8 ก.ค. เวลา 03:05 • หนังสือ

บทที่ 164

“ไอ้หมอนี่มันโง่หรือเปล่า?”
ชายเคราดกชี้นิ้วไปที่หลิวนั่ว ก่อนหันกลับไปตะโกนบอกพรรคพวก เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นพร้อมกันทั้งกลุ่ม
หลิวนั่วฟังภาษาของชาวเหลียงไม่ออก จึงยังคงพูดต่ออย่างฉะฉาน
“พี่น้องแห่งต้าเหลียง ตามที่ข้าทราบ ไปทางตะวันตกไม่ไกลนักมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งอุดมสมบูรณ์ยิ่ง หากพวกท่านหิวโหย ข้าสามารถพาไปยืมเสบียงได้ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘พิธีคือรากฐานแห่งความปรองดอง ความกลมเกลียวคือสิ่งล้ำค่า...’”
ชาวเหลียงฟังภาษาราชการของต้าฉีเข้าใจ แต่คำคมโบราณที่อ้างอิงตำราขงจื๊อเหล่านั้นกลับไม่เข้าใจเลยสักนิด
ชายเคราดกแค่นเสียงเยาะออกทางจมูกอย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ ฆ่ามันทิ้งเสีย เป็นคนโง่”
“โง่ขนาดนี้ ต้าฉีไม่มีทางยอมเสียเงินมาไถ่หรอก”
“เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวเปล่า”
จะพาพวกเขาไป “ยืม” เสบียงจากหมู่บ้านอย่างนั้นหรือ?
ไม่มันก็โง่จริง ๆ ก็ต้องเป็นเพราะคิดว่าพวกเขาโง่
ชาวต้าฉีเจ้าเล่ห์ที่สุด ชายเคราดกคร้านจะเสียเวลาคิดต่อ จึงสะบัดมือออกคำสั่ง
“ลุย!”
หลิวนั่วกำลังจะกล่าวต่อว่าทั้งหมดเป็นเพราะชาวชายแดนไม่รู้จักเมตตา จึงบีบให้ชาวเหลียงต้องกลายเป็นโจร ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รูม่านตาหดตัวฉับพลัน สะท้อนภาพนักรบซีเหลียงที่ควบม้าชักดาบพุ่งเข้ามา
เหล่าองครักษ์ต่างชักอาวุธออกพร้อมกัน
เบื้องหน้าหลิวนั่วเต็มไปด้วยแสงดาบและสายเลือด องครักษ์คนหนึ่งที่ยืนขวางหน้ารถม้าถูกแทงทะลุทรวงอกในดาบเดียว เลือดอุ่น ๆ สาดกระเซ็นใส่ใบหน้าของเขา
หลิวนั่วแทบเสียสติ
“รีบ... รีบเข้าไปสิ!”
แต่เหล่าองครักษ์กลับแตกฮือ หนีตายกันคนละทิศละทาง
ชาวเหลียงหัวเราะร่า ไล่ฟันทีละคน ราวกับกำลังเล่นสนุก
เลือดสดย้อมผืนดินเป็นสีแดงฉาน
หลิวนั่วหวาดกลัวจนขาสั่นระริก
องครักษ์เหล่านี้ล้วนเป็นคนที่อ๋องจิ้นมอบให้เขาจากเมืองหลวง เขาเคยคิดว่าพวกมันองอาจน่าเกรงขาม ปกติแม้จะแอบฉุดคร่าหญิงสาวหรือภรรยาชาวบ้านเป็นครั้งคราว เขาก็แกล้งหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง
ใครจะคิดว่าพวกมันล้วนเป็นพวกไร้น้ำยา!
“ขะ... ข้าเป็นผู้ตรวจการทหารแห่งเมืองอาอูเอ่อร์ ขุนนางขั้นห้ารอง ข้ายินดีผูกไมตรีกับต้าเหลียงชั่วลูกชั่วหลาน...”
เขาพูดจาสับสนวกวน พยายามฝืนยิ้มอย่างเป็นมิตร หากแต่รอยยิ้มนั้นน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก
ชายเคราดกยกถุงสุราที่ห้อยอยู่ข้างเอวขึ้นดื่มอึกใหญ่หลายคำ จากนั้นใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ก่อนลากหลิวนั่วออกมาจากรถม้าแล้วเหวี่ยงลงกับพื้น
สุราในถุงหมดแล้ว
เขาคว่ำถุงสะบัดสองสามครั้ง หยดสุราที่เหลือกระเด็นใส่หน้าหลิวนั่ว แต่หลิวนั่วหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเช็ด
ชายเคราดกส่งเสียงจุปากอย่างไม่พอใจ โยนถุงสุราทิ้ง แล้วใช้ปลายดาบที่ยังเปื้อนเลือดค่อย ๆ ถูไปตามตัวหลิวนั่ว ราวกับกำลังหยอกล้อเหยื่อ
ครั้งแล้วครั้งเล่า...
กลิ่นคาวเลือดรุนแรงโชยเข้าจมูก หลิวนั่วแทบเป็นลม น้ำตาน้ำมูกไหลปนกันจนเลอะเต็มใบหน้า
“อย่า... อย่าฆ่าข้า...”
เมื่อองครักษ์คนสุดท้ายล้มลงใต้คมดาบ ความหวาดกลัวต่อความตายก็ปกคลุมทั่วร่าง เขาใช้สองมือยันพื้น ถอยกรูดไปด้านหลังไม่หยุด จนแผ่นหลังชนเข้ากับรถม้า
“ข้า... ข้ามีเงิน!”
หลิวนั่วรีบแก้ถุงเงินออก ยื่นส่งด้วยมืออันสั่นเทา
เขาออกมาเพื่อขอให้ท่านฉางเฟิงช่วยถอนอาถรรพ์ของยันต์ จึงพกเงินติดตัวมาจำนวนไม่น้อย
ชายเคราดกแย่งถุงเงินไป ชั่งน้ำหนักในมือแล้วหัวเราะอย่างพอใจ
“สมกับเป็นแกะอ้วนจริง ๆ”
“ปล้นสามหมู่บ้านรวมกัน ยังไม่อ้วนเท่าตัวนี้เลย”
“หัวหน้า มันเหมือนยังซ่อนอะไรไว้อีก”
ชายเคราดกเบนปลายดาบ กรีดเสื้อของหลิวนั่วออกอย่างง่ายดาย คมดาบบาดผิวหนังจนเลือดซึม
หยกคุณภาพเยี่ยมชิ้นหนึ่งหล่นลงมา
เขาเอื้อมมือคว้าทันที
“ยังกล้าซ่อนของอีกหรือ?”
พลิกข้อมือแทงดาบทะลุไหล่ของหลิวนั่วในคราวเดียว
ความเจ็บปวดและความหวาดกลัวพุ่งถึงขีดสุด
หลิวนั่วรีบเปลี่ยนท่าคุกเข่า ร้องไห้อ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อย่าฆ่าข้า... ขอร้อง... อย่าฆ่าข้า...”
ทันใดนั้น สายตาที่เหลือบไปโดยบังเอิญกลับจับภาพร่างอันคุ้นตาได้
ความยินดีราวกับรอดตายพลันทะลักขึ้นมา
บนเนินเขาเล็ก ๆ ห่างออกไปราวหลายร้อยเมตร หญิงสาวผู้เป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกงกำลังยืนจูงม้ามองมาทางนี้
ด้านหลังนางมีผู้ติดตามหลายร้อยคน
รอดแล้ว!
“ช่วยข้าด้วย!!”
เขาตะโกนสุดเสียง
โบกมือไปทางพวกนางอย่างบ้าคลั่ง
จวนเจิ้นกั๋วกงเป็นตระกูลแม่ทัพของต้าฉี บัดนี้ชาวเหลียงกำลังอาละวาดอยู่ในแผ่นดินต้าฉี ทั้งยังคิดจะฆ่าขุนนางอย่างเขา
พวกนางย่อมต้องปกป้องเขา!
พวกนางจะช่วยเขา!
และจะฆ่าพวกชาวเหลียงกลุ่มนี้แน่นอน!
ชายเคราดกแห่งซีเหลียงมองตามไป ขมวดคิ้วน้อย ๆ แม้ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร แต่เห็นได้ชัดว่ามีคนจำนวนมาก
เมื่อเห็นขุนนางต้าฉีผู้นี้ร้องขอความช่วยเหลือ เขาก็เดาว่าอีกฝ่ายอาจเข้ามายุ่งก็เป็นได้
พวกเขาบุกเข้ามาในต้าฉีหลายครั้ง แต่ไม่เคยปะทะกับกองทัพต้าฉีซึ่ง ๆ หน้า จึงสามารถกลับออกไปได้โดยไม่สูญเสียกำลัง
“เฮ้อ... เดิมทีว่าจะเล่นกับมันอีกสักหน่อย”
“ฆ่ามัน แล้วถอนตัว!”
ชายเคราดกยกดาบขึ้น ฟันลงอย่างฉับไว
หลิวนั่วเห็นเพียงคมดาบที่พุ่งเข้าหาตัว สะท้อนใบหน้าซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดผวาของตนเอง
ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนถึงขีดสุด
“ช่วยข้าด้วย!!!”
“เหตุใดไม่ช่วยข้า!”
“ในเมื่อเป็นแม่ทัพนายกอง พวกเจ้าก็ควรเอาชีวิตเข้าแลกกับศัตรู ห่อร่างด้วยหนังม้าตายในสนามรบสิ!”
“เหตุใดไม่ฆ่าพวกเหลียง! เหตุใดไม่ช่วยข้า!”
“ช่ว...”
“กู้...”
เส้นเลือดสีแดงสายหนึ่งสะท้อนอยู่ในม่านตา สติสัมปชัญญะของหลิวนั่วก็แตกสลายไปโดยสิ้นเชิง
จนวาระสุดท้าย สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเนินดินเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกล
กู่จือจั่วนั่งอยู่บนหลังม้าหยกสิงห์ สีหน้าเรียบเฉยไร้ทุกข์ไร้สุข ดวงตาคมดุจคบเพลิงทอดมองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่
ฉีฝู ผู้บังคับกองพันเฉียนจี๋ มองแผ่นหลังของนางด้วยความเลื่อมใสเต็มเปี่ยม
คุณหนูใหญ่ให้เขาตามหากลุ่มชาวเหลียงกลุ่มนี้ จากนั้นก็ส่งข่าวให้พวกมันอย่างแนบเนียน ว่าจะมี “แกะอ้วน” ผ่านเส้นทางนี้
งานนี้ไม่ได้ยากเลย
ชาวเหลียงชื่นชอบสุราเป็นที่สุด เพียงอาศัยจังหวะที่พวกมันปลอมตัวเข้าเมืองมาซื้อเหล้า ให้คนของตนแสร้งเป็นชาวบ้านธรรมดา พูดคุยกันเสียงดังในระยะที่พวกมันได้ยิน เท่านี้ก็สามารถชักนำให้พวกมันติดกับได้แล้ว
แต่เขาไม่คิดเลยว่า...
หลิวนั่วจะมาจริง ๆ
“คุณหนูใหญ่ ท่านรู้ได้อย่างไร...”
หรือว่าคุณหนูใหญ่จะมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้า?
“เพราะยันต์แผ่นนั้น”
กู่จือจั่วกล่าวเรียบ ๆ
“เมื่อเขากลืนยันต์เข้าไป ต่อให้เกิดเรื่องเล็กน้อยเพียงใด เขาก็จะคิดว่าเป็นเพราะยันต์กำลังเล่นงานเขา”
“เขารู้สึกผิด เขากลัวตาย เพราะฉะนั้นเขาต้องไปหาวัดซั่งซวี”
เส้นทางสายนี้ คือทางเดียวที่ใช้เดินทางจากเมืองอาอูเอ่อร์ไปยังวัดซั่งซวี
ฉีฝูอดทอดถอนใจชื่นชมไม่ได้
ผู้คนต่างกล่าวกันว่า ท่านกู้ซานเยี่ยคาดการณ์ศึกได้ดุจเทพ ทุกย่างก้าวในสนามรบล้วนหยั่งรู้ความเคลื่อนไหวของศัตรูล่วงหน้า
วันนี้ คุณหนูใหญ่ก็แสดงฝีมือออกมา ไม่ด้อยไปกว่าท่านกู้ซานเยี่ยแม้แต่น้อย
มีเพียงฉิงเหมยที่ไม่แสดงสีหน้าประหลาดใจ
นางชินเสียแล้ว!
“พี่หญิงใหญ่ ยันต์แผ่นนั้น...ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
กู่จือจั่วพลิกข้อมือ
ระหว่างปลายนิ้วของนาง ปรากฏยันต์แผ่นเดียวกับที่ลอกออกมาจากก้นหีบไม้
ส่วนแผ่นที่นางให้หลิวนั่วกลืนลงไป...
เป็นเพียงยันต์ที่นางวาดเล่นไว้ฝึกมือในยามว่างเท่านั้น
“รอกลับถึงเมืองหลวงก่อน แล้วค่อยหาผู้รู้มาสอบถามก็จะทราบ”
กู่จือจั่วเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวิชาเข็มทิศฮวงจุ้ย
ส่วนวิชาอาคมยันต์ นางก็พอเข้าใจและสามารถใช้ได้ แต่ถนัดเพียงยันต์พื้นฐานที่ใช้กันทั่วไป เช่น ยันต์คุ้มครอง หรือยันต์สงบจิต เป็นต้น
ยันต์ลักษณะเช่นนี้ นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แต่ตั้งแต่ยังอยู่ในหีบไม้ นางก็สัมผัสได้ถึงไออาฆาตอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากมัน
นางพอเดาจุดประสงค์ของมันได้คร่าว ๆ
แต่รายละเอียดอื่น ๆ ตอนนี้นางยังไม่อาจล่วงรู้
กู่จือจั่วทอดสายตาลงไปเบื้องล่าง
หัวหน้าเคราดกแห่งซีเหลียงเตะศพไร้หัวของหลิวนั่วไปหนึ่งครั้ง ก่อนพลิกกายขึ้นหลังม้า ควบทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนพรรคพวกของมัน ต่างก็ถือถุงเงินคนละใบ หัวเราะพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี แล้วควบม้าตามไปติด ๆ
ศีรษะของหลิวนั่วยังคงเบิกตาค้าง จ้องเขม็งมาทางพวกเขา
เขาดูแคลนเหล่าแม่ทัพนายกอง
เหยียบย่ำเกียรติยศของพวกเขา
ดูหมิ่นการเสียเลือดเสียเนื้อของพวกเขา
แต่สุดท้าย...
กลับยังหวังให้แม่ทัพนายกองที่ตนดูถูกมาช่วยชีวิต?
ฝันไปเถอะ!
เมื่อนึกถึงสีหน้าตกตะลึงและตายตาไม่หลับของหลิวนั่วก่อนสิ้นใจ ฉีฝูก็รู้สึกสะใจจนแทบหัวเราะออกมา
ดูเถิด!
นี่ก็คือชาวซีเหลียงที่เขาเชื่อว่าสามารถใช้หลักคำสอนของปราชญ์ไปอบรมสั่งสอนได้
เหตุใดวาจาที่พร่ำท่องคัมภีร์สี่เล่มห้าคัมภีร์ของเขา จึงไม่ทำให้พวกอนารยชนไว้ชีวิตเขาเล่า?
กู่จือจั่วลูบศีรษะของม้าหยกสิงห์ พลางกล่าวราวกับพูดกับตัวเอง หรือไม่ก็พูดกับฉีฝู
“หากสังหารขุนนางราชสำนักในเขตชายแดนเอง ความผิดย่อมเทียบเท่ากบฏ”
“พวกเราลงมือเองไม่ได้”
ที่ฉีฝูเสนอว่าจะลอบไปฆ่าหลิวนั่ว...
นั่นก็เป็นความคิดที่โง่เขลาเช่นกัน
เว้นเสียแต่ว่า จวนเจิ้นกั๋วกงจะชูธงกบฏเสียเดี๋ยวนี้
มิฉะนั้น การกระทำนั้นก็เท่ากับยื่นหลักฐานใส่มือฮ่องเต้ด้วยตนเอง
“พวกเราฆ่าไม่ได้”
“แต่ชาวซีเหลียงฆ่าได้”
เมื่อมีชาวซีเหลียงอยู่แถวนี้แล้ว
เหตุใดจะไม่ใช้ประโยชน์จากพวกมันเสียเล่า?
อีกทั้ง แม้เจียงโหย่วเจิ้งจะบอกว่าจะไม่ปล่อยให้หลิวนั่วส่งฎีการ้องเรียนได้
แต่เรื่องสำคัญถึงเพียงนี้...
1
กู่จือจั่วไม่มีวันฝากความหวังไว้กับผู้อื่น
คนเป็น...
ยังฟ้องร้องได้
แต่คนตาย...
ไม่มีวันฟ้องร้องได้อีก
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของกู่จือจั่ว
“เข้าใจหรือยัง?”
ประกายเจิดจ้าของนางแฝงไว้ด้วยบารมีที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
จนผู้คนอดไม่ได้ที่จะอยากก้มศีรษะยอมสวามิภักดิ์
ในชั่วขณะนั้น ฉีฝูรู้สึกราวกับได้เห็นบุคคลที่ตนพร้อมจะศรัทธาและติดตามไปตลอดชีวิต
“คุณหนูใหญ่ จะให้ไล่ตามหรือไม่?”
เขาชูมือขึ้น แล้วทำท่าฟันลงอย่างเฉียบขาด
“ไม่ต้อง”
กู่จือจั่วยกมือขึ้นห้าม
“การระดมทหารในเขตชายแดนโดยพลการ ก็ถือเป็นกบฏเช่นกัน”
“ผู้กองฉี ให้คนคอยจับตาดูกลุ่มชาวเหลียงพวกนี้ไว้”
“ส่วนเจ้า ไปเมืองอาอูเอ่อร์สักรอบ แล้วแย้มข่าวให้ผู้บัญชาการเจียงรับรู้”
“ข้าน้อยรับบัญชา!”
ฉีฝูประสานหมัดรับคำโดยไม่ลังเล ก่อนนำคนจำนวนหนึ่งควบม้าจากไป
เขาไม่ได้เข้าเมืองอาอูเอ่อร์โดยตรง
แต่ยังคงปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา แวะถามทางจากพ่อค้าเร่
จากนั้นก็แสร้งพูดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจว่า ระหว่างทางตนเห็นชาวเหลียงกำลังปล้นผู้คน
สำหรับพ่อค้าเร่แล้ว เรื่องชาวเหลียงออกปล้นเป็นเรื่องปกติจนชินชา
เขาหัวเราะเยาะอีกฝ่ายที่ทำตัวเหมือนไม่เคยเห็นโลก
“ชาวเหลียงเข้ามาปล้นในซีเจียง ฆ่าคนบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาจะตาย ปีไหนไม่มีเลือดไหลบ้างล่ะ หากไม่จ้างกองคุ้มกันเป็นร้อยคน พวกเราก็ไม่กล้าเข้ามาหรอก”
“แต่ครั้งนี้ คนที่ถูกปล้นเป็นขุนนางนะ”
“เขาบอกว่าตัวเองเป็นขุนนางตรวจการทหาร สุดท้ายก็ถูกชาวเหลียงฟันหัวขาดในดาบเดียว”
“จริงหรือ?”
“จริงสิ อยู่ข้างหน้าไม่ไกลเอง เลือดเต็มพื้นไปหมด ข้าตกใจแทบตาย รีบหนีมา โชคดีที่พวกมันไม่เห็นข้า”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4cd34986a2065c458d35f8
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4cd37044fb951edb540dd8
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดไลก์ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา