ยุคบล็อคบัสเตอร์ ปี 1991 Robin Hood: Prince of Thieves เปลี่ยนโฉมตำนานอีกครั้ง เควิน คอสเนอร์รับบทเป็นนักรบที่กลับจากสงครามครูเสด หนังมีฉากแอ็กชันใหญ่ขึ้น จริงจังขึ้น ดราม่าหนักขึ้น ขณะเดียวกันอลัน ริคแมนก็ขโมยซีนแทบทุกครั้งที่ปรากฏตัวในบทนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม จนกลายเป็นว่า ตัวร้ายสนุกกว่าพระเอกเสียอีก
และแน่นอน เพลง (Everything I Do) I Do It for You ของไบรอัน อดัม ดังเสียจนหลายคนจำเพลงได้แม่นกว่าหนัง
เมื่อหนังเริ่มจริงจังเกินไป เมล บรูคส์เลยขอจับตำนานแห่งป่าเชอร์วูดมาสร้างบ้างเป็น Robin Hood: Men in Tights (1993)หนังล้อเลียนทุกอย่าง ทั้ง Robin Hood ดั้งเดิม Prince of Thieves ยิงธนูผิดเป้า เต้นรำ ร้องเพลง เล่นมุกที่ตลกบ้างฝืดบ้าง แต่เป็นการยืนยันว่าเมื่อไรก็ตามที่ตัวละครโด่งดังมากพอ เขาจะกลายเป็นเป้าหมายของหนังล้อเลียนทันที
## Ridley Scott ไม่สนใจตำนาน กระทั่งถึง ฮอลลีวูดก็อยากได้ซูเปอร์ฮีโร่
ฌอน คอนเนอรี เขาเล่นเป็นชายที่เริ่มหมดแรง ดาบหนักขึ้นยกแทบไม่ไหว การต่อสู้ช้าลง ส่วนออเดรย์ แฮพเบิร์น ซึ่งกลับมาแสดงหลังห่างหายจากวงการหลายปี ก็สร้างมาเรียนที่อบอุ่น สุขุม และเต็มไปด้วยความเข้าใจชีวิต Robin and Marian จึงไม่ใช่หนังผจญภัย แต่มันคือหนังรักว่าด้วยการยอมรับว่าชีวิตไม่มีวันย้อนกลับ
ต้องบันทึกไว้ว่า ทศวรรษ 1970 มีเรื่องเกิดขึ้นให้สั่นคลอนความเชื่อของคนมากมาย โดยเฉพาะสงครามเวียดนาม เรื่องอื้อฉาววอเตอร์เกต และวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล ฮอลลีวูดเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า New Hollywood ภาพยนตร์เริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่ง ตำรวจอาจไม่ใช่คนดี ทหารอาจไม่ใช่วีรบุรุษ รัฐบาลอาจโกหกประชาชน แล้วทำไมฮีโร่จะต้องสมบูรณ์แบบด้วย
ในบรรยากาศเช่นนี้ Robin and Marian จึงถือกำเนิดขึ้น นี่คือโรบิน ฮูดที่เป็นมนุษย์มากที่สุด เพราะมันกล้าพูดในสิ่งที่หนังก่อนหน้านั้นไม่เคยกล้าพูด วีรบุรุษก็แก่เป็น เหนื่อยเป็น
จาก Robin and Marian ถึง The Death of Robin Hood
ห้าสิบปีต่อมา Michael Sarnoski สร้าง The Death of Robin Hood (2026)หลายคนเข้าใจว่านี่คือการตีความใหม่ แต่แท้จริงแล้ว มันเหมือนเดินต่อจาก Robin and Marian มากกว่า หาก Robin and Marian คือหนังรักแห่งวัยชรา The Death of Robin Hood ก็คือบทสารภาพบาปก่อนความตาย