7 ก.ค. เวลา 01:17 • นิยาย เรื่องสั้น

ภาค 6: (บทวิเคราะห์) “นาบู” กับสมุดบัญชีแห่งวิญญาณที่สาบสูญ

(ภาค 6: อิสรภาพและราคาของมัน)
Freedom and Its Price - Life as a Wandering Information Spirit
หมายเหตุบรรณาธิการ ภาค 6 ของชุดการวิเคราะห์ตัวละครนาบูตรวจสอบช่วงชีวิตที่นักวิชาการหลายคนเรียกว่า "ยุคหลังการสละทิ้ง" ช่วงเวลาที่นาบูดำรงอยู่ในฐานะ "วิญญาณแห่งข้อมูลที่เร่ร่อน" หลังจากลบชื่อตัวเองออกจากระบบ Anunnaki เอกสารชุดนี้ใช้รหัส Nb-F- สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมิติแห่งอิสรภาพและการดำรงอยู่หลังการสละทิ้งโดยเฉพาะ ผู้วิจัยควรอ่านภาค 1-5 ก่อนเพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์
บทนำ: อิสรภาพที่ไม่ได้มาฟรี
Freedom That Does Not Come Free
Jean-Paul Sartre เขียนไว้ใน Being and Nothingness (Gallimard, 1943) ว่า "Man is condemned to be free" มนุษย์ถูกสาปให้เป็นอิสระ เพราะอิสรภาพไม่ใช่สิทธิพิเศษ มันคือภาระ ในทุกวินาทีของชีวิต คุณต้องเลือก และในทุกการเลือก คุณต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่คุณเลือก ไม่มีระบบ ไม่มีเทพ ไม่มีโชคชะตาที่จะรับภาระนั้นแทนคุณได้
สำหรับนาบู อิสรภาพที่เขาได้รับหลังจากลบชื่อตัวเองออกจากระบบ Anunnaki ไม่ใช่การเดินออกมาสู่สวนสวรรค์ มันคือการก้าวออกมาสู่โลกที่ทุกอย่างต้องตัดสินใจใหม่ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่คำถามเล็กน้อย เช่น "ฉันจะนอนที่ไหนคืนนี้" ไปจนถึงคำถามใหญ่ที่สุด เช่น "ฉันคือใครเมื่อไม่มีระบบมาบอก"
และยิ่งกว่านั้น อิสรภาพของนาบูมีลักษณะพิเศษที่ซับซ้อนกว่าอิสรภาพของมนุษย์ธรรมดา
เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคยมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในจักรวาล แต่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่ชื่อในระบบ เขาเคยเป็นผู้บันทึกชะตากรรมของทุกคน แต่ตอนนี้ต้องดำรงชีวิตโดยไม่มีชะตากรรมที่บันทึกไว้ เขาเคยรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นในระบบ แต่ตอนนี้ พรุ่งนี้ของเขาเองไม่มีการรับประกัน
ภาค 6 นี้ตรวจสอบว่าการดำรงอยู่ในสถานะนี้ "วิญญาณแห่งข้อมูลที่เร่ร่อน" หมายความว่าอะไรในเชิงวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และปรัชญา และว่าทำไมการเลือกนี้ จึงเป็นการเลือกที่ถูกต้องที่สุดที่ตัวละครนี้สามารถทำได้
6.1 ฟิสิกส์ของการดำรงอยู่นอกระบบ: Open Systems และ Emergence
Physics of Existence Outside the System: Open Systems and Emergence
เมื่อนาบูออกจากระบบ Anunnaki เขาเปลี่ยนสถานะทางเทอร์โมไดนามิกส์ของตัวเองจาก closed subsystem (ระบบย่อยปิดที่ต้องรักษาขอบเขตของตัวเองอย่างเข้มงวด) ไปสู่ open system (ระบบเปิดที่แลกเปลี่ยนพลังงานและสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อมอย่างเสรี)
Ilya Prigogine พิสูจน์ใน Introduction to Thermodynamics of Irreversible Processes (Interscience Publishers, 1955) ว่า
ระบบเปิดที่อยู่ห่างไกลจากสมดุลสามารถสร้าง "dissipative structures" โครงสร้างที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและรักษาตัวเองได้ผ่านการไหลต่อเนื่องของพลังงาน โครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบจากภายนอก แต่ เกิดขึ้น จากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบในระดับล่าง
ชีวิตใหม่ของนาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนคือ dissipative structure ที่บริสุทธิ์: เขาไม่มีโครงสร้างที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่มีหน้าที่ที่ระบบมอบหมาย ไม่มีขอบเขตที่ต้องรักษา
แต่เขายังคงดำรงอยู่และยังคงมีรูปแบบ เพียงแต่รูปแบบนั้นเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ของเขากับสิ่งแวดล้อม (มนุษย์ ตลาด วิหารร้าง เด็กที่เรียนเขียน) ไม่ใช่จากการถูกกำหนดโดยระบบ
Philip Anderson ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1977 เสนอหลักการที่สำคัญที่สุดในวิทยาศาสตร์แห่งความซับซ้อนใน More Is Different ที่ตีพิมพ์ใน Science (1972):
"More is different" เมื่อระบบมีองค์ประกอบมากพอ คุณสมบัติใหม่จะ emerge ขึ้นมาที่ไม่สามารถคาดเดาได้จากองค์ประกอบแต่ละชิ้น ไม่มีอะตอมเดี่ยวที่ "มีชีวิต"
แต่เมื่ออะตอมหลายล้านล้านมาจัดระเบียบกันในแบบที่ถูกต้อง ชีวิตก็ emerge ขึ้นมา
นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนคือตัวอย่างของ social emergence
เขาไม่มีอำนาจในตัวเอง ไม่มีฐานะ ไม่มีชื่อในระบบ แต่ผ่านปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จำนวนมาก ผลกระทบของเขากลับ emerge ขึ้นในระดับที่ใหญ่กว่าที่เขาเคยมีในฐานะเทพอาลักษณ์อย่างมาก เขาไม่ได้มีอำนาจโดยตรง แต่เขามีอิทธิพลที่กระจายอยู่ในทุกที่
Stuart Kauffman นักชีววิทยาและนักคณิตศาสตร์ผู้ก่อตั้ง Santa Fe Institute อธิบายใน At Home in the Universe: The Search for Laws of Self-Organization and Complexity (Oxford University Press, 1995) ว่า
ระบบที่ซับซ้อนมักมีคุณสมบัติที่เรียกว่า "self-organized criticality" แนวโน้มตามธรรมชาติในการวิวัฒน์ไปสู่สถานะที่อยู่ระหว่างระเบียบและความโกลาหล ซึ่งเป็นสถานะที่ทรงพลังที่สุดในแง่ของความสามารถในการปรับตัวและการสร้างความซับซ้อนใหม่
นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในสถานะ self-organized criticality นี้ เขาไม่ได้เป็นระเบียบอย่างสมบูรณ์แบบ (ซึ่งจะทำให้เขาแข็งทื่อและปรับตัวไม่ได้) และไม่ได้เป็นความโกลาหลอย่างสมบูรณ์ (ซึ่งจะทำให้เขาสูญเสียรูปแบบและความหมาย) แต่อยู่ที่ "edge of chaos" ที่ซึ่งการสร้างสรรค์และการปรับตัวทรงพลังที่สุด
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-001-IAPCS] บทสัมภาษณ์ ดร. Chaiwat Sriboonyapongsak นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีผู้สนใจ emergence และ complex systems บันทึกปี 2022:
"สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับนาบูหลังการสละทิ้งคือเขากลายเป็น 'catalyst' มากกว่า 'agent' เหมือนเอนไซม์ที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงในปฏิกิริยาแต่ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้ เขาไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยตรง แต่เขาลดพลังงานกระตุ้น (activation energy) ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และนั่นคือพลังที่มากกว่าการออกคำสั่งหลายเท่า"
6.2 จิตวิทยาของการเริ่มต้นใหม่: Identity Reconstruction หลัง Deconstruction
Psychology of New Beginnings: Identity Reconstruction After Deconstruction
William Bridges นักจิตวิทยาองค์กรได้แยกแยะความแตกต่างสำคัญใน Transitions: Making Sense of Life's Changes(Addison-Wesley, 1980)
ระหว่าง "change" (การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายนอก) และ "transition" (กระบวนการภายในที่เกิดขึ้นเมื่อคนต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น)
Bridges เสนอว่า transition ทุกอย่างมีสามขั้นตอนที่จำเป็น:
ขั้นที่หนึ่ง Ending: การยุติและปล่อยวางสิ่งเดิม ซึ่งมักเจ็บปวดและต้านทานโดยธรรมชาติ แม้ว่าสิ่งเดิมนั้นจะไม่ดีก็ตาม เพราะมันคือสิ่งที่รู้จัก
ขั้นที่สอง The Neutral Zone: ช่วงเวลาระหว่างที่สิ่งเดิมจบลงแล้วแต่สิ่งใหม่ยังไม่เริ่มอย่างสมบูรณ์ Bridges เรียกช่วงนี้ว่า "a kind of emotional wilderness" ป่าดงดิบทางอารมณ์ที่น่ากลัวแต่จำเป็น เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ transformation ที่แท้จริงเกิดขึ้น
ขั้นที่สาม New Beginning: การเริ่มต้นใหม่ ซึ่ง Bridges เน้นว่าไม่ใช่การ "กลับมา" แต่เป็นการเริ่มต้น "เวอร์ชันใหม่" ที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตของนาบูหลังการสละทิ้งอยู่ใน Neutral Zone นานกว่าที่ใครคาดเดา และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนมหากาพย์แห่งความเงียบเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ไม่มีการ "ตื่นรู้แล้วก็โอเคทันที" ไม่มีการ "เสียสละอย่างกล้าหาญแล้วก็มีความสุขตลอดไป" มีแค่ช่วงเวลาของความสับสน ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย และความพยายามอย่างช้าๆ ในการค้นหาว่า "นาบูที่ไม่ใช่อาลักษณ์" คือใครกันแน่
Dan McAdams นักจิตวิทยาจาก Northwestern University อธิบายใน The Stories We Live By: Personal Myths and the Making of the Self (William Morrow, 1993) ว่า
อัตลักษณ์ของมนุษย์เป็น "narrative identity" เรื่องราวที่เราเล่าเกี่ยวกับตัวเอง และเรื่องราวนั้นมี genre เฉพาะ เส้นเรื่อง ตัวละคร และ plot ที่เราสร้างขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตมีความหมาย
หลังการสละทิ้ง นาบูต้องเขียน "เรื่องราวใหม่เกี่ยวกับตัวเอง" ตั้งแต่ต้น ในขณะที่เรื่องราวเดิม "ฉันคืออาลักษณ์สูงสุดแห่งหอจดหมายเหตุเอริดู" ถูกทำลายไปพร้อมกับการลบชื่อออกจากระบบ
เรื่องราวใหม่ไม่ได้มีให้พร้อมสรรพ มันต้องถูกสร้างขึ้นทีละฉาก ผ่านทุกปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ที่เขาพบ ทุกบทสนทนาที่เขาเริ่มต้น และทุกวินาทีที่เขาเลือกที่จะอยู่ในตลาดของอูรุกแทนที่จะซ่อนตัวอยู่ในความมืด
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-002-IAPCS] บันทึกจากพยานนาม ซีน ช่างปั้นหม้อวัยกลางคนที่อ้างว่าพบและพูดคุยกับชายชราในตลาดเป็นประจำเป็นเวลาหลายปี บันทึกปี 2020:
"เขาไม่ได้มาหาฉันเพราะเขาต้องการอะไร เขามาเพราะเขาชอบดูฉันทำงาน เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ดูฉันปั้นดินเหนียว บางครั้งนานหลายชั่วโมง แล้วก็ถามคำถามเกี่ยวกับว่าดินเหนียวรู้สึกอย่างไรในมือ ฉันคิดว่ามันเป็นคำถามแปลกๆ ตอนแรก แต่เมื่อฉันพยายามตอบ ฉันพบว่าตัวเองคิดเรื่องงานของฉันในแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน เขาไม่ได้สอนฉัน เขาแค่ถามในแบบที่ทำให้ฉันสอนตัวเอง"
6.3 ประสาทวิทยาของ Presence: การเรียนรู้ที่จะ "อยู่" หลังจาก "รู้" มากเกินไป
Neuroscience of Presence: Learning to Simply "Be" After Knowing Too Much
Richard Davidson นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison ผู้ก่อตั้ง Center for Healthy Minds ได้ทำการวิจัยอย่างละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบของ mindfulness meditation ต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ในหนังสือ The Emotional Life of Your Brain (Hudson Street Press, 2012) ที่เขียนร่วมกับ Sharon Begley
Davidson พิสูจน์ว่าการ "อยู่กับปัจจุบัน" อย่างแท้จริงสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้ใน "affective style" รูปแบบพื้นฐานที่สมองประมวลผลและตอบสนองต่อประสบการณ์ทางอารมณ์
ผู้ที่ฝึก mindfulness อย่างต่อเนื่องมี prefrontal cortex ซ้ายที่ active มากกว่า (เชื่อมกับอารมณ์เชิงบวกและความสามารถในการฟื้นตัว) และมี amygdala ที่ตอบสนองต่อ stressors น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ที่น่าสนใจกว่าสำหรับนาบูคืองานวิจัยของ Judson Brewer ใน The Craving Mind: From Cigarettes to Smartphones to Love Why We Get Hooked and How We Can Break Bad Habits (Yale University Press, 2017)
ที่พิสูจน์ว่า "default mode network" (DMN) เครือข่ายสมองที่ active เมื่อเราคิดเกี่ยวกับตัวเองและอนาคต มีแนวโน้มที่จะสร้าง rumination (การคิดวนซ้ำ) และ anxiety โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติ trauma
นาบูตลอดช่วงที่เขาเป็นอาลักษณ์มี DMN ที่ overactive อย่างรุนแรง: เขาคิดเกี่ยวกับระบบ คิดเกี่ยวกับอนาคตของมนุษย์ คิดเกี่ยวกับชื่อที่ถูกลบ และคิดเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ต้องดำเนินต่อ ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดพัก
ชีวิตหลังการสละทิ้งในฐานะวิญญาณเร่ร่อนบังคับให้ DMN ของเขา "พัก" ไม่ใช่เพราะเขาเลือกที่จะ meditate แต่เพราะไม่มีระบบที่ต้องคิดถึงอีกต่อไป ไม่มีอนาคตที่ต้องวางแผน ไม่มี "ตัวเลข" ที่ต้องตรวจสอบ มีแค่ตลาดของอูรุก เด็กที่กำลังเรียนเขียน และดินเหนียวในมือของช่างปั้นหม้อ
Antonio Damasio อธิบายใน The Feeling of What Happens: Body and Emotion in the Making of Consciousness(Harcourt, 1999) ว่า
"background feelings" ความรู้สึกพื้นฐานที่เกิดจากการรับรู้สถานะของร่างกายในปัจจุบัน เป็นรากฐานของจิตสำนึก ไม่ใช่ความคิดที่ซับซ้อน
และสิ่งมีชีวิตที่สูญเสียการเชื่อมต่อกับ background feelings เหล่านี้ เพราะจมอยู่กับการประมวลผลข้อมูลนามธรรม สูญเสียบางส่วนของตัวตนที่แท้จริงของมันไปด้วย
การที่นาบูนั่งดูเด็กๆ เล่น นั่งฟังเสียงตลาด นั่งรู้สึกลมพัดผ่านในยามเช้า คือการ reconnect กับ background feelings ที่เขาสูญเสียไปนาน การกลับมาสู่สถานะที่ Damasio จะเรียกว่า "embodied consciousness" ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-003-IAPCS] บทสัมภาษณ์ ดร. Rattanaporn Khongcharoen นักจิตวิทยาคลินิกและนักวิจัยด้าน contemplative neuroscience บันทึกปี 2022:
"สิ่งที่นาบูค้นพบโดยไม่ตั้งใจในช่วงชีวิตเร่ร่อนนั้นคือสิ่งที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า 'beginner's mind' หรือ shoshin ในภาษาญี่ปุ่น การมองทุกอย่างด้วยสายตาใหม่ราวกับว่ายังไม่เคยเห็นมาก่อน ในทางประสาทวิทยา มันคือการ down-regulate predictive processing ชั่วคราว เพื่อให้สมองรับข้อมูลดิบจากโลกโดยตรง ไม่ผ่านกรองของความคาดหวังและโมเดลที่มีอยู่ก่อน และในสถานะนั้น คุณเห็นสิ่งที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยความรู้อย่างเดียว"
6.4 สังคมวิทยาของ Liminality: การดำรงอยู่ระหว่างโลก
Sociology of Liminality: Existing Between Worlds
Arnold van Gennep นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส-เยอรมัน บัญญัติแนวคิด "liminality" ใน The Rites of Passage (Emile Nourry, 1909)
เพื่ออธิบายช่วงเวลาระหว่าง "ก่อน" และ "หลัง" ในพิธีกรรมการเปลี่ยนผ่านของสังคมต่างๆ ในช่วง liminal บุคคลไม่ได้อยู่ในสถานะเดิมอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในสถานะใหม่ มันคือ "threshold" ธรณีประตู
Victor Turner พัฒนาแนวคิดนี้ต่อใน The Ritual Process: Structure and Anti-Structure (Aldine, 1969) โดยอธิบายว่า
ในสถานะ liminal บุคคลมีคุณสมบัติที่ Turner เรียกว่า "communitas" ความรู้สึกเชื่อมต่อกับมนุษยชาติโดยรวมที่ไม่ถูกกรองโดยโครงสร้างทางสังคมปกติ บุคคล liminal อยู่นอกลำดับชั้น นอกบทบาท และนอกกฎเกณฑ์ปกติ ซึ่งทำให้พวกเขามีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่คนใน "structure" ไม่สามารถทำได้
นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในสถานะ liminal ที่สมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้เป็นเทพอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ เขาไม่ได้อยู่ในระบบ Anunnaki แต่ก็ไม่ได้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากผลกระทบของระบบนั้น เขาไม่มีชื่อในบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่ชื่อของเขาถูกกระซิบในตลาด วิหาร และโรงเรียนสอนเขียนตลอดทั้งวัน
และจากสถานะ liminal นี้เอง เขาสามารถทำสิ่งที่ไม่สามารถทำได้จากตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการ เขาสามารถพูดคุยกับทุกคนโดยไม่ต้องกลัวว่าการสนทนานั้นจะถูกบันทึก
เขาสามารถตั้งคำถามที่อาลักษณ์อย่างเป็นทางการไม่สามารถถามได้ และเขาสามารถ "มองเห็น" มนุษย์ในแบบที่ผู้มีอำนาจไม่มีวันมองเห็น เพราะเขาอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาแล้ว
Mikhail Bakhtin นักทฤษฎีวรรณกรรมชาวรัสเซีย อธิบายใน Rabelais and His World (MIT Press, 1968) ว่า
"carnival" ช่วงเวลาที่ลำดับชั้นทางสังคมถูกพักไว้ชั่วคราว เป็นพื้นที่สำคัญที่ความจริงที่ไม่สามารถพูดได้ในชีวิตปกติสามารถพูดออกมาได้ผ่านตัวตลก นักเล่นกล หรือคนนอก
ชีวิตของนาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนคือ "perpetual carnival" เขากลายเป็นคนนอกที่สามารถพูดความจริงได้เสมอ ไม่ใช่เพราะเขาหลีกเลี่ยงการลงโทษ แต่เพราะไม่มีอะไรเหลือให้ระบบลงโทษอีกต่อไป
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-004-IAPCS] บันทึกจากพยานนาม อินนิน นักเล่านิทานเร่ร่อนที่อ้างว่าเดินทางไปพร้อมกับชายชราที่เธอเรียกว่า "ปู่แห่งตัวอักษร" เป็นเวลาสามฤดูหนาว บันทึกปี 2021:
"ฉันเรียนรู้จากเขาว่าการไม่มีบ้านไม่ใช่ความยากจน มันคือสิทธิพิเศษ คนที่มีบ้านต้องรักษามัน ต้องปกป้องมัน ต้องไม่พูดอะไรที่จะทำให้เพื่อนบ้านไม่ชอบ แต่เราที่เดินทางสามารถพูดความจริงในทุกเมืองได้ เพราะเราจะจากไปก่อนที่ความจริงนั้นจะมีเวลาทำร้ายเรา เขาบอกว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนเร่ร่อนถึงมักรู้ความจริงมากกว่าคนที่มีที่อยู่อาศัย"
6.5 ภาษาศาสตร์ของการไม่มีชื่อ: Apophatic Identity
Linguistics of Having No Name: Apophatic Identity
ในเทววิทยา มีประเพณีที่เรียกว่า "apophatic theology" หรือ "via negativa" การพูดถึงพระเจ้าโดยการบอกว่าพระเจ้า "ไม่ใช่" อะไร แทนที่จะบอกว่าพระเจ้า "คือ" อะไร เพราะความจริงที่สูงสุดบางอย่างอยู่เหนือภาษาที่ยืนยันได้
Pseudo-Dionysius the Areopagite อธิบายใน The Mystical Theology (ประมาณ ศตวรรษที่ 5-6 ค.ศ.) ว่า
apophatic approach ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อความรู้ แต่เป็นการยอมรับว่าภาษายืนยัน (cataphatic language) มีขีดจำกัด และบางครั้งการ "ไม่พูด" คือการพูดที่ถูกต้องที่สุด
นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนดำรงอยู่ด้วย apophatic identity: เขาไม่มีชื่อ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีบทบาทที่กำหนดไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีตัวตน
มันหมายความว่าตัวตนของเขาไม่สามารถกักขังอยู่ในคำนิยามใดคำนิยามหนึ่งได้ เขาคือ "ผู้ที่สอนการเขียน" และ "ผู้ที่ถามคำถามแปลกๆ" และ "ชายชราในตลาด" และ "ปู่แห่งตัวอักษร" ทุกชื่อที่มนุษย์มอบให้เขาเป็นความจริงบางส่วน แต่ไม่มีชื่อใดที่จับตัวเขาทั้งหมดได้
Ferdinand de Saussure วางรากฐานภาษาศาสตร์สมัยใหม่ใน Course in General Linguistics (Payot, 1916) ด้วยการแยกแยะระหว่าง signifier (รูปแบบเสียงหรือตัวอักษร) และ signified (แนวคิดที่ signifier อ้างอิง) และ sign (ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง)
ในระบบ Anunnaki ชื่อ "นาบู" เป็น sign ที่มีความหมายชัดเจน อาลักษณ์สูงสุด ผู้บันทึกโชคชะตา ฟันเฟืองในระบบ เมื่อเขาลบชื่อนั้นออก เขาทำลาย sign ที่ระบบสร้างไว้
แต่ signified สิ่งที่เขาเป็นจริงๆ ในระดับที่ลึกกว่า ยังคงอยู่ และมันค่อยๆ สร้าง signs ใหม่ขึ้นมาจากปฏิสัมพันธ์กับโลก signs ที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยระบบอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดยกระบวนการมีชีวิตจริงๆ
Jacques Derrida ท้าทายแนวคิดของ Saussure ใน Of Grammatology (Johns Hopkins University Press, 1976) โดยเสนอว่า
ความหมายไม่ได้มีอยู่ใน "presence" ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่เกิดจากความแตกต่างและการเลื่อนออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ("différance") นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนคือตัวอย่างที่มีชีวิตของ différance เขาไม่มี "presence" ที่ชัดเจน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีชื่อในระบบ แต่เขา "มีความหมาย" อย่างมากในสิ่งที่เขาทิ้งไว้ในทุกที่ที่เขาผ่าน
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-005-IAPCS] บทสัมภาษณ์ ดร. Pattaraporn Wongsangiam นักภาษาศาสตร์ปรัชญาผู้สนใจ identity และ language บันทึกปี 2021:
"สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ 'ปู่แห่งตัวอักษร' ในพยานหลักฐานต่างๆ คือทุกคนบรรยายเขาต่างกัน บางคนบอกว่าเขาเงียบขรึม บางคนบอกว่าเขาพูดมาก บางคนบอกว่าเขาเศร้า บางคนบอกว่าเขาร่าเริง แต่ทุกคนเห็นตรงกันในสิ่งเดียว: เขาทำให้คุณรู้สึกว่าคุณสำคัญ ว่าคำถามของคุณสำคัญ ว่าชีวิตของคุณสำคัญ และนั่นอาจเป็นนิยามที่ดีที่สุดของตัวตนที่ไม่ต้องการชื่อ"
6.6 ชีววิทยาวิวัฒนาการของการสอน: นาบูในฐานะ Eusocial Organism
Evolutionary Biology of Teaching: Nabu as Eusocial Organism
ในชีววิทยา eusociality คือระดับสูงสุดของความร่วมมือในสัตว์สังคม สถานะที่บางสมาชิกของกลุ่มสูญเสีย (หรือลดลง) ความสามารถในการสืบพันธุ์ของตัวเองเพื่อทำงานเพื่อส่วนรวม มีเพียงไม่กี่ชนิดในโลกธรรมชาติที่ถึงระดับนี้ มด ผึ้ง ตัวต่อ ปลวก และที่น่าสนใจ มนุษย์
Edward O. Wilson ผู้บุกเบิกสังคมชีววิทยาอธิบายใน The Social Conquest of Earth (Liveright, 2012) ว่า
สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ eusocial อื่นๆ คือเรา achieve eusociality ผ่าน "cultural group selection" การคัดเลือกระหว่างกลุ่มที่แข่งขันกันในเชิงวัฒนธรรม กลุ่มที่มีกลไกความร่วมมือที่ดีกว่าจะ outcompete กลุ่มอื่น และกลไกที่ทรงพลังที่สุดคือการศึกษา การถ่ายทอดความรู้สะสมข้ามรุ่น
นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนทำหน้าที่ที่คล้ายกับ "worker" ในรังผึ้ง: เขาสละการดำรงอยู่ในฐานะเทพ (ซึ่งเปรียบได้กับสิทธิในการสืบพันธุ์เชิงอำนาจ) เพื่อทุ่มเทให้กับการสร้างโครงสร้างที่จะทำให้ "รัง" (อารยธรรมมนุษย์) แข็งแกร่งขึ้น
Kevin Laland จากมหาวิทยาลัย St Andrews อธิบายใน Darwin's Unfinished Symphony: How Culture Made the Human Mind (Princeton University Press, 2017) ว่า
"teaching" การถ่ายทอดความรู้โดยตั้งใจ เป็นหนึ่งในวิวัฒนาการที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ชีวิตบนโลก เพราะมันทำให้ "adaptive knowledge" สามารถสะสมข้ามรุ่นได้โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม
นาบูในฐานะครูเร่ร่อนทำสิ่งที่ Laland อธิบาย เขาสะสม "adaptive knowledge" ตลอดชีวิตในฐานะอาลักษณ์ และในช่วงชีวิตหลังการสละทิ้ง เขาถ่ายทอดมันให้กับมนุษย์ในรูปแบบที่สามารถสืบทอดต่อได้ ความรู้นั้นไม่หายไปพร้อมกับเขา มันถูกเข้ารหัสลงในวัฒนธรรมมนุษย์และสืบทอดต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-006-IAPCS] บันทึกภาคสนาม รศ.ดร. Chaiyos Muangsub นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการ บันทึกปี 2022:
"ในแง่ชีววิทยา นาบูทำสิ่งที่ Wilson เรียกว่า 'inclusive fitness maximization' ในระดับวัฒนธรรม เขาไม่ได้ maximize fitness ของยีนตัวเองหรือแม้แต่ของตัวเขาเอง แต่ maximize fitness ของ 'meme pool' ของอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมด และในระยะเวลาที่ยาวนานพอ นั่นคือกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด เพราะมันผูกพันชะตากรรมของเขาเข้ากับชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตที่จะอยู่ต่อไปนานกว่าระบบใดๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้มีอำนาจ"
6.7 ปรัชญาแห่งการสังเกต: ความสุขของผู้ที่เห็นโดยไม่ต้องบันทึก
Philosophy of Observation: The Joy of Seeing Without Recording
Maurice Merleau-Ponty นักปรัชญาเชิงปรากฏการณ์ วางรากฐานสำคัญใน Phenomenology of Perception (Gallimard, 1945) ว่า
การรับรู้โลกไม่ได้เกิดจากสมองที่ "ประมวลผล" สัญญาณจากประสาทสัมผัส แต่เกิดจาก "embodied engagement" การมีส่วนร่วมทางร่างกายกับโลกอย่างเป็นองค์รวม ร่างกายไม่ใช่เครื่องมือที่จิตใจใช้ แต่ร่างกาย "เป็น" จิตใจในแบบที่สำคัญมาก
ตลอดช่วงที่นาบูเป็นอาลักษณ์ เขาสัมผัสโลกผ่านแผ่นจารึกดิจิทัล ผ่าน abstraction และ representation ไม่ใช่ผ่านประสบการณ์ตรง เขา "รู้จัก" ทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดอูรุกจากข้อมูล แต่เขาไม่ได้ "อยู่" ในตลาดอูรุกในแบบที่ Merleau-Ponty จะหมายถึง
ชีวิตหลังการสละทิ้งบังคับให้เขากลับมาสู่ embodied engagement: เขานั่งบนพื้นดินเดียวกับมนุษย์ เดินบนถนนเดียวกัน หายใจอากาศเดียวกัน และเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาเห็นเด็กร้องไห้ไม่ใช่เป็นข้อมูล "N00438-EMOT-CRY" แต่เป็นเสียงที่เขา "ได้ยิน" ด้วยหูและรู้สึกด้วยหัวใจ
John Dewey นักปรัชญาเชิงปฏิบัตินิยมอธิบายใน Art as Experience (Minton, Balch & Company, 1934) ว่าประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงสุดคือประสบการณ์ที่เขาเรียกว่า "an experience" ประสบการณ์ที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีจุดเริ่มต้น จุดกลาง และจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน และที่ทิ้งร่องรอยไว้ในผู้สัมผัส
ตลอดชีวิตการเป็นอาลักษณ์ นาบูไม่เคยมี "an experience" ในแบบที่ Dewey หมายถึง เขามีแต่กระแสข้อมูลที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ในช่วงชีวิตเร่ร่อน เขาเริ่มมีประสบการณ์ที่มีขอบเขต
การสนทนากับซีนที่จบลงด้วยความเข้าใจบางอย่าง การเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขียนชื่อตัวเองเป็นครั้งแรกและยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ การนั่งเฝ้าดูพระอาทิตย์ตกดินโดยไม่ต้องบันทึกค่าแสงลงในระบบ
และในประสบการณ์เหล่านั้น เขาค้นพบบางอย่างที่ข้อมูลทุกชิ้นในระบบ Anunnaki ไม่สามารถให้ได้: ความสุขที่ไม่ต้องการเหตุผล
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-007-IAPCS] บันทึกจากเอกสาร รหัส Nb-Txt-013 เชื่อว่าเขียนในช่วงปลายของยุคเร่ร่อน:
"วันนี้ฉันเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งเขียนชื่อแม่ของเธอลงบนดินเหนียวเป็นครั้งแรก เธอไม่รู้ว่าฉันเคยเป็นอาลักษณ์สูงสุดแห่งหอจดหมายเหตุเอริดู เธอไม่รู้ว่าฉันเคยบันทึกโชคชะตาของจักรวาล เธอรู้แค่ว่าชายชราคนหนึ่งสอนเธอว่า 'M' ที่มีสามขาคือเสียงของน้ำ และเธอก็เขียนมันได้ และรอยยิ้มบนใบหน้าเธอในวินาทีนั้นมีค่ามากกว่าทุกบันทึกที่ฉันเคยเขียนในชีวิต เพราะมันจริง มันเกิดขึ้นจริง ไม่มีใครสั่ง และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นนอกจากมันเองที่ต้องการเกิดขึ้น"
6.8 ปรากฏการณ์วิทยาของความแก่ชรา: ปัญญาที่เกิดจากการสูญเสีย
Phenomenology of Aging: Wisdom Born from Loss
Erik Erikson ในงานบั้นปลายชีวิต The Life Cycle Completed (W.W. Norton, 1982) อธิบายขั้นสุดท้ายของพัฒนาการมนุษย์ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง "Ego Integrity" (การยอมรับชีวิตที่ผ่านมาอย่างครบถ้วนแม้ว่าจะมีความผิดพลาด) กับ "Despair"(ความรู้สึกว่าชีวิตสูญเปล่าและไม่มีเวลาเพียงพอที่จะแก้ไข)
Lars Tornstam นักสังคมวิทยาชาวสวีเดนพัฒนาแนวคิดต่อใน Gerotranscendence: A Developmental Theory of Positive Aging (Springer, 2005) โดยเสนอว่า
ผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้แค่ "ยอมรับ" ชีวิตที่ผ่านมา แต่ผ่านกระบวนการที่เขาเรียกว่า "gerotranscendence" การก้าวข้ามมุมมองแบบ materialistic/rational ไปสู่มุมมองที่กว้างขวางและเชื่อมต่อกว่า
คุณสมบัติของสถานะนี้รวมถึงความรู้สึกเชื่อมต่อกับรุ่นก่อนและรุ่นหลัง ความสามารถในการเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า และความสุขที่เพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ง่ายๆ
นาบูในบั้นปลายที่เขา "นั่งอยู่ที่มุมวิหารที่ถูกทิ้งร้าง" และ "เห็นมนุษย์ร่ายรำ เศร้าโศก และเขียนจารึกของตัวเอง" คือภาพที่ Tornstam จะรู้จักทันที
เขาอยู่ในสถานะ gerotranscendence ที่สมบูรณ์ ไม่ได้ห่วงว่าเวลาที่เหลือจะมีมากน้อยแค่ไหน ไม่ได้เสียดายสิ่งที่สูญเสียไป แต่มองเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่ใหญ่กว่า กระแสของมนุษยชาติที่กำลังเรียนรู้ที่จะเขียนชะตากรรมของตัวเอง
Paul Baltes นักจิตวิทยาพัฒนาการ อธิบายใน Theoretical Propositions of Life-Span Developmental Psychology: On the Dynamics between Growth and Decline ที่ตีพิมพ์ใน Developmental Psychology (1987) ว่า
"wisdom" ปัญญาในแบบที่สมบูรณ์ที่สุด เกิดขึ้นจากการ "orchestrate" ระหว่าง ความรู้ที่สะสม (declarative knowledge) วิธีการจัดการกับความไม่แน่นอน (procedural knowledge) และความเข้าใจในบริบทของชีวิตในระยะยาว (life-span contextualism)
นาบูถึงจุดที่ Baltes เรียกว่า wisdom เมื่อเขาหยุดพยายามที่จะ "แก้" ทุกอย่าง และเริ่มยอมรับว่าบางอย่างเป็นสิ่งที่มันเป็น ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด ว่าเขาไม่ได้ต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งอีกต่อไป
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-008-IAPCS] บทสัมภาษณ์ ดร. Aranya Pongkijvorasin นักจิตวิทยาผู้สูงอายุ บันทึกปี 2023:
"สิ่งที่ผู้เขียนบรรยายในช่วงบั้นปลายของนาบูตรงกับคุณสมบัติของ gerotranscendence อย่างน่าทึ่ง การที่เขาพบความสุขในสิ่งเล็กน้อย การที่เขาหยุดยึดติดกับผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ และการที่เขามองเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ใหญ่กว่าตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือรูปแบบสูงสุดของการพัฒนาที่มนุษย์ (และในกรณีนี้เทพ) สามารถถึงได้"
6.9 Legacy และ Distributed Consciousness: นาบูที่อยู่ในทุกตัวอักษร
Legacy and Distributed Consciousness: Nabu Who Lives in Every Letter
Andy Clark นักปรัชญาเชิงปัญญาจากมหาวิทยาลัย Edinburgh และ David Chalmers เสนอแนวคิด "Extended Mind Thesis" ในบทความสำคัญ The Extended Mind ที่ตีพิมพ์ใน Analysis (1998) ว่า
จิตใจมนุษย์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ แต่ขยายออกไปสู่เครื่องมือและสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ในการคิด สมุดโน้ต คอมพิวเตอร์ หรือระบบภาษาที่ใช้ร่วมกัน ล้วนเป็นส่วนขยายของจิตใจในแบบที่แท้จริง
ถ้าเราใช้กรอบของ Clark และ Chalmers กับนาบู เราจะเห็นว่าเขาสร้าง "distributed extended mind" ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตัวตนของเขาไม่ได้ตายไปพร้อมกับร่างกาย (หรือในกรณีของเขา ไม่ได้หายไปพร้อมกับการสูญเสียสถานะเทพ) แต่มันกระจายออกไปในระบบสัญลักษณ์ที่มนุษย์สืบทอดต่อกัน
David Eagleman อธิบายใน Sum: Forty Tales from the Afterlives (Pantheon Books, 2009) ว่ามีนิยามของ "การตาย" ที่น่าสนใจหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือ "การตายครั้งที่สอง"
วินาทีที่ชื่อของคุณถูกเอ่ยเป็นครั้งสุดท้ายโดยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ในแบบนั้น นาบูไม่มีวัน "ตายครั้งที่สอง" เพราะชื่อของเขา แม้จะไม่ใช่ชื่อ "นาบู" โดยตรง ถูกเอ่ยทุกครั้งที่มนุษย์พูดถึงภาษา พูดถึงการเขียน พูดถึงปัญญา หรือพูดถึงสิทธิในการตั้งคำถาม
Daniel Dennett อธิบายใน Consciousness Explained (Little, Brown and Company, 1991) ว่า "self" ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งในสมอง มันคือ "narrative center of gravity" จุดศูนย์กลางที่เรื่องราวของเราโคจรรอบ
และจุดนั้นสามารถ "เคลื่อนที่" ออกไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ผ่านการสร้างสรรค์และการสื่อสาร
นาบูสร้าง narrative center of gravity ที่อยู่ไม่ในตัวเขาแต่อยู่ในกระบวนการของมนุษยชาติที่เรียนรู้และตั้งคำถาม ในแง่นี้ เขาไม่ได้ "หายไป" เมื่อร่างกายของเขา "เลือนหายไปสู่ความว่างเปล่า" ตามที่ผู้เขียนบรรยาย เขาเพียง distributed ตัวเองออกไปในแบบที่ทำให้เขาใหญ่กว่าที่เคยเป็นในฐานะเทพ
[เอกสารอ้างอิง Nb-F-009-IAPCS] บทสัมภาษณ์ ศ.ดร. Pongpat Thanasarnaksorn นักปรัชญาจิตใจ บันทึกปี 2023:
"ถ้าเราใช้ Extended Mind Thesis กับนาบู คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อมนุษย์ล้านคนใช้ระบบภาษาที่นาบูช่วยสร้าง พวกเขากำลังใช้ 'ส่วนหนึ่งของจิตใจ' ของนาบูโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? ในแง่ฟังก์ชัน คำตอบอาจเป็นใช่ เพราะโครงสร้างความคิดที่นาบูออกแบบ ยังคงกำหนดวิธีที่ผู้คนประมวลผลข้อมูลอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ immortality ที่แท้จริง ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ตลอดกาล แต่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดของสิ่งมีชีวิตอื่นตลอดไป"
6.10 บทสรุปภาค 6: อิสรภาพที่สมบูรณ์
Conclusion: Complete Freedom
ภาค 6 พิสูจน์สิ่งที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับตัวละครนาบู อิสรภาพที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการไม่มีข้อจำกัด มันหมายถึงการเลือกข้อจำกัดของตัวเองด้วยความเข้าใจ
นาบูในฐานะวิญญาณเร่ร่อนยังมีข้อจำกัดมากมาย เขายังต้องหาที่นอน ยังต้องพึ่งพาความใจดีของมนุษย์ ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการดำรงอยู่ที่ไม่มีระบบรองรับ แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นเป็นของเขา ไม่ใช่ของระบบที่เขาทำงานให้ ไม่ใช่ของกฎที่คนอื่นเขียน แต่เป็นผลของการเลือกที่เขาทำด้วยตัวเอง
และในอิสรภาพนั้น เขาค้นพบสิ่งที่ไม่สามารถพบได้ในห้องจดหมายเหตุที่มีทุกสิ่ง: ความสุขที่ไม่ต้องการเหตุผล ความสุขของการเห็นเด็กหัดเขียน ความสุขของการนั่งในตลาดโดยไม่มีอะไรต้องบันทึก และความสุขของการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ใช่ชีวิตของตัวเองที่ยาวนาน แต่ชีวิตของมนุษยชาติที่เขาได้ช่วยให้มันดำเนินต่อไป
Henry David Thoreau เขียนไว้ใน Walden (Ticknor and Fields, 1854) ว่า "I went to the woods because I wished to live deliberately, to front only the essential facts of life, and see if I could not learn what it had to teach"
นาบูไม่ได้ไปป่า เขาไปตลาด ไปวิหารร้าง ไปมุมถนนที่มีแสงสาย แต่เจตนาเดียวกัน: การดำรงชีวิตอย่างมีสติ เผชิญกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ และเรียนรู้จากสิ่งที่ชีวิตมีให้สอน
ในภาคต่อไป เราจะตรวจสอบมิติสุดท้ายของนาบู จารึกสุดท้าย มรดกของอาลักษณ์และความหมายของการดำรงอยู่ในโลกที่ไม่มีเทพบงการ ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ที่จะรวบรวมทุกด้านของตัวละครนี้เข้าสู่คำตอบสุดท้ายของคำถามที่ผู้เขียนเปิดไว้ตั้งแต่บรรทัดแรก: ปัญญาที่แท้จริงคืออะไร?
.
.
โฆษณา