Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
รหัสวิทยา
•
ติดตาม
7 ก.ค. เวลา 12:23 • ไลฟ์สไตล์
คืนหนึ่งผมนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองท้องฟ้าที่มีดาวประปราย แล้วนึกถึงคำถามเก่าแก่ที่มนุษย์ถามกันมานับพันปี … “เรามาจากไหน เรามาทำอะไรที่นี่ และดวงดาวที่อยู่ไกลแสนไกลนั้นเกี่ยวอะไรกับเราบ้างไหม”
วิชาโหราศาสตร์ในเชิงลึก มีคำตอบที่งดงามให้กับคำถามเหล่านี้ โดยบอกว่ามนุษย์เราไม่ใช่แค่ก้อนเนื้อที่บังเอิญเกิดมาแล้วก็ดับหายไป หากแต่เป็นดวงจิตอันสว่างไสวที่เลือกลงมาสวมร่างกาย เพื่อเรียนรู้ เพื่อเติบโต เพื่อฝึกฝนตนเองในโลกที่หยาบกว่า… “โลกแห่งจิตวิญญาณ”
จนกว่าจะถึงวันหนึ่งเราจะแข็งแรงพอที่จะเป็นผู้ดูแลสรรพสิ่งได้เอง เหมือนเด็กที่มาโรงเรียนไม่ใช่เพื่อถูกลงโทษ แต่เพื่อวันหนึ่งจะได้กลายเป็นครู
แล้วโหราศาสตร์สายนี้สื่อสารความจริงอันลึกซึ้งนี้อย่างไร?
และคำตอบอาจทำให้คุณประหลาดใจ เพราะมันสื่อสารผ่านรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ เพียงสามอย่างเท่านั้น นั่นคือวงกลม ครึ่งวงกลม และกากบาท
ฟังดูเรียบง่ายจนน่าใจหาย ใช่ไหม แต่ลองคิดดูอย่างนี้ก็ได้ครับว่า ตลอดยุคสมัยอันยาวนานที่มนุษยชาติหลงลืมเรื่องจิตวิญญาณ หมกมุ่นอยู่กับวัตถุ แต่ความรู้อันล้ำค่านี้กลับรอดพ้นมาได้เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในสัญลักษณ์เล็กๆ ที่นักดาราศาสตร์ (โบราณ) และนักโหราศาสตร์ขีดเขียนกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังส่งต่อแผนที่แห่งจักรวาลอยู่ในมือ
เริ่มจากวงกลมก่อน … เป็นวงกลมที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย
ในภาษาของสัญลักษณ์ วงกลมเปล่าคือความเป็นหนึ่งอันไร้ขอบเขต คือต้นธารของทุกสรรพสิ่ง คือสิ่งที่บางศาสนาเรียกว่าพระเจ้าในภาวะที่ยังไม่ปรากฏองค์ คือสิ่งที่ดำรงอยู่ในทุกอณู ทั้งในสสารและในวิญญาณ ทั้งในสิ่งที่เราเรียกว่าดีงามและสิ่งที่เราเรียกว่าชั่วร้าย มันมีอยู่ก่อนที่อะตอมแรกของระบบสุริยะจะก่อตัว และจะยังคงอยู่หลังจากทุกสิ่งสลายไปแล้ว
… มันไม่มีการแบ่งแยก ไม่มี "ฉัน" ไม่มี "สิ่งอื่น" ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ จึงอยู่พ้นความเข้าใจของจิตแบบที่เราคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง
ว่ากันตามตรง สิ่งนี้ไม่ควรมีสัญลักษณ์ใดแทนได้เลยด้วยซ้ำ เพราะแม้แต่วงกลมเปล่าก็ยังมีเส้นรอบวง และเส้นรอบวงก็คือขอบเขต แต่จิตมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการภาพแทน เราจำเป็นต้องมีอะไรสักอย่างไว้จับต้อง และในบรรดารูปทรงทั้งหมด วงกลมคือสิ่งที่ … "ผิดน้อยที่สุด"
หรือถ้าเทียบเป็นตัวเลข มันคือเลขศูนย์ ถ้าเทียบเป็นแสง มันคือความมืดก่อนแสงแรกจะส่องสว่าง หรือถ้าเทียบเป็นเสียง มันคือความเงียบก่อนโน้ตตัวแรกจะดังขึ้น สำหรับในโหราศาสตร์ วงกลมจึงหมายถึงจิตวิญญาณบริสุทธิ์ (Spirit) ที่ยังไม่แยกตัวออกมาเป็นปัจเจก ยังไม่รู้จักตัวเอง และจะรู้จักตัวเองได้ก็ต่อเมื่อยอมถูกจำกัด ยอมลงมาผสมผสานกับรูปกับนาม
… แล้ววันหนึ่ง ก็มีจุดเล็กๆ ปรากฏขึ้นกลางวงกลมนั้น
จุดเดียวเท่านั้นเอง แต่มันเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะนั่นคือวินาทีที่ "บางสิ่ง" ผุดขึ้นจาก "ความไม่มีสิ่งใด" แสงเริ่มฉายออกจากความมืด เสียงเริ่มก้องขึ้นในความเงียบ ภาวะ "เป็น" ถือกำเนิดจากภาวะ "ไม่เป็น"
บัดนี้เลขหนึ่งปรากฏขึ้นแทนที่เลขศูนย์ วงกลมที่มีจุดตรงกลางนี้เองคือสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่เราเห็นกันในตำราโหราศาสตร์ทุกเล่ม และในความหมายที่ลึกซึ่งกว่านั้น มันคือพระเจ้าในภาวะที่ได้ปรากฏองค์แล้ว หรือหากมองในระดับของระบบสุริยะ มันคือ "โซลาร์โลกอส" (Solar Logos) จิตสูงสุดผู้ให้กำเนิดระบบสุริยะทั้งหมดจากเนื้อแท้ของพระองค์เอง ไม่มีชีวิตใดในระบบนี้ที่ไม่ใช่ชีวิตของพระองค์ ไม่มีจิตสำนึกใดที่ไม่ใช่แง่มุมหนึ่งของจิตพระองค์
ภาพเปรียบที่ตำราโบราณใช้นั้นงดงามมาก เพราะท่านว่าระบบสุริยะทั้งหมดคือ "ร่างกาย" ของพระองค์ ดาวเคราะห์แต่ละดวงคืออวัยวะแต่ละส่วน ทำหน้าที่ต่างกัน แสดงพลังชีวิตและจิตสำนึกคนละแบบ
โดยดวงอาทิตย์คือหัวใจ … หัวใจที่รับพลังชีวิตจากมิติที่สูงกว่า แล้วสูบฉีดออกไปหล่อเลี้ยงดาวทุกดวง ไหลผ่านอีเธอร์ซึ่งเหมือนเลือดไหลในกาย เหมือนปราณที่แล่นไปตามเส้นปราณทั้ง 20 เส้นทั่วร่างกาย ทำให้ดาวทุกดวงเชื่อมถึงกันและถึงดวงอาทิตย์ตลอดเวลา โดยไม่มีดวงไหนโดดเดี่ยวเลยแม้แต่ดวงเดียว
อ่านถึงตรงนี้ ผมอยากให้คุณหยุดสักนิดแล้วลองคิดตามว่า
ถ้าจักรวาลไม่มีอะไรโดดเดี่ยว … “แล้วเราล่ะ?”
ทีนี้ ลองลากเส้นผ่ากลางวงกลมดูบ้าง เส้นผ่านศูนย์กลางเส้นเดียวแบ่งวงกลมเป็นสองซีก นี่คือสัญลักษณ์ของ “ทวิภาวะ” คือจิตกับสสาร คือข้างในกับข้างนอก คือตัวตนกับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน แต่จุดที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือ สองสิ่งนี้ไม่ได้ถูกฉีกขาดออกจากกัน
อันที่จริงมันยังอยู่ในวงกลมเดียวกัน เป็นสองที่มีหนึ่งรองรับอยู่เบื้องล่างเสมอ เหมือนเหรียญที่มีสองหน้าแต่เป็นเหรียญเดียว และเพราะมันคือภาวะกึ่งกลางระหว่างสองขั้ว โดยไม่เป็นของฝ่ายไหนโดยสมบูรณ์ มันจึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของ "วิญญาณ" หรือ Soul สะพานที่ทอดอยู่ระหว่างจิตเบื้องบนกับกายเบื้องล่าง
และเมื่อหยิบเพียงครึ่งเดียวของวงกลมมา … เราก็ได้ “เสี้ยวจันทร์”
สัญลักษณ์ของดวงจันทร์ ดาวแห่งการข้างขึ้นข้างแรม สว่างแล้วมืด มืดแล้วสว่าง ช่างเหมือนใจคนเราเสียจริง เดี๋ยวฟู เดี๋ยวแฟบ เดี๋ยวเปี่ยมหวัง เดี๋ยวหม่นเศร้า ดวงจันทร์จึงเป็นตัวแทนของวิญญาณส่วนบุคคล ตัวตนที่มีอารมณ์ขึ้นลงของเราแต่ละคน ซึ่งมีทางเลือกอยู่สองทางเสมอ นั่นก็คือลอยขึ้นไปรวมเป็นหนึ่งกับจิตสำนึกทางวิญญาณเบื้องบน หรือดิ่งลงไปผูกติดกับร่างกายเบื้องล่าง
แม้แต่ปรากฏการณ์บนฟ้าก็เล่าเรื่องเดียวกันนี้ เช่นคืนเดือนดับ (New Moon / อมาวสี) ที่จันทร์มาบรรจบกับอาทิตย์ คือภาพของวิญญาณที่กลับไปรวมกับจิต ส่วนคืนเดือนเพ็ญ (Full Moon / เพ็ญปูรณมี) ที่จันทร์อยู่ตรงข้ามอาทิตย์ คือภาพของตัวตนที่ได้รับแสงจากจิต แล้วสาดแสงยืมนั้นลงมาสู่โลก สู่จิตสำนึกทางกายภาพของเรา
จากนั้น ถ้าเราลากเส้นผ่านศูนย์กลางอีกเส้น โดยตัดเส้นแรกเป็นมุมฉาก กากบาทก็ปรากฏขึ้นในวงกลม
นี่แหละคือผังพื้นฐานของดวงชะตาที่นักโหราศาสตร์ผูกกันทุกวันนี้ เส้นนอนคือเส้นขอบฟ้า วิ่งจากลัคนาทางทิศตะวันออกไปยังจุดตรงข้ามทางทิศตะวันตก ส่วนเส้นตั้งคือเส้นเมริเดียน พาดจากจุดสูงสุดกลางฟ้าลงสู่จุดต่ำสุดใต้พื้นดิน
กากบาทในวงกลมหมายถึงการปรากฏตัวอย่างสมบูรณ์และกิจกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อขั้วทั้งสอง คือ “ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ” คือขั้วบวกกับขั้นลบ ต่างส่งแรงถึงกันและกัน ทั้งผลักและถูกผลัก กระทบและถูกกระทบ อยู่ตลอดเวลา ลองนึกภาพว่าถ้าแรงกระทำนี้หยุดลงเมื่อไหร่ สี่ส่วนของวงกลมก็จะสลายกลับไปเป็นแค่สองซีกดังเดิม การดำรงอยู่ของโลกที่เราเห็นจึงไม่ใช่ "สิ่งของ" ที่ตั้งอยู่เฉยๆ หากแต่เป็น "การเต้นรำ" ที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอจึงจะคงอยู่ได้
แรงกระทำที่หมุนวนรอบวงกลมนี้เอง ที่คนโบราณวาดออกมาเป็นกากบาทที่กำลังหมุนติ้วจนทิ้งหางไว้ที่ปลายแขนทั้งสี่
สัญลักษณ์นี้เก่าแก่กว่าที่เราคิดมาก และแท้จริงมันก็คือกากบาทในวงกลมนั่นเอง เพียงแต่เส้นรอบวงบางส่วนถูกละไว้ และความหมายของมันก็กว้างขวางอย่างน่าทึ่ง เพราะมันคือการหมุนวนของอะตอม การหมุนรอบตัวเองของโลก การเคลื่อนที่เป็นเกลียวของกระแสไฟฟ้ารอบแกนแม่เหล็ก ไปจนถึงพลังชีวิตอันร้อนแรงที่ตำราตะวันออกเรียกว่า "กุณฑาลินี" งูไฟที่ขดนิ่งอยู่ที่ฐานกระดูกสันหลังของมนุษย์ทุกคน และการหมุนของจักระทั้งหลายในกายทิพย์ของเรา
ลองสังเกตดูสิว่า เมื่อล้อที่กำลังหมุนเคลื่อนไปข้างหน้าด้วย เส้นทางที่มันวาดไว้จะไม่ใช่วงกลม แต่เป็นเกลียว … และเกลียวนี่เองคือลายเซ็นของพลังสร้างสรรค์ที่ทำงานอยู่ในสสารทุกระดับ ตั้งแต่ดวงดาวลงมาถึงอะตอม
สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ในตัวมนุษย์คนหนึ่ง วงกลมคือจิต (Spirit) ครึ่งวงกลมคือวิญญาณ (Soul) และกากบาทคือกาย (Body) สามสิ่ง สามระดับ ล้วนอยู่ในตัวเราครบทุกคน
และความมหัศจรรย์มันอยู่ตรงนี้ครับ คือสัญลักษณ์ดาวเคราะห์ทั้งหมดในโหราศาสตร์ล้วนประกอบขึ้นจากรูปทรงพื้นฐานสามอย่างนี้ทั้งสิ้น เหมือนตัวอักษรไม่กี่ตัวที่ประกอบเป็นบทกวีนับล้านบท
ดวงอาทิตย์คือวงกลมกับจุด แทนความเป็นหนึ่ง ชีวิต จิตสำนึก ตัวตนแท้ ดวงจันทร์คือเสี้ยวโค้ง แทนทวิภาวะ ความสัมพันธ์ ตัวตนส่วนบุคคล และโลกก็คือกากบาทในวงกลม แทนการแตกตัว การงานในสสาร ตัวตนทางวัตถุ
ดาวศุกร์คือวงกลมอยู่เหนือกากบาท คือภาพของจิตที่ลอยพ้นสสารขึ้นมาแล้ว ส่วนดาวอังคารนั้นกลับกัน คือสสารที่ขี่คร่อมอยู่เหนือจิต เป็นจิตที่ต้องทำงานผ่านกิจกรรมทางวัตถุ ดาวพฤหัสบดีคือเสี้ยวจันทร์ที่ผงาดขึ้นจากกากบาท เป็นวิญญาณที่กำลังขยายตัวพ้นวัตถุแต่ยังคงรูปทรงทางวัตถุไว้ ในขณะที่ดาวเสาร์คือกากบาทที่กดทับเสี้ยวจันทร์ เป็นวิญญาณที่ยังถูกเงื่อนไขทางวัตถุจำกัดเอาไว้ … มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ดาวเสาร์ถูกมองเป็นครูผู้เข้มงวดในโหราศาสตร์มาทุกยุคทุกสมัย
สำหรับดาวพุธนั้นดูเหมือนจะพิเศษสุด เพราะมีครบทั้งสามส่วน คือกากบาทข้างล่างที่เป็นจิตสำนึกระดับความปรารถนา วงกลมตรงกลางคือจิตสำนึกระดับความคิด และเสี้ยวโค้งข้างบนบอกว่าวิวัฒนาการได้ก้าวพ้นระดับความคิดขึ้นไปแล้ว และกำลังสะท้อนแสงจากภูมิที่สูงกว่าลงมา หรือบ้างก็อาจตีความว่าสัญลักษณ์นี้เป็นคทางูไขว้ของเทพเฮอร์มีส โดยงูสองตัวพันเกลียวรอบแกนกลาง สื่อถึงพลังกุณฑาลินีที่ว่า “ผู้ใดควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ผู้นั้นคือผู้รู้แจ้งในทางปฏิบัติ”
และปิดท้ายด้วยดาวยูเรนัสที่หมายถึงจิตสำนึกรู้ตนในระดับปัจเจกอันสมบูรณ์ และดาวเนปจูนที่หมายถึงจิตสำนึกรู้ตนในระดับบุคคล
แต่โหราศาสตร์เชิงลึกก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอ่านสัญลักษณ์ เพราะมันคือปรัชญาทั้งระบบที่ว่าด้วยกฎภายในของธรรมชาติ โหราศาสตร์ในระดับนี้จึงสอนว่าดวงอาทิตย์ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ หากคือศูนย์รวมชีวิตจริงๆ ของระบบสุริยะ
คือหัวใจของโซลาร์โลกอส และดาวเคราะห์ทั้งหลายคือร่างของเหล่าทูตทางวิญญาณของพระองค์ ซึ่งแต่ละองค์ก็เป็นประมุขของสายธารวิญญาณอันยิ่งใหญ่สายหนึ่ง ทุกแผนกของธรรมชาติมีผู้ปกครองดูแล
เช่นเสาร์ดูแลอาณาจักรแร่ธาตุ พฤหัสบดีกับจันทร์ดูแลพืชพรรณ อังคารดูแลสัตว์และมนุษย์ในภาคสัญชาตญาณ ทุกองค์ล้วนทำงานรับใช้เจตจำนงของจิตสูงสุด เหล่าวิญญาณแห่งดาวเคราะห์นี้คือรังสีที่แผ่ออกจากแสงใหญ่ดวงเดียวกัน ทุกเชื้อชาติ ทุกประเทศ ทุกศาสนา ล้วนอยู่ใต้อิทธิพลขององค์ใดองค์หนึ่งเสมอ
และตรงนี้เองที่เราจะพบหัวใจของเรื่องทั้งหมด นั่นก็คือความแตกต่างระหว่างโหราศาสตร์สองแบบ
คือโหราศาสตร์แบบ Exoteric ที่สนใจแรงดึงดูดจาก "ข้างนอก" ที่มากระตุ้นให้เราทำโน่นทำนี่
แต่โหราศาสตร์แบบ Esoteric ที่สนใจการกระทำจาก "ข้างใน" และพลังของมนุษย์ในการปรับตัวเองให้กลมกลืนกับกฎธรรมชาติ มันชี้ให้เห็นศักยภาพที่แฝงอยู่ในมนุษย์ทุกคน มันคือศักยภาพที่จะรวมเจตจำนงของเราเข้ากับเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งปราชญ์โหราศาสตร์โบราณ (ท่าน พาราเซลซัส) ได้สรุปทั้งไว้ในประโยคเดียว และผมก็อยากให้คุณจดจำไปตลอดชีวิต (ในฐานะผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์คนหนึ่ง) … นั่นก็คือ
"ผู้มีปัญญาย่อมปกครองดวงดาวของตน ส่วนคนเขลาย่อมเป็นทาสของมัน"
ผู้เขียนตำรา "หลักธรรมลับ" (Secret Doctrine - คัมภีร์หลักของลัทธิเทโอโซฟี ประพันธ์โดย เฮเลนา เปตรอฟนา บลาวัตสกี) อันลือลั่น ก็กล่าวไว้ทำนองเดียวกันว่า …
“ใช่ ชะตาของเราเขียนไว้ในดวงดาวจริง แต่ยิ่งมนุษย์ผู้เป็นเงาสะท้อนเข้าใกล้ต้นแบบบนสวรรค์ของตนมากเท่าไหร่ เงื่อนไขภายนอกก็ยิ่งอันตรายน้อยลงเท่านั้น มนุษย์หนีชะตาที่ครอบงำอยู่ไม่ได้ก็จริง แต่เขามีทางให้เลือกเดินสองสาย และอำนาจการเลือกอยู่ในมือเขาเอง ชะตากรรมที่เราถักทอรอบตัวตั้งแต่เกิดจนตาย … เหมือนแมงมุมถักใย จะถูกนำทางโดยเสียงจากสวรรค์ของต้นแบบที่มองไม่เห็น หรือโดยตัวตนชั้นในที่บ่อยครั้งกลายเป็นปีศาจร้ายของเราเอง ก็สุดแท้แต่เราจะเงี่ยหูฟังเสียงไหน”
และที่ควรต้องเข้าใจให้ชัดอีกอย่างคือ ผู้ที่ส่งอิทธิพลถึงมนุษย์นั้น “ไม่ใช่ก้อนหินหรือก้อนแก๊สที่ลอยอยู่บนฟ้า” หากคือจิตอันสูงส่งที่ใช้ดาวเหล่านั้นเป็นพาหนะ ซึ่งดาวแต่ละดวงมีรัศมีอิทธิพลเฉพาะตน แต่ก็ผสานเข้ากับดวงอื่นทั้งหมด
หรือถ้าจะพูดเป็นภาษาของสี ก็ต้องบอกว่าแสงขาวบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์ เมื่อผ่านรัศมีของดาวแต่ละดวง ก็จะแปรเป็นสีของดาวนั้น ไม่ว่าจะเป็นคราม ม่วง น้ำเงิน ของศุกร์ จันทร์ พฤหัสบดี สะท้อนคู่กับเหลือง ส้ม แดง ของพุธ อาทิตย์ อังคาร โดยมีเขียวของเสาร์ยืนเป็นโน้ตกลางถ่วงสมดุลไว้ตรงกลางพอดี ราวกับจักรวาลคือรุ้งกินน้ำวงมหึมา
และที่สุดแล้ว “กาย วิญญาณ และจิต” ของเรา ก็ได้ดูดซับสีเหล่านี้เข้ามา แล้วเฉดสีที่เราได้รับมาแต่กำเนิดจะเข้มขึ้นหรืออ่อนโยนลง หยาบขึ้นหรือประณีตขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่เราเลือกเองทุกวัน
ดังนั้นในคืนนี้ ถ้าคุณแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเห็นดวงดาวมากมาย ก็จงโปรดเข้าใจว่าดวงดาวพวกนั้นมันไม่ได้อยู่บนฟ้านั่นเพื่อกำหนดโทษทัณฑ์ให้ใคร
แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราคือใคร มาจากไหน และกำลังเดินทางไปทางใด … วงกลมอยู่ในเรา เสี้ยวจันทร์อยู่ในเรา และกากบาทก็อยู่ในเรา ทั้งจิต วิญญาณ และกาย ล้วนเต้นรำกันอยู่ในตัวเราทุกลมหายใจ
และพู่กันที่จะแต้มสีให้ชีวิต … จักรวาลได้วางไว้ในมือเรานานแล้ว
:)
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย