8 ก.ค. เวลา 13:59 • กีฬา

โกงความตาย! "ฟ้าขาว" พลิกนรกดับอียิปต์ 3-2 ทะลุ 8 ทีมบอลโลก ท่ามกลางตราบาปคดีเปาฉาว?

ทีมชาติอาร์เจนตินา สร้างปาฏิหาริย์ครั้งประวัติศาสตร์ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยการพลิกสถานการณ์จากที่ตามหลัง ทีมชาติอียิปต์ ถึง 0-2 กลับมาเอาชนะไปได้อย่างเหลือเชื่อ 3-2 ส่งผลให้ทัพ "ฟ้าขาว" ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปพบกับสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ
ทว่าชัยชนะอันตื่นเต้นเร้าใจระดับ 5 ดาวนี้ กลับถูกบดบังด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ฟร็องซัวส์ เลอเต็กซิเยร์ (François Letexier) ชาวฝรั่งเศส จนกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่สะเทือนไปถึงองค์กรลูกหนังโลกอย่างฟีฟ่า (FIFA)
การแข่งขัน ณ สนามแอตแลนต้า สเตเดียม เริ่มต้นด้วยความช็อกของแฟนบอลอาร์เจนตินา เมื่อ ยาสเซอร์ อิบราฮิม โหม่งให้ทัพ "มัมมี่" ออกนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 15 ยิ่งไปกว่านั้น ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมชาวอาร์เจนไตน์ยังพลาดโอกาสตีเสมอเมื่อยิงจุดโทษไปติดเซฟของ มอสตาฟา โชเบียร์ นายทวารอียิปต์ในนาทีที่ 20 เกมทำท่าว่าจะจบเหร่สำหรับแชมป์เก่าเมื่อ มอสตาฟา ซิโก้ ซัดประตูให้ค่ายอียิปต์หนีห่างเป็น 2-0 ในนาทีที่ 67
อย่างไรก็ตาม "ดีเอ็นเอ" ของผู้ชนะก็ตื่นขึ้นในช่วง 11 นาทีสุดท้าย อาร์เจนตินารัวคืน 3 ประตูรวดดังนี้
⚽ นาทีที่ 79: คริสเตียน โรเมโร่ โหม่งพังประตูตีไข่แตกเป็น 1-2
⚽นาทีที่ 83: ลิโอเนล เมสซี่ แก้ตัวสำเร็จด้วยการซัดวอลเลย์สุดสวยตามตีเสมอ 2-2
⚽นาทีที่ 90+2: เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ โหม่งพังประตูชัยพาทีมแซงชนะ 3-2 ซึ่งประตูนี้นับเป็น ประตูที่ 3,000 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก อีกด้วย
แม้ว่าสถิติโดยรวมของทัพ "ฟ้าขาว" จะเหนือกว่า แต่ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงและสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งอียิปต์อย่างรุนแรง เกิดขึ้นจากจังหวะสำคัญ 2 เหตุการณ์ที่เปลี่ยนทิศทางของเกมไปอย่างสิ้นเชิง
1. จังหวะริบประตูที่สามของอียิปต์ (นาทีที่ 58) อียิปต์ส่งบอลซุกก้นตาข่ายได้จาก มอสตาฟา ซิโก้ ซึ่งหากประตูนี้ได้รับการอนุมัติ อียิปต์จะนำห่างถึง 3-0 แต่ผู้ตัดสิน ฟร็องซัวส์ เลอเต็กซิเยร์ ได้เช็ก VAR และตัดสินใจริบประตูคืน โดยให้เหตุผลว่ามีการฟาวล์ใส่ ลิซานโดร มาร์ติเนซ กองหลังอาร์เจนตินาไปก่อนหน้าในจังหวะขึ้นเกม ท่ามกลางการประท้วงของฝั่งอียิปต์ที่มองว่าเป็นการเบียดปะทะตามปกติในเกม
2. จังหวะปัญหาก่อนเสียประตูชัย (นาทีที่ 90+2) ชนวนเหตุที่เดือดที่สุดเกิดขึ้นในกรอบเขตโทษของอาร์เจนตินา เมื่อ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ กองกลางอาร์เจนตินา ดูเหมือนจะมีการดึง แฮมดี้ ฟาธี ผู้เล่นอียิปต์ล้มลงในเขตโทษ ทว่าผู้ตัดสินกลับปล่อยให้เล่นต่อ ก่อนที่อาร์เจนตินาจะใช้จังหวะนั้นสวนกลับเร็วทันทีและนำไปสู่การโหม่งทำประตูชัยของ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ
จังหวะนี้ทำให้สตาฟฟ์โค้ชและนักเตะอียิปต์ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จนมีการปะทะคารมรุนแรง สตาฟฟ์อียิปต์โดนใบแดง และผู้รักษาประตู มอสตาฟา โชเบียร์ โดนใบเหลืองจากการประท้วง
หลังจบการแข่งขัน มอสตาฟา ซิโก้ กองหน้าอียิปต์ถึงกับหลุดปากให้สัมภาษณ์โจมตีอย่างดุเดือดว่า "ฟุตบอลโลกหนนี้ล็อกผลไว้ให้แอร์เจนตินาป้องกันแชมป์อยู่แล้ว" ขณะที่ ฮอสซัม ฮัสซัน หัวหน้าผู้ฝึกสอนของอียิปต์ก็ออกมาประกาศกร้าวด้วยความผิดหวังว่าจะไม่ขอดูกรรมการและทัวร์นาเมนต์นี้อีกต่อไปเนื่องจากทีมได้รับความอยุติธรรมอย่างร้ายแรง
ชัยชนะครั้งนี้ของอาร์เจนตินาถูกจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก ทว่าคำถามที่เกิดขึ้นตามมาในใจของแฟนบอลทั่วโลกกลับไม่ใช่เรื่องของแท็กติกหรือสปิริตนักสู้เพียงอย่างเดียว แต่มันคือเครื่องหมายคำถามชิ้นโตที่ส่งตรงไปถึง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA)
ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกยุคปัจจุบันที่พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง VAR เพื่อความโปร่งใส กลับกลายเป็นเวทีที่ถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานการตัดสินอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อความผิดพลาดหรือดุลยพินิจที่ค้านสายตานั้น มักจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ทีมยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงและมีซูเปอร์สตาร์แม่เหล็กดึงดูดคนดู
เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ที่แอตแลนต้าเป็นเพียงความโชคร้ายของทีมรองบ่อนอย่างอียิปต์ หรือมันเป็นภาพสะท้อนชั้นดีว่า ฟุตบอลโลกภายใต้ร่มเงาของฟีฟ่ายังคงต้องการ 'บทละครที่สมบูรณ์แบบ' เพื่อหล่อเลี้ยงเม็ดเงินและเรตติ้ง โดยมีทีมเล็ก ๆ เป็นเพียงตัวประกอบที่ไร้ปากเสียง? นี่คือคำถามปลายเปิดที่แฟนบอลทั่วโลกต้องหาคำตอบร่วมกันต่อไป
โฆษณา