8 ก.ค. เวลา 06:53 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

เรื่องนี้คือตำนาน - ประวัติศาสตร์โทคุซัตสึ ตอนที่ 1:The Beast from 20,000 Fathoms มหัศจรรย์ เรย์ แฮร์รีเฮาเซน กับหนังที่เป็นบิดา Godzilla

ก่อนที่โลกจะรู้จักราชันไคจูอย่าง Godzilla ก่อนที่สัตว์ประหลาดยักษ์จะเดินเหยียบตึกโตเกียวจนกลายเป็นภาพจำของคนทั้งโลก ฮอลลีวูดได้ปล่อยสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งออกมาอาละวาดก่อนแล้วในปี 1953 มันมีชื่อว่า The Beast from 20,000 Fathoms หนังที่หลายคนยกให้เป็น คุณปู่ของหนังไคจู เพราะมันคือต้นแบบของก็อดซิลล่า และเป็นผลงานที่พิสูจน์ว่า แค่มีไดโนเสาร์ยักษ์หนึ่งตัวกับฝีมือของเรย์ แฮร์รีเฮาเซน นักสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์ระดับอัจฉริยะ ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้คนดูทั้งโลกได้
จุดเริ่มต้นของเรื่องฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ที่คนในยุคนั้นเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นจริง เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็น การแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์กำลังดุเดือด และทุกคนต่างหวาดกลัวผลกระทบของระเบิดปรมาณู หนังจึงตั้งคำถามง่าย ๆ แต่ชวนขนลุกว่า
ถ้าการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ไปปลุกบางสิ่งที่หลับใหลมาหลายล้านปี จะเกิดอะไรขึ้น
คำตอบก็คือ ซวย สิครับท่าน
กลางดินแดนอาร์กติกอันหนาวเหน็บ กองทัพสหรัฐทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ นักฟิสิกส์หนุ่มชื่อ โธมัส เนสบิตต์ ยืนมองดอกเห็ดมหึมาพร้อมพูดประโยคที่ฟังดูเหมือนนักวิทยาศาสตร์ในหนังทุกเรื่องชอบพูดว่า "ผลกระทบสะสมของการทดลองปรมาณูเหล่านี้ คงมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้"
เหมือนโชคชะตาจะตั้งใจตบหน้าทันที ไม่ต้องรอเวลานานไป เพราะหลังแรงระเบิดผ่านไปภูเขาน้ำแข็งมหึมาก็เริ่มแตกร้าว ก่อนจะมีสัตว์ประหลาดยักษ์ค่อย ๆ โผล่ออกมา มันคือไดโนเสาร์กินเนื้อสูงกว่า 60 เมตร ที่ถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือ มนุษย์ใช้เงินมหาศาลสร้างระเบิดนิวเคลียร์เพื่อโชว์พลัง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือไดโนเสาร์ยักษ์หนึ่งตัว
แน่นอนว่าพอเนสบิตต์กลับไปเล่าให้ใครฟัง ตามสูตรที่ต้องไม่เชื่อเอาไว้ก่อน
สูตรสำเร็จของหนังสัตว์ประหลาดในยุค 50 จึงถือกำเนิดตรงนี้เอง พระเอกเห็นของจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ จนกว่าสัตว์ประหลาดจะเดินมาถึงหน้าบ้านตัวเอง
ระหว่างที่มนุษย์กำลังเถียงกันว่า "มีจริงหรือไม่มีจริง" เจ้าไดโนเสาร์ก็ไม่ได้สนใจเลย มันเริ่มเดินทางลงมาตามชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา พร้อมทิ้งร่องรอยความพินาศไว้เป็นระยะ เรือประมงล่ม ประภาคารที่ยืนหยัดกลางทะเลมานานหลายสิบปีกลายเป็นเศษซาก อาคารบ้านเรือนพังราบ
สัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่มีแผนยึดครองโลก มันเป็นเพียงสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ตื่นขึ้นมาในโลกที่เปลี่ยนไป และเดินตามสัญชาตญาณของมันเท่านั้น กลับไปถิ่นที่มันเคยอยู่
ในที่สุดก็มีคนเริ่มเชื่อเนสบิตต์ เมื่อชาวประมงผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเห็นภาพวาดของสัตว์โบราณ แล้วชี้ทันทีว่าตัวนี้แหละที่ทำลายเรือ นักบรรพชีวินวิทยาชื่อ ศาสตราจารย์เธอร์กูด เอลสัน จึงเข้ามาช่วยไขปริศนา เขาเอาแผนที่มากางบนโต๊ะ ลากเส้นเส้นทางการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาด แล้วสรุปอย่างมั่นใจว่า เจ้านี่กำลังกลับบ้าน มันกำลังมุ่งหน้าไปยังบริเวณแม่น้ำฮัดสัน ซึ่งเคยเป็นถิ่นอาศัยของเผ่าพันธุ์มันเมื่อหลายล้านปีก่อน
ตามสูตรหนังแนวนี้อีกแล้ว ต้องมีตัวละครทำอะไรโง่ๆ ศาสตราจารย์ลงสำรวจใต้ทะเลด้วยระฆังดำน้ำ หวังจะเห็นสัตว์ประหลาดใกล้ ๆ ผลคือ โดนแดก ไดโนเสาร์อ้าปากงับเข้าไปทั้งชุด จบการสำรวจทันที
จากนั้นไม่นาน นิวยอร์กก็ถึงคราวซวยเต็มรูปแบบ สัตว์ประหลาดขึ้นฝั่งกลางแมนฮัตตัน รถยนต์ที่เคยวิ่งวุ่นอยู่เต็มถนนกลายเป็นของเล่น ตึกถล่ม ผู้คนวิ่งหนีกันอลหม่าน ตำรวจคนหนึ่งพยายามยิงต่อสู้แบบไม่ยอมถอย ผลคือถูกสัตว์ประหลาดเขมือบต่อหน้าผู้ชม เป็นฉากที่ทำให้คนดูยุคนั้นตะลึงไม่น้อย เพราะหนังไม่ได้เกรงใจพระเอกหรือตำรวจเลย
หนังสือพิมพ์ในเรื่องรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 180 คน บาดเจ็บอีกกว่า 1,500 คน ความเสียหายคิดเป็นเงินถึง 300 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขมหาศาลสำหรับปี 1953
แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะกองทัพยิงสัตว์ประหลาดจนเลือดไหล แล้วทุกคนก็พบว่า เลือดของมันมีเชื้อโรคดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีใครบนโลกเคยเจอ คราวนี้ความซวยอัปเกรดจากสัตว์ประหลาดถล่มเมืองเป็นสัตว์ประหลาดปล่อยโรคระบาด
จะใช้ระเบิดหนักก็ไม่ได้ จะเผาทั้งตัวก็ไม่ได้ เพราะถ้าเชื้อฟุ้งกระจาย คนในเมืองอาจตายกันหมดก่อนสัตว์ประหลาดเสียอีก สุดท้าย นักวิทยาศาสตร์จึงคิดวิธีที่ฟังดูเป็นหนังไซไฟยุค 50 สุด ๆ นั่นคือ ยิงไอโซโทปกัมมันตรังสีเข้าไปในบาดแผลที่คอของมัน เพื่อเผาทำลายจากภายใน
แล้วฉากไคลแมกซ์ที่กลายเป็นตำนานก็เริ่มขึ้น ไดโนเสาร์เดินมาถึงสวนสนุกโคนีย์ไอแลนด์ ทหารแม่นปืนคนหนึ่งสะพายอาวุธพิเศษ ก่อนปีนขึ้นไปนั่งบนรถไฟเหาะ พร้อมกับพระเอก ลองนึกภาพดู คนทั้งเมืองกำลังหนีตาย แต่พระเอกกับทหารกลับปีนขึ้นรถไฟเหาะเพื่อไปยิงไดโนเสาร์
สนุกยิ่งกว่าเครื่องในสวนสนุก ก็เห็นจะเป็นคนเขียนบทนี่แหละ
เมื่อรถไฟเหาะค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุด ทั้งสองก็อยู่ในระดับเดียวกับคอของสัตว์ประหลาดพอดี เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด หัวรบกัมมันตรังสีพุ่งเข้าไปในแผลเปิดของมัน
มันคำรามลั่น ดิ้นด้วยความเจ็บปวด ล้มชนเครื่องเล่นจนเกิดประกายไฟ ไม่นานสวนสนุกทั้งแห่งก็ลุกเป็นทะเลเพลิง ท่ามกลางเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ สัตว์ประหลาดยักษ์ค่อย ๆ ทรุดลง ก่อนจะสิ้นใจอย่างช้า ๆ
เป็นฉากจบที่ทั้งยิ่งใหญ่ ดราม่า และน่าจดจำ
สำหรับผมมันมหัศจรรย์มาก สิ่งที่คนดูเห็นทั้งหมดไม่ได้สร้างจากคอมพิวเตอร์ แต่เกิดจากโมเดลเล็ก ๆ ที่เรย์ แฮร์รีเฮาเซนขยับทีละนิด ถ่ายภาพทีละเฟรม จนเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียงราวสองถึงสามแสนดอลลาร์เท่านั้น แต่กลับทำรายได้ทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในหนังทำเงินที่สุดของปี 1953 และทำให้ฮอลลีวูดรู้ทันทีว่า คนดูพร้อมจะจ่ายเงินเพื่อดูสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ ๆ เดินถล่มเมือง
และที่สำคัญที่สุด มันได้สร้าง "พิมพ์เขียว" ของหนังสัตว์ประหลาดยุคใหม่ไว้ครบทุกอย่าง ทั้งการทดลองนิวเคลียร์ การปลุกสัตว์โบราณ นักวิทยาศาสตร์ผู้ถูกเมิน เมืองใหญ่ที่พังยับเยิน และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่เกินกว่าจะรับมือ
เพียงหนึ่งปีต่อมา ญี่ปุ่นก็ส่ง Godzilla (1954) ออกมาสู่โลกและปฏิเสธไม่ได้ว่า The Beast from 20,000 Fathoms คือ แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้หนังสัตว์ประหลาดยักษ์ก้าวขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมป๊อประดับโลก
ดูคลิปหนังเรื่องนี้ได้ในยูทูป ดูแล้วหลงรักสต็อปโมชั่นจริงๆ ผมตั้งใจจะเรียบเรียงประวัติศาสตร์หนังแนวนี้ ให้เห็นถึงที่มาที่ไป ซึ่งเรื่องนี้สนุกจริงๆ
โฆษณา