9 ก.ค. เวลา 10:13 • หนังสือ

บทที่ 171

นางเอ่ยเสียงแผ่ว ราวกับกำลังออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว
“ข้าเห็นเขา...ก็รู้สึกคลื่นไส้”
คลื่นไส้เสียจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
ขณะพูด ทั้งสองก็เดินออกจากท้องพระโรงจินหลวน ฝนโปรยเมื่อครู่หยุดลงแล้ว ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม คล้ายมีเสียงฟ้าร้องอื้ออึงอยู่ไกลๆ แต่กู้จือจั๋วไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย นางหันไปถามด้วยแววตาเป็นประกาย
“คุณชาย ท่านจะไปหาพี่ใหญ่กับข้าหรือไม่?”
ยังไม่ทันที่เซี่ยอิงเฉินจะตอบ นางก็ทำหน้าเสียดายเสียก่อน
“ช่างเถอะ...ท่านขี่ม้าไม่ได้ ข้าไม่พาท่านไปดีกว่า”
“หืม?”
กู้จือจั๋วจับชายแขนเสื้อของเขาไว้ พลางก้าวลงบันไดหินอ่อนสีขาวอย่างคล่องแคล่ว บางครั้งก็กระโดดข้ามทีละสองสามขั้นเสียด้วยซ้ำ
บันไดยาวสายนี้ ซึ่งในสายตาผู้คนคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หลายคนทั้งชีวิตก็ไม่มีวันได้เหยียบ กลับเป็นเพียงทางเดินธรรมดาใต้ฝ่าเท้าของนาง
เมื่อก้าวลงจากบันไดหินอ่อนแล้ว นางหันกลับไปมองตำหนักโอ่อ่าที่ส่องประกายสีทอง
ท้องพระโรงจินหลวน...
ก็แค่นี้เอง
“เยาเยา”
เมื่อเห็นกู้จือจั๋วเดินออกมาจากท้องพระโรงได้อย่างปลอดภัย ฉินซู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางกลับเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“รองผู้บัญชาการฉิน โปรดเรียกข้าว่า ‘คุณหนูกู้’ ด้วย ครั้งหน้าอย่าเสียมารยาทอีก”
กล่าวจบ นางก็เดินผ่านเขาไป พร้อมพยักหน้าให้ผู้บัญชาการโจวที่อยู่ไม่ไกลอย่างแผ่วเบาเพื่อแสดงความขอบคุณ
ผู้บัญชาการโจวเป็นสหายวัยเยาว์ของท่านอาสาม เขายอมเสี่ยงเพื่อให้นางนำกล่องไม้เข้าไปในท้องพระโรง
ม้าหยกสิงโตยืนรออยู่นอกประตูอู่เหมิน โดยมีฉิงเหมยคอยดูแลอยู่
ทันทีที่เห็นนายหญิง ม้าก็วิ่งกระโดดดึ๋งดั๋งเข้ามา ใช้ลำคอถูไถนางอย่างออดอ้อน
“ฉิงเหมย เจ้ากลับไปก่อน บอกท่านอาสามและทุกคนว่าข้าจะไปหาพี่ใหญ่!”
กู้จือจั๋วกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนโบกมือให้เซี่ยอิงเฉิน
“คุณชาย ข้าไปก่อนนะ!”
ตอนเอ่ยคำแรกยังอยู่ตรงหน้า แต่พอพูดจบ ทั้งคนทั้งม้าก็พุ่งออกพ้นประตูอู่เหมินไปแล้ว
เซี่ยอิงเฉินลูบแขนเสื้อที่ถูกนางจับจนยับ พลางคิดในใจ
ดูท่าร่างกายเขาจะอ่อนแอเกินไปจริงๆ อย่างน้อยก็ควรขี่ม้าได้ ไม่เช่นนั้นก็ถูกนางทิ้งไว้ข้างหลังทุกครั้ง
กู้จือจั๋วบังคับความเร็วของม้า วิ่งผ่านถนนใหญ่ในเมืองหลวง ครั้นพ้นประตูเมือง นางสะบัดแส้กลางอากาศ
“ฮึบ!”
ม้าหยกสิงโตส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น มันชอบการวิ่งอย่างไร้พันธนาการ ขาทั้งสี่ก้าวทะยานเต็มแรง ดุจสายลมที่พัดฉิวไปตามถนนหลวง
ยามนี้เข้าสู่กลางเดือนหกแล้ว เมืองหลวงกำลังจะก้าวสู่ฤดูร้อน ลมที่พัดมาปะทะใบหน้าก็เริ่มอุ่นขึ้น
ม้าหยกสิงโตวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกู้จือจั๋วมองเห็นธงแม่ทัพโบกสะบัดอยู่ไกลลิบ
เบื้องหน้าคือกองทหารสีดำทะมึนเรียงรายเป็นแถว ส่วนชายหนุ่มที่อยู่หน้าสุดสง่างามราววีรบุรุษ
เขาสวมเกราะสีดำสนิท ถือหอกยาวพาดอยู่บนอานม้า มีเพียงพู่สีแดงที่ปลายหอกเท่านั้นที่สะดุดตา
กู้จือจั๋วตะโกนเรียกสุดเสียง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี
“กู้ช่านช่าน!!”
กู้อี่ช่านกำลังหมุนหอกเล่นอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาหงส์ที่เหมือนกู้จือจั๋วทุกกระเบียดเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน
แต่เมื่อเห็นหญิงสาววิ่งตรงมาหา สีหน้าเหล่านั้นก็หายไปหมด เหลือเพียงความยินดีจนแทบคลั่ง
ม้าทั้งสองรู้ใจเจ้าของเป็นอย่างดี ไม่ต้องรอคำสั่งเพิ่มก็พุ่งเข้าหากันราวลูกศร
เมื่อเหลือระยะไม่ถึงสิบก้าว ทั้งคู่ก็กระโดดลงจากหลังม้าแทบจะพร้อมกัน
กู้อี่ช่านถึงกับโยนหอกทิ้ง
“กู้ช่านช่าน!!”
“เยาเยา!!”
กู้จือจั๋วพุ่งตัวเข้ากอดเขา เสียงหัวเราะใสดังขึ้นอย่างมีความสุข
ทั้งสองเกิดวันเดียวกัน เป็นฝาแฝดร่วมอุทรเดียวกัน
สมัยเด็ก แม้แต่ส่วนสูงก็ยังเท่ากัน
แต่บัดนี้ กู้อี่ช่านสูงกว่านางหนึ่งศีรษะ ไหล่ก็กว้างขึ้น แขนแข็งแรงจนสามารถอุ้มน้องสาวหมุนได้หลายรอบอย่างสบาย
กู้จือจั๋วโอบไหล่เขา ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามแรงหมุน
กู้อี่ช่านใช้สองมือประคองแก้มทั้งสองข้างของน้องสาว บีบเบาๆ จนแก้มป่อง ก่อนยิ้มกว้างดุจแสงตะวัน
น้องสาวของเขาช่างงดงาม...เหมือนเขาไม่มีผิด
กู้จือจั๋วหัวเราะ
หัวเราะไปหัวเราะมา น้ำตาก็ไหลออกมา
กู้อี่ช่านถึงกับชะงัก
...เกิดอะไรขึ้น?
ตั้งแต่จำความได้ น้องสาวร้องไห้หนักแบบนี้เพียงสามครั้ง
ครั้งแรก ตอนท่านปู่จากไป
ครั้งที่สอง ตอนมารดาสิ้นชีวิต
ครั้งที่สาม ตอนบิดาพลีชีพในสนามรบ
ดังนั้นตามเหตุผลของเขา เว้นเสียแต่ว่าเขาจะตาย ไม่เช่นนั้นน้องสาวไม่มีทางร้องไห้แบบนี้แน่
นางไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง เพียงสะอื้นเบาๆ ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลราวสายไข่มุกที่ขาดสะบั้น หยดลงบนหลังมือของเขา ราวกับหยดลงบนหัวใจของเขาด้วย
หัวใจของเขาปวดหนึบตามไปด้วย
ใครกัน?
ใครทำให้น้องสาวของเขาร้องไห้!
กู้อี่ช่านขึงหน้า กวาดตามองซ้ายขวา
น้องสาวมาคนเดียว ส่วนทหารของเขาอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าก้าว
ถ้าอย่างนั้น...
หรือเป็นเขาที่ทำ?
แม้จะรู้สึกว่าถูกใส่ร้าย แต่เขาก็เลือกยอมรับผิดก่อน
“โทษข้าทั้งหมด...ข้าไม่ควรกลับมาช้าเช่นนี้”
ต้องเป็นเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวงที่ทำให้น้องสาวเสียใจแน่
ใช่...ต้องเป็นอย่างนั้น!
“พอกลับเข้าเมืองเมื่อไร ข้าจะไปจัดการพวกมันให้หมด!”
“อย่าร้องเลยนะ...”
กู้จือจั๋วสูดจมูก ก่อนพาลใส่เขา
“ก็เพราะท่านนั่นแหละ”
“ใช่...โทษข้า”
“แล้วเหตุใดท่านถึงไม่กลับมา?”
...เหตุใดท่านถึงต้องตาย?
กู้จือจั๋วกำหมัดต่อยลงบนเกราะของเขาอย่างแรง
แข็งชะมัด!
เจ็บมือเหลือเกิน!!
กู้อี่ช่านถึงกับยืนนิ่งงัน ก่อนรีบเอ่ยอย่างลนลาน
“งั้น...ข้าถอดเกราะให้เจ้าตีก็ได้นะ?”
กู้จือจั๋วโน้มหน้าผากพิงลงบนแผ่นเกราะป้องกันอกของเขา น้ำตากลับยิ่งไหลพรากกว่าเดิม
นานเหลือเกิน...
นานมากจริงๆ ที่นางไม่ได้พบเขา
ทั้งคู่เกิดมาพร้อมกัน เติบโตมาด้วยกัน เป็นอีกครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณของกันและกัน
ชาติที่แล้ว...
คุณชายกว่าจะตามหาพี่ชายให้นางพบก็ยากเย็นแสนเข็ญ
นางรีบเร่งไปหาแทบสิ้นใจ
แต่สุดท้าย สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณของเขา
เขาไม่ทันได้รอให้นางไปพบเป็นครั้งสุดท้าย
อกถูกแทงทะลุ
ท้องถูกผ่า
ศพถูกโยนทิ้งไว้ในสุสานร้าง
ดวงตาของเขายังลืมค้าง ไม่ยอมหลับ
นางกอดร่างของเขาไว้
เลือดบนตัวแห้งกรังไปนานแล้ว
ฝูงแมลงวันบินวนอยู่รอบร่างของพวกเขาไม่หยุด
ในขณะนั้น...
จิตวิญญาณของนางราวกับสูญเสียไปครึ่งหนึ่งตลอดกาล
กู้จือจั๋วโอบกอดเขาไว้แน่น ภาพในหัวกลับมีแต่สภาพศพอันน่าเวทนาของกู้อี่ช่านในชาติที่แล้ว
นางเป็นคนเย็บบาดแผลที่ท้องของเขาด้วยมือตัวเอง
เช็ดคราบเลือดออกจากร่างเขาด้วยมือตัวเอง
เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาด้วยมือตัวเอง
แล้วสุดท้าย...
ก็เป็นนางเองที่จุดไฟเผาร่างเขา ก่อนนำเถ้ากระดูกกลับไปอยู่เคียงข้างท่านปู่ ท่านย่า และบิดามารดา
“กู้ช่านช่าน...”
นางเรียกเขาเสียงอู้อี้
“ข้าอยู่นี่!”
“ท่านยังมีชีวิต...ท่านยังอยู่จริงๆ”
กู้อี่ช่านรีบพยักหน้ารัว
“ข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าแตะดูสิ ยังอุ่นอยู่เลย”
เขาจับมือนางให้แตะแก้มของตน
อุ่นจริงๆ
จากนั้นก็ให้แตะลมหายใจของเขา
ยังมีไออุ่น...
“ข้าไม่ตายหรอก ข้ารับรอง! ข้าสาบาน! ไม่มีวันตายแน่นอน”
กู้จือจั๋วหัวเราะเบาๆ ทั้งที่น้ำตายังไหล
“ข้าเชื่อท่านแล้ว”
ริมฝีปากของนางยกยิ้มสูง แม้หยาดน้ำตาจะยังไม่หยุดไหล
กู้อี่ช่านใช้หลังมือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างไม่ใส่ใจ
“เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ ระวังไม่สวยนะ”
“ไม่ต้องมายุ่ง!”
กู้จือจั๋วจ้องเขาเขม็ง ก่อนใช้สายตาวาดมองใบหน้าของเขาทีละนิด
ไม่เหมือนภาพสุดท้ายที่นางเห็นในชาติที่แล้ว
ไม่มีคราบเลือด
ไม่มีความอิดโรย
เขายังคงเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความมั่นใจและความทะนงของแม่ทัพหนุ่มผู้สร้างชื่อ
คิ้วดกดั่งกระบี่
ผมหางม้าสูงมัดไว้ด้านหลัง
เมื่อเห็นนางยิ้ม เขาก็หัวเราะตาม ก่อนใช้นิ้วจิ้มลักยิ้มข้างแก้มของนางอย่างกวนๆ
เพียะ!
กู้จือจั๋วปัดมือเขาออกทันที
เขาหัวเราะจนตัวงอ ก่อนโอบไหล่นางไว้
“ไปกันเถอะ”
เขาก้มลงเก็บหอกยาว แล้วพานางเดินไปยังธงแม่ทัพ พร้อมถามลอยๆ
“เป็นอย่างไร จัดการเรียบร้อยหรือยัง?”
ม้าทั้งสองตัวไม่ต้องให้เรียก ก็เดินกระดุกกระดิกตามหลังเจ้าของเอง
กู้จือจั๋วเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิ
“ฝีมือข้านะ แน่นอนอยู่แล้ว!”
นางฮึดฮัด ก่อนหันไปถลึงตาใส่เขา
“เกิดมาพร้อมกันแท้ๆ ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่รู้ใจกันเลย เรื่องแค่นี้ยังต้องถาม”
“เป็นความผิดของท่านแน่!”
“ใช่ๆ ข้าผิดเอง”
อย่างไรเสีย หากน้องสาวไม่พอใจ ยอมรับผิดไว้ก่อนย่อมไม่มีทางผิด
กู้อี่ช่านจึงแนะนำรองแม่ทัพทั้งสองให้รู้จัก
“เจียงจื้อโจว หลีชิง...ผู้บังคับกองพันเฉียนจี๋อิง”
เฉียนจี๋อิงมีผู้บังคับกองพันสามคน รวมฉีฝูด้วย
เจียงจื้อโจวอายุราวสามสิบกว่า มีแผลเป็นสีแดงเข้มพาดอยู่ระหว่างคิ้ว
ส่วนหลีชิงอายุไล่เลี่ยกับฉีฝู รูปร่างกำยำ หน้าตาดุดัน
กู้อี่ช่านโอบไหล่น้องสาว พลางยิ้มกว้าง
“น้องสาวข้า”
ทั้งสองรีบประสานมือคารวะ
“คุณหนูใหญ่”
ทั้งคู่เองก็แอบพินิจหญิงสาวตรงหน้า
พวกเขาเคยได้ยินมานานแล้วว่า คุณชายใหญ่กับคุณหนูใหญ่เป็นฝาแฝด
วันนี้ได้เห็นกับตา ก็พบว่าหน้าตาคล้ายกันถึงเจ็ดแปดส่วน
ดวงตาเปี่ยมความองอาจเหมือนกัน
เพียงแต่คุณชายใหญ่ตัวสูงกว่า โครงหน้าคมกว่า และไม่มีลักยิ้มข้างแก้ม
กู้จือจั๋วเองก็ประสานมือคารวะตอบ
กู้อี่ช่านกล่าวกับรองแม่ทัพทั้งสอง
“พวกเจ้าพากองทัพกลับค่ายไปพักเถอะ ส่วนข้ายังต้องเข้าวังไปถวายรายงาน”
พูดจบ เขาก็จุปากเบาๆ อย่างไม่คิดปิดบังความรำคาญ
ทั้งสองรับคำพร้อมกัน
“กลับเมืองกันเถอะ”
ม้าศึกของกู้อี่ช่านเป็นม้าสีดำสี่เท้าขาวดุจหิมะ ชื่อว่า หยานอวิ๋นจ้าว
เขากระโดดขึ้นหลังม้าก่อน แล้วเหยียดมือมายังนาง
“น้อง”
กู้จือจั๋ววางมือลงบนฝ่ามือของเขา อาศัยแรงดึงเพียงนิดเดียวก็ทะยานขึ้นนั่งด้านหน้าของเขา
พี่น้องสองคนควบม้าตัวเดียว มุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวง
ส่วนม้าหยกสิงโต เมื่อเห็นตนถูกทิ้งไว้เบื้องหลังก็โกรธจัด
มันสะบัดกีบเท้าวิ่งสุดแรง หมายจะแซงหยานอวิ๋นจ้าวให้ได้
น่าเสียดาย...
มันยังโตไม่เต็มวัย
ขณะที่หยานอวิ๋นจ้าวกำลังอยู่ในวัยสมบูรณ์ แถมยังเป็นม้าศึกที่แบกคนสองคนได้อย่างสบาย
ม้าหยกสิงโตจึงไล่ไม่ทัน
ไม่นานก็ถูกทิ้งห่างอยู่ไกลลิบ
ส่วนหยานอวิ๋นจ้าวก็ยังเกรงว่าม้าตัวน้อยจะหลงทาง วิ่งไปได้สักพักก็ชะลอฝีเท้าลง คอยรอให้มันตามมาทันอยู่เป็นระยะ ๆ.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4cd400bea2bbce45d275c9
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4e624a16de7d0e4c6fd7ee
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดไลก์ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา