6 ก.ค. เวลา 12:35 • ท่องเที่ยว

Balkan ในความทรงจำ (52) .. Austria : St. Stephen’s Cathedral

St. Stephen’s Cathedral – หัวใจของเวียนนา ที่เต้นมานานกว่าแปดศตวรรษ
หากมีสถานที่เพียงแห่งเดียวที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของกรุงเวียนนาได้ทั้งหมด ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ ศรัทธา ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิฮับส์บูร์ก ตลอดจนความสูญเสียจากสงครามและโรคระบาด
… สถานที่แห่งนั้นคงหนีไม่พ้น มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) หรือที่ชาวออสเตรียเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า Stephansdom
มหาวิหารแห่งนี้ไม่ใช่เพียงโบสถ์ประจำเมือง หากแต่เป็นหัวใจของเวียนนาอย่างแท้จริง ตลอดเวลากว่า 800 ปี มันยืนหยัดอยู่ ณ จุดเดิม
เฝ้ามองเมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำดานูบค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ก่อนจะผ่านสงคราม เพลิงไหม้ โรคระบาด และการเปลี่ยนแปลงของโลกมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน Stephansplatz แล้วเงยหน้าขึ้น สิ่งแรกที่สะกดสายตาคือยอดหอคอยโกธิคสีขาวที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับกำลังชี้นำสายตาของผู้คนขึ้นสู่สรวงสวรรค์
แม้จะเคยเห็นภาพมหาวิหารแห่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อได้มายืนอยู่ตรงหน้า ความยิ่งใหญ่ของมันก็ยังทำให้ต้องหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
.. เพราะไม่มีภาพถ่ายใดสามารถถ่ายทอดความอลังการของสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์
มหาวิหารที่เติบโตไปพร้อมกับเมืองเวียนนา
เรื่องราวของมหาวิหารเซนต์สตีเฟนเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1137 เมื่อมีการสร้างโบสถ์แบบโรมาเนสก์ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ และได้รับการถวายในอีกสิบปีต่อมา
แต่ในปี ค.ศ. 1258 เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ได้ทำลายโบสถ์เดิมจนเสียหายอย่างหนัก
แทนที่จะสร้างขึ้นใหม่แบบเดิม ชาวเวียนนาเลือกที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
ในศตวรรษที่ 14 ดยุกรูดอล์ฟที่ 4 แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ทรงสั่งขยายมหาวิหารให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของเวียนนาในฐานะศูนย์กลางของจักรวรรดิ
หอคอยด้านใต้ซึ่งสูงกว่า 136 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 65 ปี และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเวียนนามาจนทุกวันนี้
ส่วนหอคอยด้านเหนือเดิมตั้งใจจะสร้างให้มีความสูงเท่ากัน แต่เมื่อยุคโกธิคเริ่มเสื่อมความนิยม การก่อสร้างก็หยุดลง เหลือเพียงความสูงประมาณครึ่งหนึ่ง ก่อนจะปิดยอดด้วยโดมสไตล์เรอเนสซองส์ และเป็นที่ประดิษฐานระฆัง Pummerin ระฆังที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรีย
มหาวิหารแห่งนี้ยังผ่านเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1945 เมื่อเพลิงไหม้ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองทำให้หลังคาไม้โบราณถล่มลงมา กระเบื้องเคลือบกว่า 230,000 แผ่นเสียหาย และระฆังโบราณแตกพัง
หลังสงคราม ชาวเวียนนาร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะมหาวิหารด้วยเงินบริจาคและแรงงานของประชาชน จนสามารถเปิดใช้งานได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1952
นั่นทำให้มหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของศาสนา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นยืนอีกครั้งของชาวออสเตรียทั้งประเทศ
หลังคาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวแทบทุกคน คือหลังคากระเบื้องเคลือบสีจำนวนกว่า 230,000 แผ่น
กระเบื้องเหล่านี้ถูกเรียงเป็นลวดลายซิกแซกอย่างประณีต ด้านหนึ่งเป็นตราอินทรีสองหัวของจักรวรรดิฮับส์บูร์ก อีกด้านเป็นตราประจำกรุงเวียนนาและสาธารณรัฐออสเตรีย
เมื่อแสงแดดยามเช้าหรือยามเย็นตกกระทบ หลังคาทั้งผืนจะสะท้อนประกายงดงามจนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของกรุงเวียนนา
ส่วนประตูทางเข้าด้านตะวันตก หรือ Giant’s Door (Riesentor) เป็นชิ้นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิหาร และเป็นมรดกจากยุคโรมาเนสก์ที่รอดพ้นจากไฟไหม้เมื่อกว่าเจ็ดร้อยปีก่อน ภาพแกะสลักหินเหนือซุ้มประตูยังคงเล่าเรื่องราวจากพระคัมภีร์และสัตว์ในตำนานได้อย่างวิจิตรบรรจง
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน…อีกโลกหนึ่งของความสงบ
เพียงก้าวผ่านประตูหินหนาเข้าไป เสียงผู้คนจากจัตุรัสด้านนอกก็หายไปในทันที
ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่ พร้อมกับแสงสีทองอ่อนที่ส่องลอดผ่านกระจกสีสูงตระหง่าน
ภายในมหาวิหารให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในป่าหินขนาดมหึมา
เสาหินจำนวนมากเรียงตัวขึ้นไปสู่เพดานโค้งแบบโกธิคที่แตกแขนงอย่างงดงาม สายตาของผู้มาเยือนจะค่อย ๆ ถูกนำไปยังแท่นบูชาหลักที่ส่องประกายอยู่ปลายสุดของวิหาร ราวกับสถาปนิกตั้งใจให้ทุกเส้นสายของอาคารพาผู้คนเดินเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งศรัทธา
แม้โครงสร้างหลักจะเป็นศิลปะโกธิค แต่การตกแต่งภายในกลับได้รับการเพิ่มเติมด้วยศิลปะแบบบาโรกในศตวรรษที่ 17
แท่นบูชาหินอ่อนสีแดงเข้ม ประดับด้วยเสาปิดทอง รูปแกะสลักของนักบุญ เทวดา และลวดลายพันธุ์พฤกษาอันละเอียดอ่อน ทำให้ทุกมุมของมหาวิหารเต็มไปด้วยความงดงาม
ธรรมาสน์หินแกะสลักซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นเอกของปลายยุคโกธิค แสดงให้เห็นฝีมืออันน่าทึ่งของช่างในยุคกลาง
ส่วนแท่นบูชาหลักแบบบาโรกก็เป็นภาพการถูกหินขว้างจนถึงแก่มรณภาพของนักบุญสตีเฟน ผู้เป็นนักบุญองค์แรกของคริสตจักรและผู้ที่มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการอุทิศถวาย
ระหว่างเดินชมตามโบสถ์ย่อยที่เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง ฉันสะดุดตากับภาพเขียนสีน้ำมัน ประติมากรรมหินอ่อน และแท่นบูชาที่ตกแต่งแตกต่างกันออกไป
ทุกแห่งล้วนเป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนทั้งความศรัทธาและความสามารถของศิลปินยุโรปในแต่ละยุคสมัย
อีกมุมหนึ่งที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กัน คือแถวของเทียนนับร้อยดวงที่ผู้คนค่อย ๆ จุดขึ้นทีละเล่มอย่างเงียบงัน
ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีพิธีการ มีเพียงแสงเล็ก ๆ ที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด
บางเล่มอาจเป็นคำอธิษฐานเพื่อคนที่รัก บางเล่มอาจเป็นการขอบคุณพระเจ้า หรือเป็นความหวังเล็ก ๆ ที่เจ้าของเทียนเก็บไว้ในใจ
ภาพเรียบง่ายนั้น กลับเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารแห่งนี้ได้มากกว่าสิ่งใด
ใต้พื้นมหาวิหาร…ที่พำนักสุดท้ายของผู้คนกว่าหมื่นชีวิต
เบื้องใต้พื้นหินอันสงบนิ่งของมหาวิหาร ยังซ่อนอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เวียนนาไว้ เรื่องราวที่ไม่โอ่อ่าเหมือนยอดแหลมโกธิคหรือแท่นบูชาทองคำ หากกลับสะท้อนทั้งความศรัทธา ความสูญเสีย และวิวัฒนาการของสังคมยุโรปได้อย่างลึกซึ้ง
หลายคนอาจนึกว่าห้องใต้ดินของมหาวิหารเป็นสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดิและราชวงศ์ฮับส์บูร์กเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว Catacombs ของมหาวิหารแห่งนี้ยังเป็นที่พำนักสุดท้ายของชาวเวียนนาสามัญชนอีกราว 11,000 คน
ย้อนกลับไปในยุคกลาง ชาวคริสต์เชื่อว่าการได้พักผ่อนชั่วนิรันดร์ใกล้พระแท่นบูชา หรือภายในมหาวิหาร จะทำให้ดวงวิญญาณได้อยู่ใกล้พระผู้เป็นเจ้า และเมื่ออยู่ใกล้พระเจ้า ก็เปรียบเสมือนได้อยู่ใกล้สวรรค์ ความเชื่อนี้ทำให้ผู้มีฐานะจำนวนมากยินดีบริจาคทรัพย์หรือจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่ฝังศพภายในโบสถ์ ขณะที่พระสังฆราช ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างก็มีห้องฝังศพที่จัดไว้อย่างสมเกียรติ
ในช่วงแรก ประชาชนทั่วไปยังคงถูกฝังอยู่ในสุสานรอบมหาวิหาร แต่เมื่อกรุงเวียนนาต้องเผชิญกับการระบาดของกาฬโรคและโรคติดต่อร้ายแรงหลายระลอก โดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนสุสานภายนอกไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ผู้คนเริ่มตระหนักว่าการฝังศพจำนวนมากบนพื้นดินภายในกำแพงเมืองอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขอนามัย และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคระบาดลุกลามยิ่งขึ้น แม้ในยุคนั้นจะยังไม่เข้าใจเรื่องเชื้อโรคเหมือนในปัจจุบัน แต่แนวคิดด้านสาธารณสุขก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ห้องใต้ดินลึกที่สุดของมหาวิหารจึงถูกใช้เป็นสถานที่เก็บศพของประชาชนจำนวนมาก โดยแยกออกจากห้องฝังพระศพของราชวงศ์และชนชั้นสูงอย่างชัดเจน จนในที่สุด Catacombs แห่งนี้กลายเป็นที่พำนักสุดท้ายของผู้คนกว่าหมื่นชีวิต
ต่อมาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จักรพรรดิโจเซฟที่ 2 ทรงปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งสำคัญ และมีพระราชกฤษฎีกาห้ามการฝังศพภายในโบสถ์และภายในกำแพงเมือง พร้อมกำหนดให้ย้ายสุสานออกไปนอกเมืองทั้งหมด นับแต่นั้น มหาวิหารเซนต์สตีเฟนจึงยุติบทบาทการเป็นสถานที่ฝังศพ และห้องใต้ดินแห่งนี้ก็กลายเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของทั้งความศรัทธาและวิวัฒนาการด้านสาธารณสุขของยุโรป
หัวใจที่ยังคงเต้นอยู่
เมื่อเดินออกจากมหาวิหารแล้วหันกลับไปมองอีกครั้ง ฉันพบว่าสิ่งที่ประทับใจที่สุด ไม่ใช่ความสูงของยอดแหลมหรือความวิจิตรของสถาปัตยกรรม
แต่คือความรู้สึกว่า อาคารหลังนี้ยังมี “ชีวิต”
ผู้คนยังคงเดินเข้ามาจุดเทียน สวดภาวนา ฟังคอนเสิร์ตออร์แกน เข้าร่วมพิธีมิสซา หรือเพียงนั่งเงียบ ๆ เพื่อพักใจ เช่นเดียวกับที่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนเคยทำมาตลอดกว่าแปดศตวรรษ
มหาวิหารเซนต์สตีเฟนจึงไม่ใช่เพียงแลนด์มาร์กของกรุงเวียนนา หากเป็นเสมือนหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่กลางเมือง เป็นพยานเงียบ ๆ ที่เฝ้ามองผู้คนเกิด เติบโต รัก สูญเสีย และจากโลกนี้ไป
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกยังคงเดินทางมาที่นี่ ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมความงดงามของสถาปัตยกรรมโกธิคอันเลื่องชื่อ หากเพื่อสัมผัสจิตวิญญาณของเวียนนา ที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ภายในมหาวิหารแห่งนี้…ไม่ต่างจากเมื่อกว่า 800 ปีก่อน.
โฆษณา