็กจากด้านนอก แต่ข้างในมีขนาดใหญ่มากๆ เอาไว้เก็บความจำระยะยาว
ในเล่มยังมีจุดที่ Alistair McConville หรือ AL แนะนำไว้โดยเฉพาะและผมชอบคือ การอธิบายให้ผู้อื่นฟังจะได้ประโยชน์มากไม่ว่าผู้ฟังจะเป็นใครก็ตาม เขาบอกว่า “Teaching others is a great way to learn, even if your student is a dog!“ เพราะฉะนั้น แม้จะไม่มีใครอยากฟังเรื่องที่เราพูดก็พูดกับหมาแมวไปก็ได้ครับ Ha Ha
ส่วน Dr. Terrence Sejnowski ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันนักประสาทวิทยาทราบกันดีว่าการออกกำลังกายและการนอนหลับส่งผลกระทบที่สำคัญทำให้ความจำดีขึ้น
การนอนเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่เราคิด เมื่อไหร่ก็ตามที่เรานอนหลับดีสารพิษจะถูกชะล้าง เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่สามารถรีบูตเครื่องเพื่อกำจัดข้อผิดพลาดออกไปได้ หากเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะไม่มีเวลาที่จะชะล้างสารพิษออกไปจากร่างกายให้หมด เมื่อตื่นมาเริ่มวันใหม่ก็จะมึนงงและไม่สามารถคิดได้อย่างปลอดโปร่งเฉียบแหลม
นอกจากนี้ผู้เขียนยังแนะนำทริคอีกมากมาย เช่น แต่งเพลงสำหรับข้อมูลที่เราต้องการจำ ผู้เขียนก็บอกว่าลองไปเสิร์ชหาใน Google สิมีคนทำไว้มากมาย ผมก็ลองหาดู ใน YouTube มีฝรั่งทำเพลงเพื่อท่องจำเคมีไว้ด้วย Ha Ha Ha สนุกดี
สิ่งที่ผู้เขียนเตือนไว้ว่าห้ามทำเวลาจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ task switching การสลับไปโฟกัสหลายอย่างไปมานี้จะทำให้การเรียนรู้แย่ลง สมองล้าได้ง่าย (cognitive overload) เช่น อ่านหนังสือไปด้วยเปิดทีวีหรือสลับไปเล่นมือถือไปด้วย
ส่วนการอ่านหนังสือไปด้วยฟังเพลงไปด้วยผู้เขียนแนะนำว่าให้ลองนึกภาพว่าเราเป็นผู้สังเกตการณ์มองจากเพดานลงมาแล้วเห็นตัวเองกำลังนั่งอ่านหนังสือ ให้สังเกตว่าการที่เรานั่งอ่านหนังสือโดยเปิดเพลงไปด้วยจะทำให้เราจดจ่อกับการอ่านหนังสือมากขึ้นหรือไม่ หรือการอ่านหนังสือเช่นนี้จะทำให้เราเสียสมาธิมากขึ้น
เรื่องนี้ผู้เขียนบอกว่ายังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนรับรองว่าเสียงเพลงทำให้มีสมาธิขึ้น การอ่านหนังสือไปด้วยเปิดเพลงไปด้วยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ผมยังชอบที่ผู้เขียนแนะนำว่าการเล่นเกมก็มีประโยชน์ เช่น เกมแอคชันช่วยพัฒนาความสามารถในการจดจ่อและมีสมาธิมากขึ้น
ผู้เขียนบอกว่าผู้คนมักคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจดบันทึกคือพิมพ์ออกมา ท้ายที่สุดแล้วการพิมพ์อาจเร็วกว่าและบันทึกก็ดูเรียบร้อยกว่าการเขียนด้วยมือ แต่ไม่เลยการจดบันทึกด้วยมือนั้นดีกว่าแม้ว่าลายมือเราจะแย่ก็ตามเพราะวิธีนี้จะช่วยสร้างการเชื่อมโยงของสมอง
ผู้คนที่มีระบบความจำและการจดจ่อไม่ดีอาจจะต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อสร้างการเชื่อมโยงของสมอง แต่สิ่งนี้ก็แลกมาด้วยการที่เขาจะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีไอเดียที่คนอื่นพลาดไป
ผู้เขียนเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า คนที่มีระบบความจำและการจดจ่อดีสมองของเขาเปรียบเสมือนรถแข่งที่วิ่งด้วยความเร็ว สามารถไปถึงเส้นชัยได้อย่างรวดเร็ว การคิดการตัดสินใจในการตอบคำถามของเขาจะเร็ว ภาพที่เขาเห็นระหว่างทางจะเบลอเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเขาไม่ต้องสนใจในรายละเอียด
Race & Hike
ส่วนสมองของคนที่มีระบบความจำและการจดจ่อไม่ดีเปรียบเสมือนนักไต่เขาที่เคลื่อนที่ไปช้าๆ ในทางกลับกันเขาจะได้สัมผัสและสังเกตรายละเอียดต่างๆ ระหว่างทางได้มากกว่า เช่น ยื่นมืออกไปจับใบไม้ ได้ยินเสียงนกร้อง ซึ่งทำให้เขาคิดได้อย่างลึกซึ้งมากกว่า
เพราะฉะนั้นหากคุณมีสมองเหมือนนักไต่เขาจงมีความสุขเพราะคุณจะเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์กว่า แต่คุณต้องระวังที่จะไม่เลี้ยวออกนอกทางเพราะมันจะยากสำหรับคุณที่จะกลับมา
โอ้ว ได้รู้แบบนี้ก็ภูมิใจแล้วละที่เราคนที่มีระบบความจำและการจดจ่อไม่ดี
ส่วนที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยก็มีที่ผู้เขียนบอกว่าการไฮไลต์หรือขีดเส้นใต้หนังสือไม่ได้เพิ่มอะไรเข้าในหัวของเราได้ คล้ายๆ กับจะบอกว่าไม่มีประโยชน์ ส่วนนี้ต่างจากหนังสือเทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ ที่คะบะซะวะ ชิองแนะนำไว้ว่า ”ให้จดความเห็นลงไปในหนังสือและไฮไลต์ข้อความขณะอ่านหนังสือด้วย เพราะจะทำให้จำได้ดีกว่าหนังสือที่สะอาดสะอ้าน เนื่องจากการทำเช่นนี้เป็นการส่งออกข้อมูลประเภทหนึ่งที่เป็นเทคนิคช่วยให้สมองจำได้“
ผมว่าการไฮไลต์มีประโยชน์นะ บางครั้งเวลานึกข้อมูลได้ก็คุ้นกับสีของไฮไลต์ในหน้าหนังสือนี่แหละ
ท้ายเล่มจะเป็นการทวนเนื้อหาทุกบทแบบย่อสั้นให้เราได้ทบทวนกันอีกครั้ง ซึ่งผมว่าทำได้ดีนะ ช่วยให้เราทวนความจำในการอ่านหนังสืออีกรอบ
สิ่งที่ผมได้จากเล่มนี้และจะนำไปปรับใช้
1.เรียนรู้สิ่งที่ตนเองไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้มาก่อน
2.ใช้ Pomodoro Technique ช่วยในการอ่านหนังสือที่ไม่ใช่กฎหมาย จะได้พักสายตาไปด้วยระหว่างพัก
3.ฝึกจำสิ่งต่างๆ เป็นรูปภาพ และสร้างความโอเวอร์ให้รูปภาพเพื่อให้จำง่ายขึ้น
4.คิดเสมือนว่าเราเป็นอาจารย์ผู้ออกข้อสอบว่า ถ้าเราเป็นอาจารย์จะออกข้อสอบยังไง
5.ออกกำลังกายและเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ให้บ่อยขึ้น
สรุปให้ 5/5 ดาว ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา