6 ก.ค. เวลา 08:59 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ(49) .. Austria:Klagenfurt

Klagenfurt…เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่ทำให้เราตกหลุมรักออสเตรียตั้งแต่วันแรก
หลังจากอำลาเมืองริมทะเลสาบอันแสนงดงามของสโลวีเนีย เราข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศออสเตรีย จุดหมายแรกของการเดินทางคือ Klagenfurt am Wörthersee เมืองหลวงของรัฐคารินเทีย (Carinthia) ทางตอนใต้ของประเทศ
เมืองที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่กลับเป็นหนึ่งในเมืองที่สร้างความประทับใจให้กับเราได้มากที่สุด
ความรู้สึกแรกเมื่อรถแล่นเข้าสู่ตัวเมือง คือความสงบและเป็นระเบียบ ทุกอย่างดูสะอาด เรียบง่าย และงดงามอย่างพอดี ไม่มีตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้า ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน
มีเพียงอาคารเก่าแก่สีพาสเทลเรียงรายอยู่สองข้างถนน ยอดหอคอยโบสถ์สีเขียวอมทองแดงที่โผล่พ้นแนวต้นไม้ และทิวเขาแอลป์ที่อยู่ไกลออกไปราวกับเป็นฉากหลังของเมืองทั้งเมือง
แม้จะเป็นเมืองหลวงของรัฐ แต่ Klagenfurt กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนเมืองเล็ก ๆ ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอย่างไม่รีบร้อน
เราเริ่มต้นการเดินชมเมืองจาก Innere Stadt หรือเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นหัวใจของ Klagenfurt มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
เมืองเก่าแห่งนี้ได้รับการวางผังอย่างสวยงาม ถนนสายหลักหลายสายกลายเป็นถนนคนเดินที่ปลอดรถยนต์ รายล้อมด้วยอาคารสไตล์เรอเนซองส์และบารอกที่ทาสีเหลืองอ่อน ครีม เขียวมะกอก และชมพูพาสเทลอย่างละมุนตา
ร้านกาแฟเล็ก ๆ ร้านเบเกอรี่ และร้านค้าท้องถิ่นซ่อนตัวอยู่ตามตรอกแคบ ๆ ชวนให้เราเดินทอดน่องโดยไม่ต้องสนใจเวลา
หัวใจของย่านนี้คือ Kramergasse ถนนช้อปปิ้งสายเก่าแก่ที่สุดของเมือง และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นถนนคนเดินแห่งแรกของประเทศออสเตรียอีกด้วย
ระหว่างเดินชมร้านค้าสองข้างทาง เราสะดุดตากับวงกลมโมเสกขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่บนพื้นหินคอบเบิลสโตน ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงงานศิลปะตกแต่งเมือง
แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงพบว่า วงกลมแห่งนี้คือสัญลักษณ์ของ “เมืองพี่เมืองน้อง” ของ Klagenfurt
ตรงกลางเป็นตราประจำเมืองที่มี มังกร Lindwurm สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง ส่วนรอบนอกประดับด้วยตราอาร์มของเมืองต่าง ๆ จากทั่วโลกที่เป็นพันธมิตรกับ Klagenfurt ถ่ายทอดออกมาเป็นงานโมเสกหินสีที่งดงามและประณีต จนทำให้พื้นที่เล็ก ๆ กลางถนนกลายเป็นเหมือนหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์
ถัดออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ยังมีรูปปั้นชายตัวเล็กที่ชาวเมืองเรียกว่า Wörthersee-Mandl ตามตำนานพื้นบ้านเล่าว่า เขาเป็นผู้ปล่อยน้ำออกจากถังจนกลายเป็นทะเลสาบ Wörthersee ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง
เรื่องเล่าธรรมดา ๆ แต่กลับทำให้การเดินเที่ยวมีชีวิตชีวามากขึ้น เพราะแทบทุกมุมของเมืองนี้ต่างมีตำนานซ่อนอยู่
ระหว่างเดินไปตามถนนสายหลัก ยอดหอคอยสีเขียวของ โบสถ์ St. Egid จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่แทบทุกมุมเมือง ราวกับเป็นเข็มทิศของนักเดินทาง
หอคอยบารอกสูงสง่านี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของ Klagenfurt และสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองได้แบบ 360 องศา มองเห็นทั้งหลังคาสีแดงของเมืองเก่า ทะเลสาบ Wörthersee และแนวเทือกเขาแอลป์ที่ทอดยาวอยู่ไกลสุดสายตา
เดินต่อมาไม่นาน เราก็มาถึง Heiligengeistplatz จัตุรัสสีเขียวที่ให้บรรยากาศแตกต่างจากย่านการค้าโดยสิ้นเชิง สนามหญ้าถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อย ดอกไม้สีเหลืองถูกปลูกเป็นแนวโค้งพลิ้วไหวราวกับคลื่น
น้ำพุหินอ่อนตั้งอยู่กลางลานอย่างสง่างาม ขณะที่ด้านหลังคือ โบสถ์ Heiligengeistkirche โบสถ์เก่าแก่ที่มีประวัติย้อนไปถึงศตวรรษที่ 14
เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลในยุคกลาง ก่อนจะได้รับการบูรณะเป็นสถาปัตยกรรมบารอกอันงดงามเช่นทุกวันนี้
ไม่ไกลกัน เราได้พบกับรูปปั้นครึ่งตัวของ Franz Josef Graf Enzenberg อดีตผู้ว่าการรัฐคารินเทีย
ผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามนโปเลียน รูปปั้นตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าและต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มเปลี่ยนสีเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ให้บรรยากาศเงียบสงบและสง่างามอย่างยิ่ง
จากนั้น เราเดินเข้าสู่ย่านศิลปวัฒนธรรมของเมือง
อาคารสีขาวครีมที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคือ Stadttheater Klagenfurt โรงละครประจำเมืองที่สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1908–1910 เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีของจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟที่ 1
เพียงมองจากภายนอกก็สัมผัสได้ถึงความงดงามของสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโว ซุ้มกระจกและเหล็กดัดที่อ่อนช้อยรับกับประติมากรรมสีขาวบนยอดอาคาร
ส่วนผนังด้านข้างประดับด้วยภาพนูนสูงที่เล่าเรื่องราวของดนตรีและศิลปะการละครอย่างวิจิตร
แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งศตวรรษ แต่โรงละครแห่งนี้ยังคงเปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง
วันที่เราไป มีโปสเตอร์ของ King Lear และโอเปร่าเรื่อง Rusalka ติดอยู่ด้านหน้า เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า ศิลปะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่
ถัดจากโรงละครคือ Stadthaus อาคารประวัติศาสตร์สีเขียวอ่อนหลังคาแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเก็บอาวุธของแคว้นคารินเทีย ก่อนจะได้รับการบูรณะให้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการและกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาไม่แพ้ตัวอาคาร คือสวนด้านหน้าที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต สนามหญ้าสีเขียวสดถูกตัดแต่งเป็นลวดลายโค้งอ่อนช้อย ขณะที่ไม้พุ่มสีแดงเบอร์กันดีช่วยเพิ่มสีสันอย่างลงตัว เป็นความงามที่สะท้อนความพิถีพิถันของชาวออสเตรียได้อย่างชัดเจน
แล้วเราก็เดินมาถึง Neuer Platz จัตุรัสใหม่ ซึ่งถือเป็นหัวใจของเมือง
ตรงกลางจัตุรัสคือ Lindwurm Fountain น้ำพุมังกรอันเป็นสัญลักษณ์ของ Klagenfurt
ตามตำนานเล่าว่า พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นหนองน้ำที่มีมังกรร้ายอาศัยอยู่ มันคอยทำร้ายผู้คนและสัตว์เลี้ยง จนในที่สุดนักรบผู้กล้าจึงใช้กลอุบายล่อมันด้วยวัว ก่อนจะร่วมกันสังหารมังกรได้สำเร็จ เมืองจึงถือกำเนิดขึ้นบนดินแดนแห่งนี้
น้ำพุที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 แกะสลักจากหินก้อนมหึมาที่นำมาจากภูเขาใกล้เมือง ตัวมังกรกำลังอ้าปากพ่นน้ำ ขณะที่ด้านหลังคือรูปปั้น Hercules ผู้ถือกระบอง ยืนเผชิญหน้ากับมังกรอย่างองอาจ
เรื่องเล่าอาจเป็นเพียงตำนาน แต่สำหรับชาวเมืองแล้ว Lindwurm คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น ความกล้าหาญ และความภาคภูมิใจที่ส่งต่อกันมาหลายร้อยปี
หันมองออกไปอีกด้านของจัตุรัส เราจะเห็นอนุสาวรีย์ของ จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดพระองค์หนึ่งของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
พระองค์ทรงปฏิรูประบบการศึกษา การบริหาร และเศรษฐกิจ จนทำให้เมืองต่าง ๆ ในจักรวรรดิ รวมถึง Klagenfurt เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ชาวเมืองจึงสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1873 เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
เมื่อมองภาพรวมของจัตุรัส จะเห็นทั้งมังกรในตำนาน จักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ อาคารประวัติศาสตร์ และผู้คนที่กำลังเดินเล่นอยู่ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ประวัติศาสตร์ของเมืองไม่ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หากแต่ยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางวิถีชีวิตของผู้คนในทุก ๆ วัน
สิ่งที่ทำให้ Klagenfurt แตกต่างจากหลายเมืองที่เราเคยไป คือเมืองนี้ไม่พยายามสร้างความยิ่งใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่กลับใช้ความเรียบง่ายเป็นเสน่ห์
ผู้คนยังนั่งจิบกาแฟริมถนน
สวนสาธารณะยังเต็มไปด้วยชาวเมืองที่ออกมาเดินเล่น
โรงละครยังเปิดม่านการแสดงทุกค่ำคืน
อาคารเก่าแก่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง
ส่วนมังกรในตำนานก็ยังคงเฝ้ามองเมืองอย่างสงบนิ่งมานานกว่าสี่ร้อยปี
บางที…เสน่ห์ของ Klagenfurt อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนสถานที่ท่องเที่ยว
แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้มาเยือนได้เดินช้าลง สูดลมหายใจลึกขึ้น และค่อย ๆ ซึมซับความงดงามของเมืองผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกตรอก ทุกจัตุรัส และทุกอาคาร
เมืองหลวงเล็ก ๆ แห่งรัฐคารินเทีย จึงกลายเป็นการเริ่มต้นทริปออสเตรียที่งดงามเกินกว่าที่เราคาดคิด และเป็นเมืองที่ทำให้เราเข้าใจว่า ความโรแมนติกของออสเตรีย ไม่ได้มีอยู่เพียงในพระราชวังหรือบทเพลงคลาสสิก หากยังซ่อนอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่ยังคงรักษาหัวใจของตัวเองไว้ได้อย่างงดงามจนถึงทุกวันนี้.
โฆษณา