Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
8 ก.ค. เวลา 02:58 • หนังสือ
บทที่ 162
“คุณหนูใหญ่”
ฉีฝูขี่ม้าตามมาจากด้านหลัง ชะลอม้าให้อยู่ต่ำกว่าเธอครึ่งช่วงตัว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าน้อยสามารถลอบเข้าเมืองอาอูเอ่อร์ ไปสังหารหลิวหนัวได้”
ความอัดอั้นนี้ ไม่ใช่เพียงคุณหนูใหญ่ที่กลืนไม่ลง แม้แต่เขาเองก็เช่นกัน
กู่จือจั่วส่ายหน้าเบา ๆ
ฉีฝูร้อนใจ รีบกล่าวว่า
“คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยยินดีรับผลทุกอย่างไว้เอง”
กู่จือจั่วไม่ได้หันกลับมา เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ผู้กองฉี รับคำสั่ง”
“ขอรับ!”
“พาคนส่วนหนึ่งมุ่งหน้าไปทางตะวันออก สืบให้แน่ชัดว่าพวกชาวเหลียงกลุ่มนั้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ใด”
ฉีฝูงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง
คุณหนูใหญ่กังวลว่าระหว่างเดินทางกลับจะปะทะกับชาวเหลียง?
หรือเพราะสงสารชาวบ้านชายแดนตะวันตก จึงคิดจะกวาดล้างพวกชาวเหลียงเสียก่อนค่อยออกเดินทาง?
แต่จะอย่างไรก็เถอะ...ฆ่าพวกมันเสียก็สิ้นเรื่อง
เขากำหมัดแน่นแล้วตอบรับ
“ข้าน้อยจะทำให้พวกมันไปแล้วไม่มีวันได้กลับมา”
“ไม่”
ดวงตาหงส์ของกู่จือจั่วฉายแววเฉียบคม นางยกมือลูบแผงคอของอวี้ซือจื่อ ม้าคู่ใจของตน ก่อนกล่าวอย่างเรียบเฉย
“เจ้าปล่อยข่าวออกไป ว่าพรุ่งนี้จะมี ‘แกะอ้วน’ ตัวหนึ่งเดินทางไปยังสำนักซ่างซวี”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนย้ำช้า ๆ
“อ้วนมาก...อ้วนเสียจนใครเห็นก็อดใจไม่ไหว”
ระหว่างพูด นางยกนิ้วกวักเรียกฉีฝู
ฉีฝูโน้มตัวลงจากหลังม้า เมื่อได้ยินแผนทั้งหมด สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที ก่อนตอบเสียงเบา
“ขอรับ ข้าน้อยจะจัดการให้เรียบร้อย”
กู่จือจั่วกล่าวเสริม
“รอให้ผู้บัญชาการเจียงกลับไปก่อน แล้วเจ้าค่อยออกเดินทาง”
ฉีฝูหันกลับไปมองด้านหลัง
ผู้บัญชาการเจียงโย่วเจิ้งยังคงยืนอยู่ที่เดิม
เขายืนส่งพวกกู่จือจั่วอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งขบวนค่อย ๆ เลือนหายไปสุดขอบสายตา จึงนำคนของตนขี่ม้ากลับเข้าเมืองอาอูเอ่อร์
ชาวเมืองต่างแยกย้ายกันกลับหมดแล้ว
เมืองทั้งเมืองเหลือประชากรเพียงสองถึงสามหมื่นคนเท่านั้น คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงยิ่งมีน้อยจนน่าใจหาย
ชายแดนตะวันตกอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกสิบปีจึงจะฟื้นตัวได้
แต่พวกชาวเหลียงกลับยังคงเข้ามาปล้นสะดมไม่หยุด
ในเมืองยังพอรับมือได้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุด กลับเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ รอบนอก
“ท่านผู้บัญชาการเจียง”
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่จวนผู้บัญชาการ เสมียนข้างกายหลิวหนัวก็ยืนรออยู่แล้ว สีหน้าหยิ่งยโสไม่ต่างจากเจ้านาย
“ท่านผู้บัญชาการ ใต้เท้าหลิวมีคำสั่งไว้ว่า เมื่อท่านกลับมาแล้ว ให้รีบไปพบทันที”
เจียงโย่วเจิ้งอดทนกับหลิวหนัวมาสามปีเต็ม
หลิวหนัววางอำนาจอยู่ในเมืองอาอูเอ่อร์ ไม่เพียงแทรกแซงกิจการทหาร การปกครอง และความเป็นอยู่ของประชาชนทุกเรื่อง แม้แต่คนรับใช้และองครักษ์ในจวนของเขา ต่างก็อวดเบ่งราวกับเป็นขุนนางใหญ่ เป็นจักรพรรดิท้องถิ่นเสียเอง
สมัยฮ่องเต้องค์ก่อนยังทรงพระชนม์ ไม่เคยมีการแต่งตั้งผู้ตรวจการทหารมาประจำชายแดนเลย
ชัยชนะครั้งใหญ่ของชายแดนตะวันตก ผลงานทั้งหมดกลับตกเป็นของอ๋องจิ้น
ยังไม่พอ เบื้องบนยังส่งผู้ตรวจการที่ไม่รู้อะไรเลยมาคอยชี้นิ้วสั่งการ
ที่ผ่านมา เพื่ออนาคตในหน้าที่การงาน เขาจึงอดทน
อดทน...
อดทนบ้าบออะไรกัน!
“ไสหัวไป!”
เจียงโย่วเจิ้งสะบัดแขนเสื้อพลางตวาด
“เขาเป็นเพียงขุนนางขั้นห้ารอง ส่วนข้าเป็นขุนนางขั้นห้าตัวจริง เขาเรียก ข้าก็ต้องไปหรือ?”
“ฮ่องเต้แต่งตั้งเขามาเป็นผู้ตรวจการทหาร”
“แต่ตอนนี้เมืองอาอูเอ่อร์ไม่มีสงคราม จะตรวจการอะไรกัน!”
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงโย่วเจิ้งแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้
เสมียนถูกตอกหน้าจนสีหน้าเปลี่ยน รีบวิ่งกลับไปรายงานหลิวหนัวทันที
เวลานี้ลำคอของหลิวหนัวถูกพันด้วยผ้าพันแผลหลายชั้น หนาจนแทบมองไม่เห็นคอ
ทั้งคนเอนกายอยู่บนตั่งครางโอดโอยไม่หยุด ราวกับใกล้หมดลมหายใจ
เมื่อเห็นว่าเสมียนกลับมาเพียงคนเดียว ไม่ได้นำเจียงโย่วเจิ้งมาด้วย สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
เขากำลังจะระเบิดโทสะ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังแสร้งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส จึงไม่กล้าตะโกน ได้แต่กัดฟันด่าเบา ๆ
“ไอ้คนแซ่เจียง...เจ้าคนป่าเถื่อน!”
“ข้า...ข้าจะถวายฎีการ้องเรียนมัน!”
เสมียนรีบปลอบ
“ใต้เท้า โปรดระงับอารมณ์ รักษาร่างกายสำคัญกว่า”
“ไร้ประโยชน์!”
หลิวหนัวกุมคอตนเอง พลางด่าอย่างไม่หยุด
“ข้าพูดผิดตรงไหน?”
“หากไม่ใช่เพราะพวกนักรบหยาบคายพวกนี้ เอาแต่คิดสร้างผลงานความชอบ จะมีการเข่นฆ่ากันมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร”
“การหยุดศึกต่างหาก จึงจะเรียกว่า ‘บู๊’ อย่างแท้จริง นั่นต่างหากคือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่!”
เพียงพูดได้ไม่กี่ประโยค แผลที่คอก็ถูกกระทบ เขาสูดลมหายใจด้วยความเจ็บปวด
“จวนเจิ้งกั๋วกง...”
“ความแค้นนี้ ข้าจะจำไว้!”
เสมียนรีบพยักหน้าประจบ
“ใต้เท้าพูดได้ถูกต้องที่สุด”
“ดังคำโบราณว่า ‘แม้แผ่นดินกว้างใหญ่ หากรักสงครามย่อมถึงกาลล่มสลาย’”
“หากไม่ใช่เพราะเจิ้งกั๋วกงทำศึกไม่รู้จักพอ ต้าฉีคงเข้าสู่ยุคบ้านเมืองรุ่งเรืองไปนานแล้ว”
เขาลูบเคราตนเอง พลางถอนหายใจ
“ครั้งนั้น กู้เซี่ยเผาทหารเป่ยตีตายหลายหมื่นคน ก่อเวรอาฆาตจนกลายเป็นศัตรูสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน จึงนำมาซึ่งสงครามไม่รู้จบจนถึงทุกวันนี้”
“น่าเสียดายที่ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งกลับไว้วางพระทัยกู้เซี่ยอย่างยิ่ง”
“ตอนนั้นข้ากับสหายร่วมสำนักหลายคนไปคุกเข่าที่ประตูอู่เหมิน ขอให้ลงโทษกู้เซี่ยอย่างหนัก”
“สุดท้าย...พวกเราทั้งหมดกลับถูกริบตำแหน่งบัณฑิต”
“ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งทรงยกย่องทหาร ดูแคลนบัณฑิต หาใช่กษัตริย์ผู้ทรงปรีชาญาณไม่”
เพราะสูญเสียฐานะบัณฑิต แม้จะมีความรู้ความสามารถเต็มเปี่ยม สุดท้ายเขาก็ได้เป็นเพียงเสมียนผู้หนึ่ง
บัดนี้ก็ล่วงเข้าสู่วัยห้าสิบกว่าแล้ว
เสมียนเอ่ยเตือนขึ้น
“ใต้เท้า...เรื่องวันนี้ จะรายงานให้ซื่อจื่อทราบหรือไม่?”
ซื่อจื่อที่เขาพูดถึง ก็คือซื่อจื่อแห่งอ๋องจิ้น
“จริงด้วย!”
หลิวหนัวเพิ่งนึกขึ้นได้
“แน่นอนว่าต้องรายงาน”
“เจ้าไปช่วยข้าร่างจดหมาย...ช่างเถอะ!”
“ข้าจะเขียนเอง!”
เขากัดฟันแน่น
“ไปเตรียมพู่กันกับหมึกมา!”
เขากุมคอของตน ลุกลงจากตั่งอย่างทุลักทุเล
แต่เพิ่งก้าวได้ไม่กี่ก้าว ข้อเท้าก็พลิกกะทันหัน ร่างเกือบล้มลงกับพื้น
ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนเขาน้ำตาแทบไหล
“ประ...ประคองข้าที!”
เสมียนตกใจ รีบเข้าไปช่วยพยุง
หลิวหนัวเดินกะเผลกมาถึงโต๊ะหนังสือ ครุ่นคิดอยู่หลายครั้ง กว่าจะเขียนจดหมายเสร็จในที่สุด
หลิวหนัวสะบัดพู่กันตามความเคยชิน แต่เหมือนจะออกแรงมากเกินไป ข้อมือจึงกระแทกเข้ากับโต๊ะหนังสือดัง ปั๊ก พู่กันหลุดจากมือกระเด็นออกไป หมึกกระเซ็นเปรอะทั่วโต๊ะ แม้แต่ซองจดหมายที่เพิ่งผนึกเสร็จก็เต็มไปด้วยจุดหมึกสีดำ
เขากุมข้อมือไว้ กระโดดโหยงด้วยความเจ็บ กระโดดไปได้ไม่กี่ก้าวก็ไม่รู้ไปชนอะไรเข้า เท้าลื่นวูบ ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้นอย่างแรง
คราวนี้...เจ็บไปทั้งตัว
เสมียนยืนอึ้งราวกับถูกสาป ก่อนจะรีบพุ่งเข้ามาพยุง พลางเอ่ยอย่างลังเล
“ใต้เท้า...หรือว่าจะเป็นเพราะยันต์แผ่นนั้น?”
เพียงได้ยินคำว่า “ยันต์” หลิวหนัวก็สะดุ้งเฮือก ความรู้สึกคลื่นไส้ที่กดไว้ก็พลันตีขึ้นมาอีกครั้ง
ใช่แล้ว...
ต้องเป็นเพราะยันต์นั่นแน่!
เขารีบกุมลำคอ เสียงสั่นเครือถามว่า
“เจ้า...เจ้าจำได้หรือไม่ว่าซื่อจื่อเคยบอกว่า ฝากให้สำนักเต๋าแห่งไหนช่วยสะกด...ไอ้สิ่งนั้น?”
เสมียนตอบทันที
“สำนักซ่างซวีขอรับ เป็นท่านฉางเฟิงเจินเหรินแห่งสำนักซ่างซวี”
“ใช่! ใช่แล้ว! สำนักซ่างซวีนี่เอง!”
หลิวหนัวก็นึกออกเช่นกัน
เขาเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวาย ก่อนรีบสั่งว่า
“เจ้าไปเตรียมคนไว้ อีกสองวัน...ไม่สิ! พรุ่งนี้!”
“พรุ่งนี้ข้าจะไปสำนักซ่างซวี!”
เขามั่นใจเต็มร้อยว่า ความโชคร้ายที่ถาโถมใส่ตน ล้วนเกิดจากการกลืนยันต์แผ่นนั้นเข้าไป
ในเมื่อยันต์นี้มาจากสำนักซ่างซวี ฉางเฟิงเจินเหรินย่อมต้องถอนอาถรรพ์ได้แน่นอน!
ไม่ว่าก่อนหน้านี้หลิวหนัวจะเคยเชื่อเรื่องภูตผีหรือไม่
แต่ตอนนี้...
เขาเชื่อเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
เพียงนึกถึงยันต์แผ่นนั้นที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบชวนขนลุก เขาก็รู้สึกเหมือนตั้งแต่ปาก ลำคอ จนถึงกระเพาะถูกมีดนับไม่ถ้วนกรีดแทงไม่หยุด
คืนนั้นเขานอนไม่หลับเลย
ทุกครั้งที่หลับตา ก็จะเห็นกู่จือจั่วอุ้มศีรษะคนตายไว้ในอ้อมแขน จ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับภูตผี
เขาสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า
ยังไม่ทันฟ้าสาง หลิวหนัวก็รีบออกจากเมืองทันที
สำนักซ่างซวีเป็นสำนักเต๋าที่มีผู้คนศรัทธามากที่สุดในสิบสามเมืองชายแดนตะวันตก
แม้อยู่ท่ามกลางดินแดนที่เต็มไปด้วยสงคราม ก็ยังมีผู้ศรัทธานับไม่ถ้วน
ส่วนฉางเฟิงเจินเหรินก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เซียนมีชีวิต”
ก่อนหน้านี้หลิวหนัวเองก็เคยไปที่นั่นอยู่หลายครั้ง
สำนักซ่างซวีอยู่ห่างจากเมืองอาอูเอ่อร์พอสมควร
เขาพาองครักษ์ติดตามไปเจ็ดแปดคน นั่งรถม้าเดินทางอยู่ถึงสามสี่ชั่วยามเต็ม
หลิวหนัวหลับตา ปล่อยให้ร่างโยกไหวไปตามแรงสะเทือนของรถม้า พลางครุ่นคิดว่าจะเขียนฎีกาถึงฮ่องเต้อย่างไร
เมื่อนึกถึงภาพชาวเมืองทั้งเมืองต่างโห่ร้องเรียก “ท่านเจิ้งกั๋วกง”
เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น
จวนเจิ้งกั๋วกงสามารถครองใจผู้คนตามชายแดนได้ถึงเพียงนี้ ย่อมเข้าข่ายคิดก่อกบฏอย่างแน่นอน!
ประชาชนเหล่านี้ ในใจมีแต่เจิ้งกั๋วกง แล้วจะยังเห็นฮ่องเต้อยู่ที่ใดอีก?
เขามาประจำชายแดนตะวันตกก็สามปีแล้ว
ที่นี่สงบสุขจะตาย
ก็แค่มีพวกชาวเหลียงเข้ามาปล้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ต่อให้เป็นแผ่นดินต้าฉีเอง ก็ยังมีโจรภูเขาอยู่มิใช่หรือ?
อีกอย่าง ในเมื่อชาวเหลียงต้องออกมาปล้น ก็แสดงว่าประเทศเหลียงกันดาร ขาดแคลนจนไม่อาจดำรงชีพได้
พวกเขาเองก็มีเหตุจำเป็น
เมื่อปล้นเสร็จแล้วก็จากไป ไม่เคยคิดยึดครองพื้นที่อยู่แล้ว
มีแต่พวกนักรบหยาบคายเท่านั้นที่ชอบพูดเกินจริง
อะไรคือชายแดนไม่สงบ...
อะไรคือชนเผ่าป่าเถื่อนสังหารหมู่ทั้งเมือง...
ล้วนเป็นเล่ห์กลทั้งสิ้น
ก็เพื่อให้ฮ่องเต้เชื่อว่าแผ่นดินต้าฉีจะขาดพวกตนไม่ได้
พูดให้ถึงที่สุด ก็แค่เสียดายอำนาจ วาสนา และความมั่งคั่ง
หลิวหนัวเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า
สิ่งที่ต้าฉีไม่ต้องการมากที่สุด ก็คือคนหยาบช้าเช่นพวกนักรบ
ใช้กำลังหยุดกำลัง มีแต่จะก่อให้เกิดการล้างแค้นไม่รู้จบ การเข่นฆ่าไม่สิ้นสุด และความขัดแย้งชั่วกาล
ในฐานะมหาอาณาจักรแห่งแผ่นดินกลาง
สมควรใช้หลักคำสอนของขงจื๊อและเมิ่งจื๊ออบรมชนต่างเผ่า
พระราชทานองค์หญิงไปอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ ให้สายเลือดทั้งสองฝ่ายหลอมรวมเป็นหนึ่ง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ชนต่างเผ่าจะยังก่อความวุ่นวายได้อย่างไร?
ใช่!
ฎีกาฉบับนี้ควรเขียนเช่นนี้เอง
ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดลงกะทันหัน
หลิวหนัวเปิดม่านรถ พลางถามว่า
“ถึงแล้วหรือ...”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ
ดาบโค้งสองเล่มก็พาดลงบนลำคอของเขา
หลิวหนัวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่เห็นคือกลุ่มชาวเหลียงรูปร่างกำยำ ขี่ม้าศึกตัวสูงใหญ่ สีหน้าดุดัน
ชายชาวเหลียงคนหนึ่งหัวเราะเยาะ
“แกะอ้วนมาแล้ว!”
หัวใจของหลิวหนัวแทบกระเด็นออกจากอก
แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
เขาฝืนยิ้ม พลางเอ่ยประจบ
“พวก...พวกท่านเป็นชาวเหลียงใช่หรือไม่?”
“ข้าน้อยแซ่หลิว มาจากเมืองอาอูเอ่อร์”
หัวหน้าชาวเหลียงนั่งอยู่บนหลังม้าศึกตัวสูง มองลงมาที่เขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
ชายแดนระหว่างสองแคว้นสู้รบกันมาหลายปี
ถึงจะพูดภาษาราชสำนักต้าฉีไม่คล่อง แต่เขาก็ยังฟังออกอยู่บ้าง
ตรงกันข้าม หลิวหนัวกลับฟังภาษาชาวเหลียงไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นพวกเขาจับกลุ่มพูดคุยกัน เขาจึงถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่ทราบ...จะกรุณาให้ข้ายืมทางผ่านได้หรือไม่?”
เขาประสานมือคำนับจากในรถม้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบ
ชาวเหลียงหัวเราะกันครืน
“เป็นขุนนาง!”
“ฮ่า ๆ ๆ! เป็นแกะอ้วนจริงด้วย!”
“จะจับกลับไปดีไหม?”
“เอาไปแลกทอง เงิน หรือหญิงงามกับต้าฉีก็น่าสนใจนะ”
“อยู่ชายแดนมานาน เห็นแต่พวกหญิงชาวบ้านผิวหยาบกร้าน”
“หมู่บ้านข้างหน้าก็พอมีสาวหน้าตาดีอยู่บ้าง แต่ผิวไม่ละเอียดพอ รสชาติก็ยังไม่ถึง”
“ไม่ใช่เขาว่ากันหรือว่า สาวงามต้าฉีผิวขาวดุจหยก?”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาเจ้าขุนนางคนนี้ไปแลกหญิงงามกันเถอะ”
หลิวหนัวยังคงฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เมื่อเห็นทุกคนหัวเราะ เขากลับเข้าใจว่าอีกฝ่ายแสดงไมตรี
หัวใจที่หวาดหวั่นจึงสงบลงทันที
เขารีบพูดต่อด้วยสีหน้าภาคภูมิ
“ต้าฉีกับต้าเหลียงเป็นประเทศมิตรสืบต่อกันมาช้านาน ต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
“ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกัน”
“หากภายหน้ามีเรื่องใดต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถมาหาข้าได้”
เขาตบหน้าอกของตนเองอย่างมั่นใจ
“ข้าแตกต่างจากพวกนักรบหยาบคายเหล่านั้น”
“ข้าสนับสนุนต้าเหลียงมาโดยตลอด”
หัวหน้าชาวเหลียงไว้เคราดกมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
ชั่วขณะนั้น เขาถึงกับเริ่มสงสัยว่า...
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4b256f86cf963a84c39940
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4cd34986a2065c458d35f8
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดไลก์ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
หรือภาษาราชสำนักต้าฉีที่ตนเรียนมาจะผิดเสียแล้ว?
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย