7 ก.ค. เวลา 01:54 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

จากเออรอล ฟลิ้นท์ ถึง ฮิวจ์แจ็คแมน : เมื่อ Robin Hood เติบโต แก่ และเรียนรู้ที่จะตาย

ถ้าจะถามว่าใครคือ "ฮีโร่ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มากที่สุดคนหนึ่งของโลก" ชื่อของโรบิน ฮูดคงต้องติดอยู่ในอันดับต้น ๆ เคียงข้างแดร็กคิวลา เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ทาร์ซาน สามทหารเสือ กระทั่งซอร์โร นับตั้งแต่ยุคหนังเงียบเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ชายผู้สวมชุดสีเขียว ถือคันธนู และปล้นคนรวยช่วยคนจน ถูกนำมาสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ การ์ตูน และซีรีส์
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้จะเป็นตัวละครเดิม โรบิน ฮูดในแต่ละยุคกลับไม่ใช่คนๆ เดิมเลย เพราะทุกยุคสมัยต่างสร้างโรบิน ฮูดในแบบที่ตัวเองต้องการ
บางยุคต้องการวีรบุรุษ
บางยุคต้องการนักปฏิวัติ
บางยุคต้องการซูเปอร์ฮีโร่
และบางยุค...ต้องการตรวจสอบตำนาน
ยุคแห่งตำนาน
ย้อนกลับไปสมัยที่เอยูเอ ราชดำริ เคยจัดฉายหนังสำหรับคนรัก เคยมีหนังคลาสสิก The Adventures of Robin Hood (1938) เข้ามาฉาย และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเออรอล ฟลิ้นท์ ดาราที่เป็นแม่แบบของ Robin Hood ทุกเวอร์ชันที่ตามมาโลดแล่นบนจอ โรบิน ฮูดของเออรอล ฟลิ้นท์มียิ้มอย่างมั่นใจ กระโดดโหนเชือก ฟันดาบ ยิงธนู และจีบมาเรียนได้อย่างมีเสน่ห์ หนังเต็มไปด้วยสีสันสดใส การผจญภัย และความโรแมนติก
นี่คือ Robin Hood ในฐานะตำนานเขาไม่มีวันเหนื่อย ไม่มีวันพลาด ในยุคที่ฮอลลีวูดยุคนั้นไม่ได้ต้องการความสมจริง พวกเขาต้องการความหวังในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมาเกือบทศวรรษ และความตึงเครียดของบรรยากาศสงครามในยุโรป โรบิน ฮูดจึงเป็นฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบ ที่จะพาผู้คนหลีกหนีความจริง เออรอล ฟลิ้นท์กลายเป็นภาพจำของโรบินมาหลายสิบปี
แต่แล้วในปี 1973 ดิสนีย์ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด โรบิน ฮูดไม่ใช่ชายหนุ่มรูปหล่อทรงเสน่ห์อีกต่อไป แต่เป็นสุนัขจิ้งจอก ลิตเติล จอห์น กลายเป็นหมี นายอำเภอนอตติงแฮมเป็นหมาป่า ฟังดูประหลาด แต่กลับกลายเป็นเวอร์ชันที่เด็กทั่วโลกจดจำมากที่สุด เมื่อนึกถึง Robin Hood ภาพแรกที่ลอยขึ้นมาในหัว กลับไม่ใช่เออรอล ฟลิ้นท์ แต่เป็นจิ้งจอกยิ้มกว้างของดิสนีย์
แต่แล้วภาพของโรบิน ฮูดจิ้งจอกก็หายไปแล้วมีเควิน คอสเนอร์เข้ามาแทนที่
เมื่อ Robin Hood กลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่
ยุคบล็อคบัสเตอร์ ปี 1991 Robin Hood: Prince of Thieves เปลี่ยนโฉมตำนานอีกครั้ง เควิน คอสเนอร์รับบทเป็นนักรบที่กลับจากสงครามครูเสด หนังมีฉากแอ็กชันใหญ่ขึ้น จริงจังขึ้น ดราม่าหนักขึ้น ขณะเดียวกันอลัน ริคแมนก็ขโมยซีนแทบทุกครั้งที่ปรากฏตัวในบทนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม จนกลายเป็นว่า ตัวร้ายสนุกกว่าพระเอกเสียอีก
และแน่นอน เพลง (Everything I Do) I Do It for You ของไบรอัน อดัม ดังเสียจนหลายคนจำเพลงได้แม่นกว่าหนัง
เมื่อหนังเริ่มจริงจังเกินไป เมล บรูคส์เลยขอจับตำนานแห่งป่าเชอร์วูดมาสร้างบ้างเป็น Robin Hood: Men in Tights (1993)หนังล้อเลียนทุกอย่าง ทั้ง Robin Hood ดั้งเดิม Prince of Thieves ยิงธนูผิดเป้า เต้นรำ ร้องเพลง เล่นมุกที่ตลกบ้างฝืดบ้าง แต่เป็นการยืนยันว่าเมื่อไรก็ตามที่ตัวละครโด่งดังมากพอ เขาจะกลายเป็นเป้าหมายของหนังล้อเลียนทันที
## Ridley Scott ไม่สนใจตำนาน กระทั่งถึง ฮอลลีวูดก็อยากได้ซูเปอร์ฮีโร่
ปี 2010 ริดลีย์ สก็อตต์ และ รัสเซล โครว์ เลือกเดินอีกทาง เขาไม่สนใจโรบิน ฮูดผู้ปล้นคนรวย ช่วยคนจน แต่สนใจว่า "ก่อนจะกลายเป็น Robin Hood เขาเป็นใคร" ผลลัพธ์คือหนังมหากาพย์การเมืองที่เต็มไปด้วยสงคราม การแย่งชิงอำนาจ และบรรยากาศแบบหลายคนผิดหวัง เพราะรอดูโรบิน ฮูด แต่หนังจบเรื่องแล้วโรบิน ฮูดเพิ่งจะถือกำเนิด เพราะแกเล่าเรื่องก่อนจะมาเป็นโจร
ปี 2018 โรบิน ฮูดกลับมาอีกครั้งในยุคซุปเปอร์ฮีโร่ครองเมือง คราวนี้เขาวิ่งบนกำแพง กระโดดตีลังกา ยิงธนูรัวเหมือนปืนกล ใส่เสื้อผ้าที่ดูเหมือนแฟชั่นยุคใหม่ ราวกับว่านี่คือซุปเปอร์โรบิน
หนังสนุกในฐานะแอ็กชัน แต่ก็เป็นหนึ่งในเวอร์ชันที่ถูกลืมเร็วที่สุด
โรบิน ฮูดที่ไม่ปล้น ดันเป็นโรบิน ฮูดที่ดีที่สุด
ผมข้ามหนังโรบิน ฮูดในปี 1976 ไป เพราะอยากจะเอามาเล่าตรงนี้เพื่อเชื่อมกับโรบิน ฮูดปี 2026 ซึ่งผมรู้สึกว่า The Death of Robin Hood
มีเงาของ Robin and Marian อยู่ในนั้น
ถ้าจะเลือกโรบิน ฮูดที่ดีที่สุด สำหรับผมแล้วกลับเป็นโรบิน ฮูดที่ไม่มีการปล้นเลย นั่นคือ Robin and Marian (1976) หนังกำกับโดยริชาร์ด เลสเตอร์ นำแสดงโดยอดีตเจอมส์ บอนด์ ฌอน คอนเนอรี และออเดรย์ แฮพเบิร์น หนังเรื่องนี้เริ่มต้นหลังสงครามครูเสด โรบินกลับอังกฤษในวัยชรา เขาไม่ได้กลับมาในฐานะวีรบุรุษ แต่กลับมาในฐานะชายคนหนึ่งที่เหนื่อยล้า มาเรียนไม่ใช่หญิงสาวอีกต่อไป เธอเป็นแม่ชี สิ่งที่เหลืออยู่ในหนังคือ คนแก่สองคนที่ยังรักกัน ตลอดเรื่อง
หนังสนใจความสัมพันธ์ของโรบินกับแมเรียน การกลับมาพบศัตรูเก่าอย่างนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม และคำถามว่าวีรบุรุษควรใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างไรมากกว่าจะสนใจการผจญภัย
ฌอน คอนเนอรี เขาเล่นเป็นชายที่เริ่มหมดแรง ดาบหนักขึ้นยกแทบไม่ไหว การต่อสู้ช้าลง ส่วนออเดรย์ แฮพเบิร์น ซึ่งกลับมาแสดงหลังห่างหายจากวงการหลายปี ก็สร้างมาเรียนที่อบอุ่น สุขุม และเต็มไปด้วยความเข้าใจชีวิต Robin and Marian จึงไม่ใช่หนังผจญภัย แต่มันคือหนังรักว่าด้วยการยอมรับว่าชีวิตไม่มีวันย้อนกลับ
ต้องบันทึกไว้ว่า ทศวรรษ 1970 มีเรื่องเกิดขึ้นให้สั่นคลอนความเชื่อของคนมากมาย โดยเฉพาะสงครามเวียดนาม เรื่องอื้อฉาววอเตอร์เกต และวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล ฮอลลีวูดเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า New Hollywood ภาพยนตร์เริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่ง ตำรวจอาจไม่ใช่คนดี ทหารอาจไม่ใช่วีรบุรุษ รัฐบาลอาจโกหกประชาชน แล้วทำไมฮีโร่จะต้องสมบูรณ์แบบด้วย
ในบรรยากาศเช่นนี้ Robin and Marian จึงถือกำเนิดขึ้น นี่คือโรบิน ฮูดที่เป็นมนุษย์มากที่สุด เพราะมันกล้าพูดในสิ่งที่หนังก่อนหน้านั้นไม่เคยกล้าพูด วีรบุรุษก็แก่เป็น เหนื่อยเป็น
จาก Robin and Marian ถึง The Death of Robin Hood
ห้าสิบปีต่อมา Michael Sarnoski สร้าง The Death of Robin Hood (2026)หลายคนเข้าใจว่านี่คือการตีความใหม่ แต่แท้จริงแล้ว มันเหมือนเดินต่อจาก Robin and Marian มากกว่า หาก Robin and Marian คือหนังรักแห่งวัยชรา The Death of Robin Hood ก็คือบทสารภาพบาปก่อนความตาย
หนังไม่ได้สนใจการปล้นคนรวย ไม่สนใจแม้แต่ตำนาน มันบอกว่า โรบิน ฮูดแท้จริงคือโจรใจอำมหิต ที่คนไปเล่าขานเกินจริงจนกลายเป็นตำนาน ทั้งๆที่ เป็นมนุษย์ใจบาปคนหนึ่ง ภาพยนตร์สนใจเพียงชายแก่คนหนึ่งที่เริ่มถามตัวเองว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาช่วยผู้คนจริงหรือ
และหนังก็ได้บอกกับผู้ชมว่า แท้จริงแล้วผู้ชมหรือคนทั้งหลาย ต่างโรแมนติกกับเรื่องเล่าของเขามากเกินไป เพราะจาก เออรอล ฟลิ้นท์ ถึงเควิน คอสเนอร์ รัสเซลล์ โครว์ และ ฮิวจ์ แจ็คแมน ยืนยันว่าสิ่งที่ทำให้โรบิน ฮูดเปลี่ยนไป คือพวกเราหรือผู้ชม ทุกยุคต่างสร้างโรบิน ฮูด ในแบบที่เข้ากับยุคสมัยของตนเอง
และเมื่อสังคมเปลี่ยน ตำนานก็เปลี่ยนตาม
ในปี 1938 เราต้องการวีรบุรุษที่ไม่มีวันพ่าย
ในปี 1976 เราเริ่มยอมรับว่าวีรบุรุษก็แก่เป็น
ในปี 2010 เราอยากรู้ว่าตำนานถือกำเนิดขึ้นอย่างไร
ในปี 2018 ถ้าโรบิน ฮูดเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จะเป็นอย่างไร
และในปี 2026 เรากลับย้อนมาถามว่า ตำนานนั้นจริงแค่ไหน
โรบิน ฮูดจึงไม่เคยเป็นเพียงชายถือธนูแห่งป่าเชอร์วูด แต่เป็นกระจกที่สะท้อนว่า ผู้คนในแต่ละยุคสมัยมองวีรบุรุษอย่างไร และคำถามในตำนานของเขาที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลานั่นเอง
#แล้วโรบิน ฮูดล่าสุดเป็นอย่างไร
ผู้กำกับไม่สนใจเล่าเรื่องจอมโจรผู้ปล้นคนรวยช่วยคนจน แต่ตั้งคำถามว่า หากตำนานทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งเติมขึ้น ชายที่อยู่ใต้ตำนานนั้นคือใคร โรบิน ฮู้ดไม่ใช่วีรบุรุษ หากเป็นชายชราที่แบกบาปจากการใช้ความรุนแรงมาตลอดชีวิต ฉากเปิดเต็มไปด้วยโคลน เลือด และความโหดร้าย ผู้กำกับตั้งใจทำให้ความรุนแรง ไม่น่าดู เพื่อรื้อภาพโรแมนติกของยุคกลาง จากนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนจากหนังแอ็กชันเป็นดราม่าว่าด้วยความตาย การไถ่บาป และการให้อภัย แต่หลังจากผ่านฉากแอ็กชั่นในครึ่งชั่วโมงแรกไปแล้วหนังกลับช้าลง เนิบ หม่นหมอง
จุดแข็งที่สุดของหนังคือการแสดงของฮิวจ์ แจ็คแมน ขณะที่โจดี้ โคเมอร์ ผู้รับบทแม่ชีผู้เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงไม่กี่แห่งในโลกอันมืดหม่นของเรื่อง ส่วนงานภาพที่ถ่ายทำในไอร์แลนด์เหนือคือความดีงาม ทั้งงดงาม เย็นชา และโดดเดี่ยว
อย่างไรก็ตาม หนังดำเนินเรื่องช้า ประเด็นเรื่องความผิดและการไถ่บาปวนซ้ำ และมืดหม่นเกินกว่าที่ผู้ชมซึ่งคาดหวังหนัง Robin Hood แบบหนังผจญภัยจะรับได้
6/10
โฆษณา