7 ก.ค. เวลา 09:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ยุครุ่งเรืองครั้งใหม่ของ "แบงก์ญี่ปุ่น" ที่แฝงไปด้วย 'กับดัก' ก้อนโต

(ธนาคารขนาดเล็กกำลังอ่วม เหตุจมอยู่กับตราสารหนี้ผลตอบแทนต่ำที่เทขายไม่ได้)
เป็นเวลากว่า 31 ปีที่ประเทศญี่ปุ่นต้องจมปลักอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำและเผชิญกับเงินฝืดเป็นระลอก ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศวนเวียนอยู่แถว ๆ เลข 0% หรือบางช่วงถึงขั้นติดลบด้วยซ้ำ
ดังนั้น การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.75% สู่ระดับ 1% จึงเป็นหมุดหมายเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญ และคงไม่มีธุรกิจไหนในญี่ปุ่นจะดีใจไปกว่า "ธุรกิจธนาคาร" อีกแล้ว เพราะงบการเงินของพวกเขากำลังฟื้นไข้หลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานานถึง 3 ทศวรรษ สะท้อนได้จากนับตั้งแต่ BOJ เริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารของญี่ปุ่นก็พุ่งทะยานขึ้นกว่าเท่าตัว ซึ่งเติบโตแซงหน้าภาพรวมตลาดหุ้นไปไกลมาก
ตามโมเดลธุรกิจแล้ว ธนาคารจะรับฝากเงินจากประชาชนโดยจ่ายดอกเบี้ยระยะสั้น (ซึ่งอ้างอิงตามดอกเบี้ยของ BOJ) แล้วนำเงินก้อนนั้นไปปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยระยะยาว (ซึ่งกำหนดโดยตลาดตราสารหนี้)
แต่ในยุค "ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์" แม้ธนาคารแทบไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้คนฝากเงินเลย แต่ฝั่งคนกู้ยืมก็แทบไม่มีใครอยากกู้เช่นกัน ส่งผลให้ "ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ" (Net Interest Margin หรือ NIM) ซึ่งเป็นตัววัดกำไรระหว่างรายรับจากดอกเบี้ยเงินกู้และรายจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากนั้นแห้งแล้งจนแทบไม่เหลือ และพลอยทำให้ผลกำไรของธนาคารต่าง ๆ ย่ำแย่ตามไปด้วย
เกร็ดความรู้เพิ่มเติมสำหรับคนไทย:
BOJ (Bank of Japan): คือ ธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่น (เทียบเท่ากับ ธปท. หรือแบงก์ชาติของไทย)
NIM (Net Interest Margin): ช่องว่างหรือส่วนต่างระหว่าง "ดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับจากคนกู้" กับ "ดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องจ่ายให้คนฝากเงิน" ยิ่งส่วนต่างนี้กว้าง ธนาคารยิ่งได้กำไรดี
โฆษณา