9 ก.ค. เวลา 10:15 • หนังสือ

บทที่ 173

กู้จือเวยเชิดคางขึ้นอย่างดื้อรั้น แต่ในวินาทีถัดมา เอวบางของนางก็ถูกใครบางคนโอบไว้ ก่อนจะพาตัวหลบออกไปสองก้าว
ฮูหยินสกุลสวีก้าวพลาดจนแทบล้มคะมำ
นางกำลังจะอาละวาด แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นกู้จือจั๋ว สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มประจบในทันที
“ที่แท้ก็คุณหนูใหญ่ของจวนเรานี่เอง อิ๋งเอ๋อร์ของข้าอยู่รบกวนที่จวนมานานแล้ว วันนี้ข้ามารับนางกลับบ้านเจ้าค่ะ”
“ท่านพี่ใหญ่ อย่าเพิ่งตกลงนะเจ้าคะ”
กู้จือเวยรีบเกาะแขนพี่สาว พลางพูดด้วยความร้อนใจ
“ตระกูลสวีจะเอาท่านพี่อิ๋งเอ๋อร์ไปยกให้คนอื่น เพียงเพราะอยากเอาใจลูกชายสุดที่รักของพวกเขา!”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน”
ฮูหยินสกุลสวียิ้มประจบ
“อิ๋งเอ๋อร์เป็นลูกสาวแท้ๆ ของข้า ข้าจะทำร้ายนางได้อย่างไร ที่ข้าหาให้เป็นคู่ครองชั้นยอดเชียวนะ เป็นถึงผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายแห่งกองบัญชาการห้าทัพ ท่านกงไห่”
กู้จือเวยแก้มป่องด้วยความโมโห ใบหน้าแดงก่ำ
“แต่เขาอายุห้าสิบกว่าแล้ว!”
“แล้วห้าสิบกว่ามันทำไม”
ฮูหยินสกุลสวียิ้มพลางกล่าว
“ท่านกงเป็นคนรักเดียวใจเดียว ภรรยาคนก่อนจากไปแล้วก็ไม่เคยรับอนุภรรยาเพิ่มเลย หากอิ๋งเอ๋อร์แต่งเข้าไป ก็ได้เป็นแม่บ้านใหญ่ทันที จะมีอะไรไม่ดี”
พูดจบยังไม่ลืมเหน็บอีกประโยค
“จือเวย เจ้ายังเด็ก ไม่เข้าใจหรอก ถึงเจ้าจะดูแคลนการแต่งงานครั้งนี้เพียงใด ก็ยังดีกว่าให้แม่ของเจ้าครองหม้ายมาหลายปีไม่ใช่หรือ อย่างน้อยก็ยังมีคนคอยดูแลยามหนาวยามร้อน”
แม่นมจิ่งซึ่งยืนอยู่ข้างกู้จือเวย ขมวดคิ้วแน่นทันที
“ฮูหยินสกุลสวี โปรดระวังวาจาด้วย”
“คุณหนูทั้งสองของเรายังไม่ได้ออกเรือนเลย โดยเฉพาะคุณหนูรองเพิ่งอายุสิบเอ็ดปี ท่านจะพูดเรื่องสกปรกเช่นนี้ต่อหน้าพวกนางได้อย่างไร”
กู้จือเวยทั้งโกรธทั้งอับอาย หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็นท่านน้าสะใภ้แท้ๆ นางคงอยากตบเสียสักฉาด
กู้จือจั๋วทำความเคารพอย่างสุภาพ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ฮูหยินสกุลสวี อิ๋งเอ๋อร์เป็นแขกของจวน หากนางอยากกลับก็กลับได้ แต่หากนางไม่อยากกลับ ก็ไม่มีผู้ใดพาตัวนางไปได้”
“ที่นี่คือจวนเจิ้นกั๋วกง หาใช่ตระกูลเล็กๆ ที่จะปล่อยให้ท่านมาก่อความวุ่นวายตามใจชอบไม่”
“ที่ตระกูลกู้ตั้งอยู่คือศาลไว้อาลัย มิใช่หอแต่งงาน”
“หากท่านยังพูดเรื่องพิลึกพิลั่นเช่นนี้อีก ก็อย่าหาว่าข้าจะถือเสียว่าตระกูลสวีต้องการตัดญาติกับตระกูลกู้”
วิ่งมาพูดเรื่องแต่งงานในงานศพของผู้อื่น หากไม่ใช่เพราะไม่อยากทำให้ท่านอาสะใภ้รองสกุลสวีและจือเวยเสียหน้า นางคงสั่งคนโยนออกไปนานแล้ว
ฮูหยินสกุลสวีถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะฝืนยิ้ม
“คุณหนูใหญ่ อิ๋งเอ๋อร์ของข้า...”
“พอได้แล้ว”
ชายร่างอ้วนพุงพลุ้ยผู้หนึ่งรีบเดินออกมาจากหลังม่านดอกไม้ เห็นท่าทางก็รู้ว่าแอบฟังอยู่พักใหญ่ อย่างน้อยตั้งแต่กู้จือจั๋วมาถึง นางก็สังเกตเห็นปลายรองเท้าที่โผล่ออกมาจากใต้ม่านแล้ว
พอเดินเข้ามา เขาก็หันไปตวาดภรรยาทันที
“หากเจ้ายังเอะอะโวยวายพูดจาเหลวไหลอีก ก็ไสหัวกลับบ้านไปเสีย!”
จากนั้นจึงหันมายิ้มประจบกู้จือจั๋ว
“คุณหนูใหญ่ชอบอิ๋งเอ๋อร์ ก็ให้นางอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพักเถอะ”
“แต่...”
“อย่าพูดมาก”
ชายผู้นั้นกระชากแขนฮูหยินสกุลสวี พลางพูดเสียงดังราวจงใจให้ทุกคนได้ยิน
“คุณหนูใหญ่เอ็นดูนาง นั่นก็เป็นวาสนาของอิ๋งเอ๋อร์ อีกอย่าง ที่นี่ก็เป็นบ้านของท่านอาแท้ๆ จะอยู่ต่ออีกหน่อยจะเป็นอะไรไป”
เขาหันหลังให้ทุกคน ก่อนส่งสายตาให้ภรรยาอย่างมีนัย พร้อมพูดเสียงดัง
“ยังไม่รีบไปอีก!”
กู้จือเวยระงับโทสะไว้ แล้วค้อมกายทำความเคารพ
“ท่านลุง”
ทั้งน้ำเสียงและสีหน้า ล้วนไม่มีความเคารพมากนัก
เขาคือสวีเซียน พี่ชายร่วมสายเลือดของสวีซื่อ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
กู้จือจั๋วเองก็ทำความเคารพเช่นกัน
“ท่านลุงฝ่ายญาติ”
“คุณหนูใหญ่ไม่ต้องมากพิธี”
สวีเซียนทำท่าราวกับเป็นผู้ใหญ่ใจดี
“พวกเรายังไม่ได้ไปจุดธูปให้ท่านกั๋วกงเลย...”
“เมื่อครู่เห็นท่านผู้นั้นจากในวังมา” เขารีบอธิบาย เพื่อให้รู้ว่าตนมิได้ตั้งใจเสียมารยาท “พวกเราจึงหลบอยู่ก่อน ส่วนท่านน้าของพวกเจ้า ก็เพียงคิดถึงอิ๋งเอ๋อร์ เลยว่าจะเข้าไปเยี่ยมนางเสียหน่อย”
เขาหันไปดุฮูหยินสกุลสวีอีกครั้ง
“เจ้าก็จริง ไม่เห็นหรือว่าจวนกั๋วกงกำลังยุ่ง หากคิดถึงอิ๋งเอ๋อร์ อีกสองสามวันค่อยมาหาก็ยังไม่สาย”
พูดพลางกระตุกแขนภรรยาอีกครั้ง
เมื่อเห็นกู้ไป๋ไป๋นั่งรถเข็นเข้ามา เขารีบยิ้มประจบ
“ท่านสาม เช่นนั้นพวกเราขอตัวไปด้านหน้าก่อน”
ฮูหยินสกุลสวีแม้ไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่กล้าขัด ได้แต่ถูกลากออกไปอย่างอ้อยอิ่ง
เมื่อเดินออกมาห่างพอสมควร สวีเซียนมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าแถวนั้นไม่มีบ่าวไพร่ จึงรีบดึงภรรยาไปหลบหลังภูเขาจำลอง ก่อนลดเสียงลงพูดว่า
“เจ้าอย่าไปหาเรื่องคุณหนูใหญ่กู้เลย นางดุเอามากๆ ข้าได้ยินมาว่า วันนี้บนท้องพระโรง นางยังกล้าตบอ๋องจิ้นต่อหน้าทุกคนเลยนะ ที่สำคัญ อ๋องจิ้นโดนตบแล้วยังไม่กล้าพูดอะไรสักคำ”
“แต่น้องสาวของเจ้า...”
สวีเซียนแค่นหัวเราะเย็นชา
“หรือเจ้าคิดว่านางจะไม่เอาผ้าอุดปากเจ้าแล้วโยนออกไปข้างนอก? บอกแล้วก็ไม่ฟัง ที่นี่คือจวนกั๋วกง แค่เศษเสี้ยวที่รั่วไหลออกมาจากที่นี่ ก็พอให้ครอบครัวเรากินใช้ไปทั้งชีวิตแล้ว เจ้าจะคิดหาเรื่องจนทำให้พวกเขาโกรธจริงๆ หรือ? แล้วลูกชายของเราล่ะ ไม่คิดถึงบ้างหรือ”
พอเอ่ยถึงลูกชาย ฮูหยินสกุลสวีก็เงียบลงทันที
“ข้าก็ร้อนใจนี่นา อาเป่าของเราจะอายุสิบสามแล้ว”
ยิ่งพูด นางก็ยิ่งโมโห
“น้องสาวของเจ้าก็ใช้การไม่ได้ แต่งเข้าตระกูลกู้มาตั้งหลายปี แต่กลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงในบ้าน เมื่อก่อนยังอ้างได้ว่ามีฮูหยินกั๋วกงอยู่ เดี๋ยวนี้ฮูหยินกั๋วกงถูกลดฐานะเป็นอนุแล้ว นางก็ยังไม่ได้อำนาจดูแลจวนอยู่ดี หากนางมีความสามารถสักหน่อย ขอให้ตระกูลกู้ออกหน้าช่วย อาเป่าของเราอย่างน้อยก็คงได้เป็นรองผู้บัญชาการกองหลวนอี๋เว่ย จะต้องไปอ้อนวอนท่านผู้บัญชาการกงทำไม!”
“ผู้บัญชาการกงถูกใจอิ๋งเอ๋อร์ รับปากว่าจะให้อาเป่าของเราไปเป็นนายทะเบียนประจำกองบัญชาการห้าทัพ หากเราไม่ยกอิ๋งเอ๋อร์ให้แต่งงาน เรื่องนี้ก็เป็นอันจบสิ้น! ดูสิ ใกล้จะเข้ากลางเดือนหกแล้ว หากผู้บัญชาการกงไปถูกใจบุตรสาวบ้านอื่นเข้า ถึงตอนนั้นต่อให้เจ้าอยากส่งอิ๋งเอ๋อร์ไป เขาอาจไม่รับแล้วก็ได้”
สวีเซียนพยักหน้าเงียบๆ
ก็จริง...
คนอย่างผู้บัญชาการกง อยากได้บุตรสาวตระกูลไหนก็หาได้ทั้งนั้น คงไม่มีทางรออิ๋งเอ๋อร์อย่างจริงจังแน่
“อีกอย่าง อาเป่าของเราก็เอาแต่พูดว่าจะไม่แต่งกับใครนอกจากลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องให้อาเป่ามีตำแหน่งงานดีๆ ก่อน พวกเราถึงจะมีหน้าไปสู่ขอจากจวนกั๋วกงได้”
นางพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ
“ถึงแม้แม่หนูจือเวยนั่นจะนิสัยร้าย แถมชอบรำดาบจับหอก ไม่เหมาะกับอาเป่าของเราเลย แต่ยังไงก็เป็นคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง”
“พอได้แล้ว”
สวีเซียนดึงแขนนาง ก่อนชะเง้อมองซ้ายขวา
“อย่าพูดอีก”
เมื่อครั้งนั้นที่ตระกูลสวีได้เกี่ยวดองกับจวนกั๋วกง ก็ราวกับโชคหล่นทับ
เรื่องที่อาเป่าเพ้ออยากแต่งกับจือเวย ฟังเล่นๆ ก็พอ หากกล้ายกไปพูดจริงๆ เกรงว่าไม่ต้องรอให้ตระกูลกู้ลงมือ น้องสาวของเขาเองก็คงเอาไม้กวาดไล่ตีออกมาก่อน
สวีเซียนกระแอมเบาๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง
“หากเจ้ารอไม่ไหว ก็หมั้นหมายกันไว้ก่อน ทำหนังสือหมั้นให้เรียบร้อย แล้วค่อยมารับตัวก่อนวันแต่งงานก็ได้ ขอแค่มีหนังสือหมั้นอยู่ ต่อให้จวนกั๋วกงจะไม่ยอม ก็คงไม่ถึงกับไม่ปล่อยตัวเจ้าสาวในวันแต่งหรอก”
“หากถึงตอนนั้นยังไม่ปล่อย ก็ให้ผู้บัญชาการกงมารับเจ้าสาวที่จวนกั๋วกงเองเสียเลย”
“แต่ข้าร้อนใจจริงๆ...”
สวีเซียนขัดขึ้นอย่างรำคาญ
“พอเถอะ เอาตามนี้แหละ”
“จำไว้ อย่าไปหาเรื่องคุณหนูใหญ่กู้เด็ดขาด นางชอบอิ๋งเอ๋อร์ ก็ให้อิ๋งเอ๋อร์เอาอกเอาใจนางให้มากๆ หากทำให้นางพอใจได้ แค่เศษเงินที่หลุดจากซอกนิ้วของนาง ก็พอให้อาเป่าของเรากินใช้ทั้งชีวิตแล้ว”
“ส่วนเจ้า หากไม่มีอะไรทำ ก็ไปอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าบ่อยๆ”
ฮูหยินสกุลสวีบ่นอุบ
“แต่หลานสาวของเจ้าก็ไม่ยอมให้ข้าเข้าเรือนชั้นในนี่”
ต่อให้อยากไปอยู่เป็นเพื่อน ก็เข้าไปไม่ได้
“เจ้านี่...”
ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!
สวีเซียนเดือดดาลจนแทบกระอัก
“ไม่ให้เข้า เจ้าก็อยู่เฉยๆ สิ!”
พูดจบก็จัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย
เมื่อครู่เขาเห็นท่านรองเสนาบดีกระทรวงโยธาฝ่ายซ้ายเดินทางมาแล้ว เขาต้องรีบไปทำความรู้จัก
ได้ยินมาว่า ปีนี้กระทรวงโยธาจะจัดซื้อขนสัตว์จำนวนมาก หากคว้างานนี้มาได้ อย่างน้อยก็ทำกำไรได้เป็นแสนตำลึง
สวีเซียนรีบก้าวจากไปอย่างเร่งรีบ เหลือเพียงฮูหยินสกุลสวียืนหมุนวนด้วยความขัดใจอยู่ที่เดิม
นางใช่ว่าไม่รู้ ว่าหมั้นหมายไว้ก่อนก็ได้
1
แต่...
ซุนหมัวมัว คนสนิทของสวีซื่อ แอบมาบอกนางว่า จู่ๆ สวีซื่อก็ถามขึ้นมาว่า เด็กที่คลอดในปีนั้นมีปานหรือไม่
ทั้งที่ตอนนั้นสวีซื่อสลบไปแล้วแท้ๆ
เมื่อสวีอิ๋งเอ๋อร์ยังไม่อยู่ในสายตาตน นางก็ยากจะวางใจ
ยังไงก็ต้องรีบให้นางแต่งงานออกไปโดยเร็ว หลังจากนั้นการไปมาหาสู่กับตระกูลกู้ก็จะลดลงเอง
ฮูหยินสกุลสวีกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิด ก่อนเดินออกมาจากหลังภูเขาจำลอง
เมื่อเข้าเรือนชั้นในไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงเรียกสาวใช้ให้พาไปนั่งพักที่ศาลาริมน้ำ
หลังสาวใช้พานางไปแล้ว ก็กลับมารายงานกู้จือจั๋ว
“คุณชายสวีลากฮูหยินสกุลสวีไปคุยกันหลังภูเขาจำลองอยู่พักใหญ่เจ้าค่ะ แต่บ่าวไม่ได้ตามไป”
คนของจวนกู้ไม่มีธรรมเนียมแอบฟังแขกสนทนากัน
เวลานี้กู้จือจั๋วกำลังพากู้จือเวยกับกู้จือหนานหลบอยู่หลังฉากในห้องโถงใหญ่
นางกำลังอธิบายเบาๆ ให้ทั้งสองฟังว่า แขกที่มาในวันนี้แต่ละคนมีฐานะใด เป็นมิตร เป็นศัตรู หรือวางตัวเป็นกลางกับจวนกู้
เมื่อได้ยินรายงาน นางก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“พวกนั้นไม่มีทางยอมแพ้แน่”
กู้จือเวยพูดอย่างโมโห
“บางทีที่ไปหลบหลังภูเขาจำลอง ก็คงกำลังคิดหาวิธีพาท่านพี่อิ๋งเอ๋อร์กลับไป เจ้าควรแอบไปฟังเสียหน่อย”
ประโยคสุดท้าย นางพูดกับสาวใช้
เดิมทีตระกูลสวีเป็นเพียงพ่อค้ารายเล็กอยู่ชายแดน
เมื่อครั้งคุณชายรองแห่งตระกูลกู้ กู้เว่ยเว่ย ยังหนุ่ม เขาไล่ตามพวกตี๋จนตกหลุมซุ่มโจมตี บาดเจ็บสาหัส และเป็นสวีซื่อที่ช่วยชีวิตไว้ ทั้งสองจึงตกหลุมรักกัน
แม้ตระกูลกู้จะเป็นจวนกั๋วกง แต่ไม่เคยแบ่งแยกชาติตระกูล
ตามคำพูดของกั๋วกงเฒ่ากู้เซี่ยในอดีต
“เมื่อก่อนข้ายังเป็นขอทานข้างถนน แล้วใครจะมีสิทธิ์ดูแคลนใครกัน”
ในเวลานั้น ตระกูลสวีกำลังบังคับให้สวีซื่อแต่งงานเป็นภรรยารองของนายอำเภอวัยห้าสิบกว่าปี เพื่อแลกกับผลประโยชน์จากการค้าขนแกะ
ชาติที่แล้ว หลังตระกูลกู้ประสบเคราะห์ ฮูหยินผู้เฒ่าเคยมอบหนังสือหย่าให้สวีซื่อ บอกให้นางไปเสีย อย่าอยู่รอความตาย
แต่สวีซื่อไม่ยอม
นางเคยพูดด้วยตนเองว่า
“ข้าเป็นคนของตระกูลกู้ ทั้งเป็นทั้งตายก็เป็นภรรยาของกู้เว่ยเว่ย”
ดังนั้น เมื่อจวนกั๋วกงมาสู่ขอ สำหรับตระกูลสวีแล้ว ก็ไม่ต่างจากซาลาเปาที่ตกลงมาจากฟ้า
การแต่งงานครั้งนั้นจึงราบรื่นอย่างยิ่ง และสวีซื่อก็ได้แต่งเข้าจวนกู้
ต่อมา ตระกูลสวีก็อาศัยความเกี่ยวดองกับจวนกั๋วกง ขยายกิจการใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะย้ายทั้งครอบครัวมาอยู่เมืองหลวง
กู้จือเวยโมโหจนแทบระเบิด
“ท่านพี่ใหญ่ ท่านไม่รู้หรอก ผู้บัญชาการกงที่พวกเขาจะยกท่านพี่อิ๋งเอ๋อร์ให้แต่งด้วย เคยมีภรรยามาแล้วสองคน และทั้งสองคนก็ตายหมด!”
“ข้าให้แม่นมช่วยสืบมา เขาบอกว่าพวกนางถูกทรมานจนตายทั้งนั้น”
กู้จือเวยรีบหันไปเร่งจิ่งหมัวมัว
“แม่นมเคยพูดว่าอะไรนะ พวกท่านก็ไม่ยอมเล่าให้ข้าฟังดีๆ ตอนนี้ท่านพี่ใหญ่ก็อยู่ด้วย รีบเล่ามาเร็ว!”
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4e624a16de7d0e4c6fd7ee
🥀➡️ บทถัดไป
🔗https://www.blockdit.com/posts/6a4e6280eabd31421a454ff8
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม ❤️ กดไลก์ 👍 แสดงความคิดเห็น 💬 และแชร์ 📤 เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา