6 ก.ค. เวลา 10:04 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (50).. Austria: Graz

Graz — เมืองที่อดีตและอนาคตเดินเคียงกันอย่างงดงาม
เมื่ออำลาเมืองริมทะเลสาบอย่าง Klagenfurt แล้ว รถของเราค่อย ๆ มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก ผ่านทิวทัศน์ของรัฐสตีเรีย (Styria)
ดินแดนที่ได้รับสมญานามว่า “หัวใจสีเขียวของออสเตรีย” ก่อนจะมาถึง กราซ (Graz) เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ รองจากเวียนนา
กราซเป็นเมืองที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจตั้งแต่วินาทีแรก เพราะแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับไม่มีความวุ่นวายแบบมหานคร ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
มีนักศึกษาจำนวนมากปั่นจักรยานไปมา ร้านกาแฟเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วเมือง และมีแม่น้ำมูร์ (Mur) ไหลผ่านใจกลางเมืองอย่างสงบ
แต่สิ่งที่ทำให้กราซแตกต่างจากเมืองอื่นในออสเตรีย คือการที่เมืองแห่งนี้สามารถเก็บรักษาประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าแปดร้อยปีไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ขณะเดียวกันก็กล้าที่จะสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ล้ำยุคที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป จนได้รับการยกย่องให้เป็นทั้ง เมืองมรดกโลกของ UNESCO และ UNESCO City of Design ในเวลาเดียวกัน
เมืองทั้งเมืองจึงเปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างอดีตกับอนาคต ที่ดำเนินต่อเนื่องอย่างกลมกลืน
จากภูเขากลางเมือง…สู่ท้องฟ้าเหนือหลังคาสีแดง
แลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของกราซ คือ Schlossberg หรือเนินเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง
ครั้งหนึ่งเคยเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป แม้กองทัพนโปเลียนจะทำลายป้อมไปเกือบทั้งหมด แต่ชาวเมืองร่วมกันซื้อหอนาฬิกาและหอระฆังเอาไว้ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาจนถึงทุกวันนี้
แทนที่จะเดินขึ้นบันไดหลายร้อยขั้น เราเลือกใช้ ลิฟต์แก้วที่เจาะทะลุภูเขาหิน อุโมงค์ยาวภายในภูเขาทำให้รู้สึกราวกับกำลังเดินเข้าสู่อดีตก่อนจะทะลุออกสู่แสงสว่างด้านบน
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก…
ภาพแรกที่เห็นทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมกราซจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งของออสเตรีย
เบื้องหน้าคือทะเลของหลังคากระเบื้องดินเผาสีแดงอิฐทอดยาวสุดสายตา อาคารโบราณนับพันหลังเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ สลับกับยอดโดมของโบสถ์หลายแห่ง และอาคารสมัยใหม่ที่แทรกตัวอยู่โดยไม่ทำลายเสน่ห์ของเมืองเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งมองจากมุมสูง ก็ยิ่งเห็นความลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมโกธิก เรอเนสซองส์ บารอก และงานออกแบบร่วมสมัย ที่หลอมรวมกันเป็นภาพเดียวอย่างน่าอัศจรรย์
Uhrturm…หอนาฬิกาที่ทำให้นักท่องเที่ยวดูเวลาผิดกันแทบทุกคน
บนยอดเขา Schlossberg มีสิ่งก่อสร้างที่ชาวกราซรักที่สุด นั่นคือ Uhrturm หอนาฬิกาอายุกว่า 450 ปี
ความพิเศษของนาฬิกาเรือนนี้อยู่ที่…
เข็มใหญ่บอกชั่วโมง ส่วนเข็มเล็กบอกนาที
ซึ่งตรงข้ามกับนาฬิกาทั่วโลก
สาเหตุก็เพราะเมื่อหลายร้อยปีก่อน นาฬิกามีเพียงเข็มเดียว เป็นเข็มขนาดใหญ่เพื่อให้คนที่อยู่ไกลสามารถมองเห็นเวลาได้ชัดเจน ต่อมาจึงค่อยเพิ่มเข็มนาทีเข้าไป แต่ยังคงรักษาเข็มเดิมไว้
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก—including พวกเรา—ต้องยืนงงอยู่พักใหญ่ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมเวลาที่อ่านได้จึงไม่ตรงกับนาฬิกาข้อมือเสียที
เมืองเก่าที่ยังมีชีวิต
จากยอดเขา เราค่อย ๆ เดินลงมายัง Altstadt หรือย่านเมืองเก่า
สิ่งที่ชอบมากคือ เมืองเก่าของกราซไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เงียบเหงา แต่เป็นเมืองที่ผู้คนยังใช้ชีวิตจริง
ร้านกาแฟตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน
ลานกลางอาคารแบบอิตาเลียนซ่อนตัวอยู่หลังประตูไม้เก่าแก่
ผู้คนนั่งพูดคุย จิบกาแฟ อ่านหนังสือ หรือปั่นจักรยานผ่านตรอกแคบ ๆ อย่างไม่เร่งรีบ
บ้านเรือนกว่า 1,000 หลังยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี จน UNESCO ยกให้ย่านเมืองเก่าแห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1999
เดินไปทางไหน ก็พบรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ชวนให้หยุดมอง ทั้งหน้าต่างไม้โบราณ ซุ้มประตูโค้ง ลานภายในอาคาร และระเบียงเหล็กดัดที่เต็มไปด้วยดอกไม้
กราซจึงเป็นเมืองที่ไม่ต้องมีแลนด์มาร์กยิ่งใหญ่ทุกมุม แต่กลับมีเสน่ห์อยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ตามตรอกซอกซอย
Hauptplatz…หัวใจของเมือง
ปลายทางของถนนสายหลักคือ Hauptplatz จัตุรัสกลางเมืองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกราซ
ด้านหน้าคือ น้ำพุ Archduke Johann ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าชายผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนารัฐสตีเรีย
รอบฐานน้ำพุมีรูปปั้นสตรีสี่องค์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานประติมากรรมเพื่อความงาม แต่เป็นตัวแทนของแม่น้ำสำคัญทั้งสี่สายของรัฐ ได้แก่ Mur, Enns, Drava และ Sann
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จะเห็นชื่อของแม่น้ำแต่ละสายสลักอยู่บนฐานรูปปั้นอย่างชัดเจน รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้อนุสาวรีย์แห่งนี้มีความหมายมากกว่าที่เห็นเพียงภายนอก
ด้านหลังน้ำพุคือ Grazer Rathaus ศาลาว่าการเมือง อาคารสไตล์นีโอบารอกอันสง่างามที่เป็นฉากหลังอันสมบูรณ์แบบของจัตุรัสแห่งนี้
ตลาดที่เต็มไปด้วยชีวิต
วันที่เราไป มีตลาดเล็ก ๆ ตั้งเรียงรายอยู่กลางจัตุรัส
ไม่มีเสียงตะโกนขายของ
ไม่มีความเร่งรีบ
มีเพียงผู้คนยืนล้อมโต๊ะสูง จิบกาแฟ กินไส้กรอกร้อน ๆ พูดคุยกันอย่างสบายใจ
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตของชาวยุโรปไม่ได้อยู่ในร้านอาหารหรูเสมอไป แต่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ที่แผงขายอาหารกลางลานเมือง
ไส้กรอกร้อน ขนมปังอบใหม่ กลิ่นกาแฟ และบทสนทนาเบา ๆ กลายเป็นภาพจำที่อบอุ่นไม่น้อยไปกว่าสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่
Murinsel…เกาะที่ไม่ใช่เกาะ
เดินเลียบแม่น้ำมูร์ไปไม่นาน ก็จะพบสิ่งก่อสร้างที่ดูราวกับยานอวกาศลอยอยู่กลางน้ำ
นี่คือ Murinsel
แม้ชื่อจะแปลว่า “เกาะ” แต่แท้จริงแล้วเป็นโครงสร้างเหล็กและกระจกที่สร้างขึ้นกลางแม่น้ำเพื่อเฉลิมฉลองการที่กราซได้รับเลือกเป็น European Capital of Culture ในปี 2003
ผลงานของสถาปนิกชาวอเมริกัน Vito Acconci ชิ้นนี้ เชื่อมฝั่งแม่น้ำทั้งสองด้านเข้าหากัน พร้อมพื้นที่สำหรับคาเฟ่ ลานกิจกรรม และอัฒจันทร์เล็ก ๆ
จากบนสะพานมองลงมา รูปทรงคล้ายเปลือกหอยหรือเกลียวคลื่นดูโดดเด่นท่ามกลางสายน้ำสีเขียวของแม่น้ำมูร์
ยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกว่าความทันสมัยของมันไม่ได้แปลกแยกจากเมืองเก่าเลย กลับช่วยเติมมิติใหม่ให้กราซอย่างลงตัว
Friendly Alien…เอเลี่ยนที่ชาวเมืองรัก
ไม่ไกลจาก Murinsel คือ Kunsthaus Graz
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ชาวเมืองเรียกเล่น ๆ ว่า Friendly Alien หรือ “เอเลี่ยนที่เป็นมิตร”
รูปทรงโค้งมนสีน้ำเงินเข้ม พร้อมช่องรับแสงที่ยื่นออกมาคล้ายหนวด ทำให้มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่ลงจอดอยู่ริมแม่น้ำ
แต่แทนที่จะรู้สึกขัดแย้งกับอาคารเก่าโดยรอบ กลับกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สะท้อนว่า เมืองแห่งนี้ไม่เคยหยุดพัฒนา และพร้อมเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ
เมืองที่ทำให้เข้าใจว่า “ความเก่า” และ “ความใหม่” ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน
กราซไม่ได้พยายามเลือกว่าจะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ หรือเมืองแห่งอนาคต
แต่เลือกที่จะเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน
หอนาฬิกาอายุหลายร้อยปี ยังคงมองเห็นตึกเอเลี่ยนอยู่ไกล ๆ
บ้านโบราณหลังคาแดง ยังคงสะท้อนเงาของ Murinsel กลางแม่น้ำ
ร้านกาแฟเก่าแก่ยังคงเปิดประตูต้อนรับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ทุกวัน
ทั้งหมดอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้กราซมีเสน่ห์ไม่เหมือนเมืองไหนในยุโรป
สำหรับเรา…
กราซอาจไม่ได้อลังการเท่าเวียนนา ไม่โรแมนติกเท่าฮัลล์ชตัทท์ หรือโด่งดังเท่าซาลซ์บูร์ก
แต่กลับเป็นเมืองที่ทำให้รู้สึกสบายที่สุดเมืองหนึ่งของออสเตรีย
เมืองที่ชวนให้เดินช้า ๆ นั่งจิบกาแฟนาน ๆ เงยหน้ามองหลังคาสีแดง และปล่อยให้เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างไม่ต้องรีบร้อน
บางครั้ง…ความงดงามของการเดินทาง ก็ไม่ได้อยู่ที่การได้เห็นสถานที่สำคัญมากมาย หากแต่อยู่ที่การได้พบเมืองหนึ่ง ซึ่งทำให้เราอยากใช้ชีวิตอยู่กับมันให้นานกว่านั้นอีกสักวัน.
โฆษณา