วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 26

Regnarts Ylenol : ทำไมคนทำภาพยนตร์ถึงพยายามจะ woke ทั้งที่กลุ่ม LGBTQ ในโลกนี้ก็มีจำนวนน้อยกว่ากว่าคนปกติทั่วไปมาก ทำให้ภาพยนตร์ที่ออกมาดูแล้วไม่เข้าท่าสุด ๆ และส่งผลกระทบต่อรายได้อีกด้วย? เพราะคนปกติแบบผมเห็นแล้วไม่คิดจะดูเลยครับ
วินทร์ เลียววาริณ : ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมคิดว่าผมควรแสดงจุดยืนของตนเองในเรื่อง LGBTQ ก่อน ผมเขียนมาหลายสิบปีแล้วว่าผมสนับสนุนสิทธิความเสมอภาคของคนข้ามเพศ ไม่ว่าจะเป็น Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender หรือ Queer มันเป็นทางเลือกส่วนบุคคล
1
แต่ผมก็ไม่ยินดีเท่าไรกับการใช้กระแส woke ในงานศิลปะ
ศิลปะในที่นี้คือภาพยนตร์
woke ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ เป็นคำเก่าที่ใช้มาก่อนผมเกิดเสียอีก ในตอนต้นมักใช้ในบริบทของการต่อต้านการเหยียดสีผิว
สมัยผมเป็นหนุ่ม ฮอลลีวูดมีสูตรว่า จะต้องมีสัดส่วนนักแสดงผิวขาวต่อผิวสีเท่าไร “เพื่อความเสมอภาคของเผ่าพันธุ์”
ต่อมาแนวคิดนี้เปลี่ยนเป็นเพื่อกำไรสูงสุด เช่น หากต้องการเจาะตลาดจีน หนังเรื่องนั้นก็ต้องมีนักแสดงชาวจีน หรือใช้ฉากเมืองใดเมืองหนึ่งในประเทศจีน เช่น Skyfall ใช้ฉากเซี่ยงไฮ้ จะเปลี่ยนเป็นกรุงเทพฯ หรือนิวเดลลี ก็ไม่ทำให้เรื่องเปลี่ยนหรือลดความสนุก
คำว่า woke มาฮิตอีกทีช่วง 2010 คำนี้ถูกใช้ในบริบทของความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะประเด็นสิทธิของชาว LGBTQ
กระแส woke ยังข้ามไปถึงการเลือกเพศเอาเองโดยไม่ดูเพศสภาพตอนเกิด มักตามมาด้วยคำว่าสิทธิมนุษยชน
การเลือกเพศเองนี้ นอกจากชายเลือกเป็นเพศหญิง หญิงเลือกเป็นเพศชายแล้ว ยังมีการเลือกเพศที่สามด้วย เรียกว่า non-binary คนกลุ่มนี้ไม่ใช้สรรพนามเรียกตนว่า he หรือ she แต่เป็น they
non-binary บางคนไม่คิดว่า ‘พวกเขา’ เป็นคนข้ามเพศ แค่ขอมีอิสรภาพในการเลือกเพศ
ปัญหาคือจะทำอย่างไรตอนเข้าห้องน้ำสาธารณะ
มีคนเสนอว่าก็น่าจะทำห้องน้ำสำหรับเพศที่สามด้วย
เรื่องชักจะยุ่ง
กระแสนี้ทำให้เกิดคำศัพท์ woke gender ideology (อุดมคติทางเพศ woke) ซึ่งในหลายบริบทฟังดูเป็นคำเสียดสีมากกว่าวิชาการ
เรื่องนี้นักเขียนนิยาย แฮร์รี พ็อตเตอร์ เจ เค โรว์ริง ออกมาสวนแรงๆ
โรว์ริงเขียนว่า “ถ้าเพศไม่มีจริง ก็ไม่มีความดึงดูดของเพศเดียวกัน ถ้าเพศไม่มีจริง ความจริงของการใช้ชีวิตของผู้หญิงทั่วโลกก็ถูกลบหาย ฉันรู้จักและรักคนข้ามเพศ แต่การลบเรื่องของเพศออกไป จะลบความสามารถของคนจำนวนมากที่จะพูดถึงชีวิตของพวกเขา การพูดความจริงไม่ใช่ความเกลียดชัง”
และทัวร์ก็ลงตามระเบียบ
แต่ เจ เค โรว์ริง ไม่ยั่น เขียนต่อไปว่า “ฉันเคารพสิทธิของคนข้ามเพศทุกคน ที่จะมีชีวิตอยู่ที่ทำให้รู้สึกว่าจริงและสุขสบาย (authentic and comfortable) ฉันจะเดินขบวนพร้อมกับคุณ ถ้าคุณถูกเลือกปฏิบัติจากพื้นฐานของการเป็นคนข้ามเพศ แต่ในเวลาเดียวกัน ชีวิตของฉันถูกหล่อหลอมมาเป็นผู้หญิง ฉันไม่เชื่อว่าที่ฉันพูดเป็นความเกลียดชัง”
1
ก็มีคนเห็นด้วยกับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
หากกระแส woke จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ของสิทธิมนุษยชน ก็คงไม่มีเรื่องถกมาก แต่เมื่อ woke เข้าไปสู่วงการศิลปะ โดยเฉพาะภาพยนตร์ woke กลายเป็น ‘ความถูกต้อง’ (political correctness) หรืออุดมคติอย่างหนึ่งที่หนังควรจะมี เห็นชัดในหนังหลายเรื่องจากค่ายดิสนีย์ ก็เกิดคำถามว่ามากไปหรือเปล่า
woke ในวงการภาพยนตร์คือการเสียบอุดมคติเกี่ยวกับเพศ เผ่าพันธุ์ Feminism เข้าไปในเรื่อง ยัดเยียดเข้าไปตามใบสั่งของคนจ่ายเงิน เพื่อที่จะเอาใจคนกลุ่มหนึ่งหรือเพื่อบอกว่าเป็นหนังสำหรับทุกคนจริงๆ
กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Woke Capitalism
นอกจากตัวละครที่ถูกยัดเข้าไปแล้ว ก็มีการคาสต์นักแสดงที่เป็นคนข้ามเพศด้วย ตัวอย่าง เช่น นักแสดงชาวอเมริกัน Asia Kate Dillon ที่ปรากฏในซีรีส์ Billions และ John Wick: Chapter 3 – Parabellum
เราไม่มีทางรู้ว่า Asia Kate Dillon ได้รับบทเพื่อผลทางการตลาด หรือเพราะฝีมือการแสดงล้วนๆ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนอดตั้งคำถามไม่ได้
เรื่อง woke ในภาพยนตร์มองได้สองมุม มุมหนึ่งคือโลกร่วมสมัยของเรามีความหลากหลายทางเพศมากกว่าสมัยก่อน กลุ่มนี้เชื่อว่าเราเลือกเพศเองได้ โดยไม่ต้องดูเพศสภาพตอนเกิด ดังนั้นหนังก็ควรสะท้อนความจริงนี้
อีกมุมหนึ่งเห็นว่า เรากำลังสร้างข้อจำกัดใหม่เป็นกรอบล้อมงานศิลปะ กลายเป็นโจทย์ทางการตลาดที่ต้องทำตาม ไม่เช่นนั้นก็ขายหนังไม่ได้
การทำงานอย่างนี้เป็นการสร้าง ‘กรอบแห่งความถูกต้อง’ มาล้อมความคิดสร้างสรรค์
มีอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน วรรณกรรมไทยที่ได้รับการยกย่องว่า ‘มีค่า’ มักจับประเด็นเรื่องชีวิตของชนชั้นรากหญ้า หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม (เช่น ชาวไร่ชาวนาถูกนายทุนเอาเปรียบ) จึงจะเข้ารอบประกวดวรรณกรรม เพราะมีภาพว่าหนังสือที่จับประเด็นดังกล่าวมีคุณค่า
งานอย่าง เรื่องของจัน ดารา หรือ เจ้าลอย จึงยากจะเข้ารอบประกวดวรรณกรรม ไม่ว่าเขียนดีแค่ไหน
แต่ความจริงก็คือมีวรรณกรรมที่จับประเด็น ‘มีคุณค่า’ ดังกล่าว ที่เขียนไม่ดีมากมาย
ในความเห็นของผม เราต้องระวังอย่าโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน การทำหนัง woke กับการทำหนังดีเป็นคนละเรื่องกัน
woke ไม่เกี่ยวกับคุณภาพหนัง
หนังดีไม่ดีขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆ
เราควรดูหนังเรื่องหนึ่งเพราะมันดี ไม่ใช่เพราะมัน woke หรือไม่ woke
เวลาเราวัดค่าของงาน เราวัดที่ฝีมือการประพันธ์ สาระของงาน คุณค่าทางวรรณศิลป์ รวมๆ กัน
1
ออสการ์ ไวลด์ เขียนในนวนิยาย The Picture of Dorian Gray ว่า “There is no such thing as a moral or an immoral book. Books are well written, or badly written. That is all.”
หากใช้คำพูดนี้ในบริบทของโลกปัจจุบัน ก็คือ มันไม่มีหนังถูกหรือหนังผิด มันมีแค่หนังเขียนดีกับหนังเขียนไม่ดี
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีข้อห้ามและบทลงโทษมากมาย แม้แต่การเคี้ยวหมากฝรั่ง แต่เชื่อไหมว่ากลับไม่มีบทลงโทษคนข้ามเพศเลย ตรงกันข้าม กลับอนุญาตให้คนข้ามเพศจดทะเบียนสมรสกับเพศตรงข้ามได้อย่างถูกกฎหมาย
มีคนถามลีกวนยูว่า “คุณพูดถึงสิทธิเกย์ คุณมีมุมมองส่วนตัวอย่างไรกับการเป็นเกย์? คุณคิดว่ามันเป็นไลฟ์สไตล์หรือเปล่า?”
เขาตอบว่า “เปล่า มันไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ คุณสามารถอ่านหนังสือ บทความต่าง ๆ คุณจะรู้ว่ามันมีความแตกต่างทางพันธุกรรม พวกเขาเกิดมาอย่างนั้น ก็แค่นั้น ดังนั้นถ้าผู้ชายสองคนหรือผู้หญิงสองคนไปทางนั้น ก็อย่าไปเสือกเลย (Just leave them alone.)”
ลีกวนยูบอกว่า “โอเค เราจะไม่ยุ่งกับพวกนั้น แต่ปล่อยให้กฎหมายเป็นอย่างที่เป็นอยู่ไปก่อน และอย่าเพิ่งมีพาเหรดเกย์เลยนะ”
1
พูดง่ายๆ คือ จะเลือกเพศอะไรก็เลือกไป เป็นสิทธิส่วนตัว แต่ไม่จำเป็นต้องทำเป็นกระแส ไม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต
2
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสหนัง woke เริ่มแผ่วลงไปทุกที จนมีคำกล่าวว่า “Go woke, go broke.” หมายถึงสร้างหนัง woke มีสิทธิ์เจ๊งได้ง่ายๆ
1
woke เป็นหมุดหมายหนึ่งของโลกศิลปะ มันบอกว่าบางครั้งเราก็อาจหลงทางไปกับ ‘ความถูกต้อง’ จนบดบังหัวใจของศิลปะว่า ศิลปะไม่มีเรื่องถูกหรือผิด มีแต่เข้าถึงหรือไม่เข้าถึง
ป.ล. ส่วนกรณีตัวละคร Helen of Troy ผิวดำนั้น เร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นงาน woke อาจเป็นงานมองมุมต่างก็ได้ เพราะจากผลงานที่ผ่านมา คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ทำงานตามกระแสอยู่แล้ว
3
โฆษณา