Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Crypto-โคติ๊บ
•
ติดตาม
7 ก.ค. เวลา 06:10 • คริปโทเคอร์เรนซี
South Pole
เงิน" การเฟ้อที่ยาลดกรดไม่ช่วยอะไร
หลายคนคงเคยได้ยินนะครับว่า
เงินอยู่ในอากาศ อยู่ที่คุณจะคว้ามันไว้หรือเปล่า?
เฮียคณิณ ตัวจริง สงครามส่งด่วน
ใช่ครับ แต่ที่จะพูด เงินไม่ได้อยู่ในอากาศแบบในละครหรือซีรีส์แบบที่พวกคุณดูกัน เงินมันไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่แรกครับ
อ้าวพรี่... แล้วแบงก์ในกระเป๋าผมล่ะ? ใช่นั่นคือแบงก์จริง แต่มันคือสิ่งที่เราสมมติมูลค่าว่า สีเขียว แทน 20 สีแดงแทน 100 หรือตามตัวเลขบนหน้าธนบัตรเหล่านั้น
แรกเริ่มเดิมที เราพกมันเดินยืดไปซื้อข้าวของที่ตลาด ก่อนกลับมาพร้อมข้าวของเต็มถุง แต่ตอนนี้คงยากที่จะทำแบบนั้นเพราะกล้องวงจรปิดเยอะเหลือเกิน เดี๋ยยววววว จริงๆ มันเกิดจากคำว่า...
"เงินเฟ้อ"
ขณะที่ข้าวของแพงขึ้น แต่เงินเสื่อมลง ผ่านวิกฤติการณ์มากมาย ทางออกของมันก็พลันบังเกิดขึ้นในปี 2008 จากบุรุษนามอุโฆษ ว่า Satoshi Nakamoto ที่ส่ง White Paper เอาสิ่งที่เรียกว่าเงินกระจายศูนย์หรือ BTC เผยแพร่ให้แก่สาธารณชนคนทั่วโลกทราบ แต่เราจะพักเรื่องนี้ไปเพราะผมเหม็นขี้หน้าหมอนี่ครับ เพราะมันรวยกว่าผมและบรรดาคุณๆ ที่อ่านบทความนี้อยู่
แล้วคุณรู้จักเงินเฟ้อไหม? สารภาพตามตรงว่าผมไม่ค่อยรู้จนเมื่อมาศึกษาคริปโตจริงจัง ชนิดที่เรียกว่า
"เฮ้ย นี่เราไปมุดอยู่ถ้ำไหนมาวะ? สมัยเรียนรู้จักแต่ 2x2 เท่ากับ 8 แฮร่"
แต่เชื่อเถอะถ้าคุณรู้คุณจะขนลุก เพราะมันเกี่ยวกับเราทุกๆ คนจริงๆ ชนิดที่เรียกว่า
คุณหนีมันไม่พ้น เหมือนวันบนปฏิทิน หรือเข็มนาฬิกาที่ไม่หมุนทวน ที่มันจะกัดกินคุณจวบจนวันสุดท้ายที่คุณจะจำได้ว่า นี่เรายังหายใจอยู่
Crypto-โคติ๊ป
อารัมภบทมาสักพักเอาล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า เงินเฟ้อ มันเฟ้อเพราะอะไร คงไม่ใช่อาหารไม่ย่อยแน่ๆ ผมพอสรุปให้คุณง่ายๆ 3 ข้อ เพื่อการอ่านแบบปกิณกะ และยังได้ความรู้อยู่คือ
ข้อแรก คือ "ความต้องการสูง ผลผลิตต่ำ" (Demand-Pull Inflation)
ตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าสี ป้ามน ป้าลี ทำก๋วยเตี๋ยวสูตรใหม่ รวมวันละ 100 ชาม แถมต้องจองอีก แต่มีอินฟลูไปรีวิว คนอยากกินจัด รอกันข้ามปีข้ามชาติก็ไม่เสื่อมความนิยมเลย นั่นทำให้คนเอามาปั่นราคาขายคิว หรือแม้กระทั่งป้าๆ รู้ว่าความต้องการมากทำเพิ่มไม่ได้ อยากรวยก็ขึ้นราคาเสียเลย จากขาย 50 เป็น 70 โดยอ้างว่าข้าวของแพงเป็น Soft Landing สวยๆ
ข้อสอง อ้าว!!! ผมอธิบายไปที่ข้อแรกแล้วคือต้นทุนมันเพิ่ม (Cost-Push Inflation)
แต่อันนี้คือมันเพิ่มจริงๆ ล่ะ ป้าแบกไม่ไหวแล้วลูกก
ข้อสาม รัฐอยากใช้เงินแต่เงินไม่พอสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อชีวิตดีดี๊ย์แล้วอ่ะ ธนาคารกลางเลยต้องสนองนีดด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเข้าระบบมันซะเลย (Monetary Inflation) ผ่านการทำ QE พอพิมพ์เพิ่มหรือทำ QE เงินก็เฟ้อหน่ะสิ ข้าวของก็ขึ้นราคาโดยปริยายไปตามเงินเฟ้อ
เช่น จากเดิมก๋วยเตี๋ยวป้ามี 100 ชาม ราคา 50 วันดีคืนดีเงินในระบบมันเยอะขึ้นโว้ยยย เงินเกลื่อนเมืองแต่ของเท่าเดิม มูลค่าเงินเลยลดฮวบ ป้าเลยต้องขึ้นราคาเป็น 70 บาท ไม่ใช่เพราะป้ารวยขึ้นนะ แต่เพราะเงิน 50 บาทเท่าเดิมมันซื้อเส้นซื้อไก่มาทำขายไม่ได้แล้วต่างหาก
รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยยยยยย!
ใครสักคนกล่าวไว้
แล้วไอ้ข้อสามเนี่ยแหละเลยทำให้มันเกิด White Paper ของ BTC ขึ้นมา เพื่อบอกว่า ของอั๊วหมดแล้วหมดเลย มี 21 ล้านเหรียญเท่านั้น และจะขุดไปได้อีกร้อยกว่าปี (เกร็ดเล็กๆ 1 BTC จริงๆ แบ่งหน่วยย่อยได้เป็น 100 ล้าน Satoshi นะครับ) ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการการเงินที่ไร้ตัวกลางในทางทฤษฎี (เดี๋ยวมาเล่าต่อว่าในทางปฏิบัติมันเป็นยังไงในอีกบทความ)
ทีนี้เราพอเห็นภาพใช่ไหมครับว่า "เงินเฟ้อเนี่ย มันเกี่ยวข้อกับเงินในกระเป๋าเราๆ ท่านๆ ยังไง"
และแน่นอนว่ามันจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังส่วนที่ใกล้เรามากกว่านี้อีก
ใช่ครับผมกำลังพูดถึง "ดอกเบี้ย"
ขอจบดื้อแบบนี้ครับ ติดตามต่อบทความหน้า "ดอกเบี้ย"
ปล. จากใจผู้เขียน ผมร้อนเงินครับ เลยเอาเรื่องที่พอสนใจมาเขียนและแชร์ หวังว่าจะลองอ่านกันครับ
#crypto-โคติ๊ป #เงินเฟ้อ #คริปโต #Bitcoin #เศรษฐกิจมหภาค #เงินเฟ้อที่ยาลดกรดไม่ช่วยอะไร #การเงินการลงทุน
คริปโทเคอร์เรนซี
คริปโต
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย