ก่อนการเขียนบทความนี้ .. ฉันเดินทางไปที่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่ไปเยือน ได้ใช้เวลานานมากในการนั่งเงียบๆ ซึมซับ และสร้างจินตนาการตามทุกสิ่งที่หนังสือหลายเล่มที่อ่านที่ได้บรรยายเอาไว้
ฉันนั่งนิ่งๆภายในร่มเงาของต้นไม้ .. สายตาและจินตนาการ ได้พาฉันกลับไปในช่วงเวลาหลายร้อยปีก่อน เหมือนได้มองเห็นผู้คนโบราณเดินกันขวักไขว่ .. บ้านเรือนทรงไทยโบราณ เรียงรายบนถนนดิน ..
เสียงประโคมสังข์ แตร ลอยมาตามสายลมอ่อน ในยามขับกล่อมเจ้านายในวังให้ทรงสำราญ .. ภาพขบวนพยุหยาตรา พรั่งพร้อมด้วยพระมหากษัตริย์ ขุนนาง และไพร่พล แห่แหนในพระนครที่ยอดปราสาทสูงเสียดฟ้า
.. ขบวนเรือพระที่นั่งในคุ้งน้ำ สื่อถึงอารยะธรรมที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด ..วัดวาอารามที่ยิ่งใหญ่ อร่ามเรืองรองดังทองทา ด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้าของไพร่ฟ้า .. ราชธานีที่มั่งคั่งไปด้วยสถาปัตยกรรมอและศิลปกรรม อันรังสรรค์มาด้วยแรงศรัทธา และฝีมืออันละเอียดอ่อน สวยงาม อลังการ ดังชะลอสรวงสวรรค์ชั้นฟ้ามาตั้งบนผืนแผ่นดินทองของอยุธยา .. ในช่วงยามที่บ้านเมืองสุขสงบ สร้างสมมานานกว่า 417 ปี
พลันฉากของการต่อสู้ผ่านเข้ามาในห้วงนึก .. เสียงสั่งการในการเตรียมต่อสู้กับข้าศึกที่มาประชิดเมือง .. เสียงช้างศึก ม้าศึก ที่ควบทะยานออกไปยันทัพหงสา .. เสียงหวีดร้องของผู้คน
.. พระราชวัง วัดวาอาราม บ้านเรือนไพร่ฟ้า มลายไปในแสงโชติช่วงของเปลวไฟ ที่กำลังไหม้โหมอย่างเมามัน
.. ภาพบรรพบุรุษผู้กล้าที่สู้ยิบตา สละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินนี้ให้อยู่คู่กับไทย .. ชีวิตนับพัน นับแสนชีวิตที่สูญเสีย ทั้งเจ้านาย ไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน ไม่มีเว้น
.. จินตนาการแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า เหมือนจะจับต้อง และรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ .. ในมโนนึก
วันนี้ .. ฉันมาเดินบนแผ่นดินผืนเดียวกัน .. ทุกก้าวย่าง .. ใต้ฝ่าเท้าคือแผ่นดินที่เคยโชลมด้วยเลือดไทย และเป็นสุสานทั้งของบรรพกษัตริย์ และนักรบผู้กล้า .. ย่ำอยู่บนแผ่นดินที่บรรพกษัตริย์ และบรรพบุรุษของเราใช้ชีวิตและเลือดเนื้อพยายามรักษาไว้ให้ลูกหลานไทย ..